Hanoi Rocks และความตายของ Razzle


Hanoi Rocks เป็นวงดนตรีจากฟินแลนด์ แต่มีอิทธิพลต่อวงดนตรีแกลมเมทัลและแฮร์แบนด์ในยุค 80 อย่างหาที่เปรียบได้ยาก อิซซี สตราดลิน ยึดภาพลักษณ์ของพวกเขามาใช้กับ Guns N’ Roses ยุคก่อตั้ง วงแกลมเมทัลจากลอสแอนเจลิส เช่น L.A. Guns, Ratt, Mötley Crüe และอื่น ๆ ต่างได้รับอิทธิพลจากพวกเขามาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้แต่กรันจ์ เช่น Alice in Chains ก็เคยแสดงออกว่าชอบพวกเขาในตอนตั้งต้นวง รวมทั้ง เดฟ โกรลห์ มือกลอง Nirvana ก็บอกว่าเป็นแฟนเพลง Hanoi Rocks ด้วยอีกคน

8 ธันวาคมนี้ ครบรอบ 30 ปีการจากไปของ แรซเซิล มือกลองของวง Hanoi Rocks ที่กล่าวได้เต็มปากว่าการเสียชีวิตของเขาเป็นการปิดฉาก Hanoi Rock ก่อนที่จะมีโอกาสโด่งดังอย่างที่หลายคนคาดว่าควรจะดัง

Hanoi Rocks ไม่เคยประสบความสำเร็จอย่างที่หลายคนคาดว่าพวกเขาควรจะประสบความสำเร็จ ผลงาน 4 ชุดแรกออกกับบริษัทเล็ก ๆ เท่านั้นซึ่งไม่อาจโฆษณาเสริมส่งพวกเขาได้มากนัก แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็มีแฟนเพลงเป็นกลุ่มก้อนอยู่เหมือนกัน

แกนนำสำคัญของวงก็คือ แอนดี แม็กคอย (Andy McCoy ชื่อจริง Antti Hulkko) ลูกครึ่ง โรมาเนีย ฟินแลนด์ สวีเดน ใช้ชีวิตตอนต้นในกรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน

“ปู่ผมเป็นนักดนตรีโรมาเนียที่มากฝีมือ เขาสอนพวกการเล่นกีตาร์ฟลาเมนโกและยิปซีมาตั้งแต่ผมอายุ 4 ขวบ” แอนดีเล่า “ผมจำได้ว่าตอนนั้นยังเด็กอยู่ตอนที่ไปเยี่ยมปู่ย่า และเขาเลือกสอนผมจากบรรดาหลาน ๆ สามสิบกว่าคน ผมเข้าคลาสเรียนกีตาร์คลาสสิกอย่างจริงจัง และตอนอายุ 7 หรือ 8 ขวบ ครูที่สอนผมก็บอกว่าเขาไม่รู้จะสอนอะไรผมอีกแล้ว มาถึงจุดที่ผมต้องเริ่มสอนเขาแทน แล้วผมก็ได้รู้จัก มาร์ก โบแลน (วง T Rex) ผมได้กีตาร์ไฟฟ้าแล้วก็เริ่มหัดเล่นแบบเขา ที่เหลือคือประวัติศาสตร์”

แอนดี แม็กคอย ออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 13 ตามสัญชาติญาณยิปซีที่เป็นอิสระต่อทุกอย่างแสวงหาโชคชะตาของตัวเอง และได้ตั้งวงพังก์ชื่อ Briard ขึ้นมา และ ไมเคิล มอนโร ก็เสนอตัวมาเป็นมือกีตาร์ของวง ซึ่งความสามารถทางดนตรีของไมเคิลนั้นไม่เป็นรองใคร แต่ก็ไม่ได้เข้าร่วมวง Briard อย่างที่ตั้งใจ

ไมเคิล มอนโร (Michael Monroe ชื่อจริงคือ Matti Fagerholm) เติบโตในเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ หัดเรียนเปียโนคลาสสิกตั้งแต่อายุ 5 ขวบ เมื่อเขาได้รู้จักดนตรีร็อกแอนด์โรลถึงได้หัดเล่นกีตาร์ด้วยตัวเอง และได้เข้าเรียนฟลุตในสายทางคลาสสิกอีกครั้งก่อนจะหัดเล่นแซ็กโซโฟน

และจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อเขาได้เห็น Black Sabbath ผู้หนักแน่นปานภูผาถล่มทลายในรายการทีวีเมื่อเขาอายุประมาณ 8 ขวบ ซึ่งเป็นการเปิดโลกวงร็อกผมยาวที่ดุดันมีความลึกลับและความดุดัน

“ซาวด์ของพวกเขาไม่เหมือนอะไรที่เคยได้ฟังมาก่อน และนักร้องนำก็ดูบ้ามาก ทำอะไรบ้าบอบนเวทีพร้อมกับสะบัดผมยาวสยาย ดูเถื่อนและเสรี ซาวด์ของพวกเขาดูมีอิสระและยังมีความลึกลับ”

และนั่นทำให้ ไมเคิล มอนโร หันมาสนใจดนตรีฮาร์ดร็อก

“จากนั้นผมก็ไปหาอัลบั้มของพวกเขา หัดเรียนภาษาอังกฤษจากเนื้อเพลงที่พิมพ์อยู่บนหน้าปก Master of Reality เสียงของออสซีสดมาก เขามีทัศนคติเท่มากและมีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ แล้วผมก็ได้ค้นพบว่าเนื้อหาของเพลงไม่ได้เกี่ยวกับปิศาจเลย มันเกี่ยวกับพระเจ้า ความรักและแสงสว่าง เป็นข้อความที่เนื้อหาไปในทางบวก มันมีทัศนคติที่ผิด ๆ ว่าดนตรีเฮฟวีเมทัลต้องเกี่ยวกับการสรรเสริญปิศาจ ซาตานมันห่วย เผชิญความจริงนี้ซะ ซาตานอาจจะขายได้แต่มันห่วย ผมชอบพระเยซูมากกว่า”

ไมเคิล มอนโร เสนอตัวเข้าเล่นกีตาร์ในวง Briard ของ แอนดี แม็กคอย (Andy McCoy) ซึ่งด้วยฝีมือเขาแล้วไม่มีปัญหา แต่เขาก็ไม่ได้ร่วมเล่นกับวงเพราะปฏิเสธที่จะตัดผมสั้นให้เข้ากับสไตล์พังก์ของทางวง “มันน่าขำสิ้นดี ประเด็นสำคัญของร็อกแอนด์โรลคือความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเองและมีความเป็นตัวเอง พังก์เป็นเรื่องเยี่ยม แต่ “คุณจะเข้าวงเราต้องตัดผม” อะไรนะ เป็นแฟชันอย่างนั้นหรือ? ผมไม่เป็นทาสแฟชันหรอก ผมเลยปฏิเสธไป และผมกับแอนดีก็เริ่มพูดเกี่ยวกับการทำวงจริง ๆ ด้วยกันในวิถีทางที่เราคิดว่าวงร็อกเท่ ๆ วงหนึ่งจะเป็นได้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของ Hanoi Rocks หลังจากออกจากทหารแล้วผมไม่มีทางตัดผมเพื่อจะเข้าร่วมวงดนตรีหรอก”

เมื่อไม่ได้เล่นกับวง Briard ไมเคิลก็มาทำวง Madness กับเพื่อนในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1976 – 1979 ซึ่งก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จโด่งดังอะไรมากนัก ในขณะที่ แอนดี แม็กคอย ออกจากวง Briard ไปได้ดีกับการเป็นมือกีตาร์ในวง Pelle Miljoona Oy ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักในฟินแลนด์และขจรไกลไปในดินแดนสแกนดิเนเวีย

ส่วนคนที่เล่นกีตาร์แทนแอนดีในวง Briard ก็คือ แนสตี ซุไซด์ (Nasty Suicide ชื่อจริง Jan-Markus Stenfors) ซึ่งต่อมาได้รับคำชวนจากไมเคิลให้มาทำวงร่วมกันเมื่อวง Madness ถึงกาลอวสาน ทำวงไม่นาน มือกีตาร์อีกคนในวงขณะนั้นโดนจับข้อหาครอบครองยาเสพติด แอนดี แม็กคอย ออกจากวงมาร่วมเป็นมือกีตาร์ในวงแทน ทั้งยังดึง แซมมี มาเป็นมือเบสด้วย พวกเขาย้ายจากฟินแลนด์ไปสวีเดน และได้ กิป คาสิโน (Gyp Casino ชื่อจริง Jesper Sporre) อดีตมือกลองวงพังก์ Warheads จากสวีเดนมาเป็นมือกลองของวง

ในช่วงเวลานั้น ไมเคิล หันมาใช้ชื่อ ไมเคิล มอนโร แทนชื่อจริง

“ผมเปลี่ยนชื่อ เพราะคนชาติอื่นออกเสียงชื่อฟินแลนด์ไม่ค่อยถูก ชื่อเดิมผมชื่อ แมตตี ตอนที่อายุ 8 ขวบใคร ๆ ก็เรียกผมว่าแมกกี มือคีย์บอร์ดในวงหนึ่งเรียกผมว่าไมค์ พอตอนที่เราเปลี่ยนชื่อวงเป็น Hanoi Rocks ผมรู้สึกว่าชื่อไมค์มันเท่ดี แต่ ไมเคิลดีกว่า และ มอนโร ผมเกิดในฤดูร้อน คาบเกี่ยวกับที่เธอเสียชีวิต (มาริลีน มอนโร ดาราสาวชื่อดังเสียชีวิตสองเดือนก่อนไมเคิลเกิด) ผมคิดว่าเธอดูดี สวย และเท่มาก ดังนั้น ไมเคิล มอนโร ฟังดูดี ตอนแรก แอนดี จะใช้ชื่อ แอนดี มอนโร ด้วยซ้ำ”

เมื่อ แอนดี แม็กคอย เกิดปัญหากับนักร้องนำวง Pelle Miljoona Oy เขาจึงออกจากวงมาร่วมทีมกับไมเคิล แถมด้วยการดึง แซมมี แยฟฟา (Sami Yaffa ชื่อจริง Sami Lauri Takamäki) มือเบสของวง Pelle Miljoona Oy มาร่วมวงใหม่ด้วย

และวงนั้นก็ได้ชื่อว่า Hanoi Rocks

สมาชิกช่วงแรก ไมเคิล แซมมี แนสตี ต่างเป็นคนไร้บ้าน มีเพียงแอนดีที่อาศัยอยู่กับแฟนสาว ช่วงหกเดือนแรกที่ตั้งวงพวกเขายังขอเศษเงินจากคนแปลกหน้า จนกระทั่ง เซปโป เสนอตัวเข้ามาเป็นผู้จัดการวง และได้เซ็นสัญญากับบริษัท Johanna Kustannus ในฟินแลนด์ และออกอัลบั้มแรก Bangkok Shocks, Saigon Shakes, Hanoi Rocks ในปีค.ศ. 1981 จากนั้นจึงย้ายถิ่นฐานไปลอนดอน อังกฤษ เพื่อสร้างฐานแฟนเพลงในวงกว้าง อัลบั้มลำดับ 2 Oriental Beat ออกมาในปีค.ศ. 1982 ได้รับเสียงวิจารณ์ดีมากจากสื่อมวลชน ในระหว่างนั้น กิปแสดงปัญหาของตัวเองออกมามากมาย ทั้งเรื่องการใช้ยาเสพติดหนักมาก อาการซึมเศร้า และพยายามฆ่าตัวตาย ไมเคิลและแอนดีจึงมองหามือกลองคนใหม่

ไมเคิลได้พบกับแฟนเพลงคนหนึ่งในคอนเสิร์ตของจอห์นนี ธันเดอรส์ ชายคนนั้นเรียกตัวเองว่า แรซเซิล (Razzle ชื่อจริง Nicholas Charles Dingley) ซึ่งเมื่อติดสอยห้อยตามกันนานเข้า เขาก็เอ่ยปากขอเป็นมือกลองให้วง Hanoi Rocks และไมเคิลก็รับเป็นมือกลองของวงง่าย ๆ โดยไมเคิลอธิบายว่า

“เขามีทัศนคติ มีจิตวิญญาณ นำชีวิตชีวากลับมาสู่พวกเรา ตอนนั้นวงกำลังตกต่ำอย่างมาก เรากำลังเจอสถานการณ์แย่ ๆ อยู่ แอนดีขลุกอยู่กับพวกขี้ยาตลอดเวลา แรซเซิลอาจจะไม่ใช่มือกลองที่มีเทคนิคล้ำเลิศ แต่เขาก็มีอะไรบางอย่าง ทัศนคติแบบ เราสู้กับโลกทั้งโลก เข้ากับวงได้อย่างสมบูรณ์แบบ”

ในเวลานั้น อัลบั้ม Self Destruction Blues บันทึกเสียงเสร็จแล้ว เสียงกลองในอัลบั้มยังเป็นฝีมือของกิป แต่เครดิตสมาชิกวงเป็นแรซเซิล

หลังจากนั้นคือขาขึ้นของ Hanoi Rocks พวกเขาได้ขึ้นหน้าปกนิตยสาร Sounds ของอังกฤษ ได้ออกทัวร์เอเชีย และท้ายที่สุดได้เซ็นสัญญากับบริษัท CBS ขณะเดียวกันปัญหาภายในก็ปะทุขึ้น เมื่อไมเคิล มอนโรออกมาให้สัมภาษณ์ว่า แอนดี แม็กคอย กับ แนสตี ซุไซด์ ติดเหล้าเกินกว่าจะเยียวยาได้ ในขณะที่เขาไม่แตะต้องของพวกนั้น

การทำอัลบั้ม Two Steps from the Move สำเร็จด้วยดี โดยมี บ็อบ เอซริน โปรดิวเซอร์ชื่อดังมาดูแลกการผลิตอัลบั้ม ในเวลานั้น Hanoi Rocks คือสีสันแปลกตาสำหรับสหรัฐอเมริกาที่คาดกันว่าพวกเขาจะก้าวสู่ระดับซูเปอร์สตาร์ได้ไม่ยากนัก ทั้งกระแสดนตรีเป็นใจ ทั้งแบ็กอัปใหญ่บิ๊กเบิ้มภายใต้การโอบอุ้มของ CBS ทั้งดนตรีและเสน่ห์เฉพาะตัวของพวกเขา ดูเหมือนว่าไม่มีอะไรมาหยุดพวกเขาไม่ให้ดังได้แล้ว

ปลายปี 1984 Hanoi Rocks ออกแสดงสดในอเมริกาต่อเนื่อง แม้จะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นระหว่างทางบ้าง เช่น ไมเคิล มอนโร ลื่นล้มเพราะเวทีเจิ่งนองด้วยเบียร์ทำให้เขากระดูกหัก หลังจากฝืนเล่นต่อ อีกไม่กี่วัน พวกเขาก็ต้องยอมพักเพื่อให้ไมเคิลรักษาตัวให้หายดี

พวกเขาตัดสินใจมาปักหลักกันที่ลอสแอนเจลิส แหล่งรวมแกลมเมทัลของสหรัฐอเมริกา ณ ที่นั่น พวกเขาได้รู้จักกับนักดนตรีมากมาย รวมทั้ง Mötley Crüe ซึ่งสมาชิกทั้งสองวงดูจะเข้ากันได้ดี นิกกี ซิกซ์ กับ ทอมมี ลี ไปพักร่างที่แฟลตของ แอนดี แม็กคอย ในขณะที่ แรซเซิล ก็มาขลุกอยู่กับ วินซ์ นีล

ในขณะที่ ไมเคิล มอนโร ต้องพักผ่อนในห้อง แอนดี แม็กคอย แรซเวิล แซม แซฟฟา และ แนสตี ซูไซด์ ก็ไปสังสรรค์กับ Mötley Crüe ทั้งวันทั้งคืน

“ผมไม่เคยดื่มอย่างมีความสุข มันทำให้ผมป่วย” ไมเคิลบอก “ตอนออกทัวร์อเมริกา ทุกคนต่างไร้สติกัน 24 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนใหญ่หมดไปกับการดื่ม ผมก็เลยไม่ได้สนุกอะไร ผมต้องนั่นอยู่ที่นั่นแล้วดื่มน้ำส้มไปกับพวกเขา มันน่าเบื่อ จริง ๆ นะ เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราเข้าไปซ้อมดนตรี เล่นได้สักครึ่งเพลงก็จะมีสักคนบอกว่า ช่างแม่ง ไปผับกันดีกว่า”

“บางคนก็มีทัศนคติต่างไป มันคือเรื่องของ ปาร์ตี้ ปาร์ตี้ ปาร์ตี้ ปาร์ตี้จนกว่าจะหมดแรง ซึ่งก็คือ แนสตี้กับแรซเซิล ผมจำได้ว่าเซปโป ผู้จัดการของเราพูดจารุนแรงกับแรซเซิล – คุณกำลังฆ่าตัวตายถ้าคุณยังปาร์ตี้แบบนี้ต่อไป – ผมจำได้ว่าแรซเซิลยืนเมานิ่งสงบฟังเขาพูดเรื่องให้เขาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เขาแค่มองกลับไปแล้วก็บอกว่า – ผมไม่สนใจหรอกว่าผมจะตาย ผมอยากไปแอลเอ – และเขาก็ไปแอลเอ เขาไม่เคยได้สนุกสนานกับที่นั่น ผมหวังว่าเขาจะสนุกกับมัน” แอนดี แม็กคอย เล่าถึงเพื่อนเก่า

คืนวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1984 หลังจากปาร์ตี้กันจนเหล้าหมด วินซ์ นีล และ แรซเซิล อาสาเป็นคนออกไปหาซื้อเหล้าเพิ่ม พวกเขาขับรถฟอร์ด แพนเทรา ปี 1972 สีแดงส้มของวินซ์ออกไปหาซื้อ

ผ่านไปชั่วโมงกว่า ทั้งคู่ก็ยังไม่กลับ แอนดี แม็กคอยเริ่มเป็นห่วงเพราะร้านมันอยู่ไม่ไกล เขากับผู้จัดการทัวร์ของวงจึงออกตามหา และไม่ไกลจากบ้านของวินซ์ นีลในรีดอนโดบีช พวกเขาก็เห็นรถยนต์พังยับอยู่ข้างทาง และมีคนมุงดูหลายคน เมื่อวกรถกลับไปดู จึงเห็นว่าตำรวจควบคุมตัววินซ์ ส่วนแรซเซิลอยู่ในรถพยาบาล

เหตุการณ์ที่บันทึกและใช้ในการสืบพยานก็คือ ไม่นานหลังจากออกเดินทางในเวลา 6.38 น. นีลสูญเสียการควบคุมรถของเขาในจุดที่เปียกลื่นขณะหักหลบรถดับเพลิงที่จอดนิ่งด้วยความเร็ว 65 ไมล์ต่อชั่วโมงในเขตจำกัดความเร็ว 25 ไมล์ต่อชั่วโมง จากนั้นฟอร์ดแพนเทราของเขาก็พุ่งข้ามไปเลนสวนทางและชนรถสองคัน

หนึ่งในคู่กรณีเป็นหญิงสาวอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น ลิซา โฮแกน โดนส่งไปห้องฉุกเฉินที่โรงพยาบาลแมรี ซึ่งต้องอยู่ในสภาวะโคมาไปนับเดือน แขนขาหัก สมองเสียหาย ดาเนียล สมิธเชอร์ วัย 20 ปีที่นั่งมาด้วย ขาหักและสมองได้รับความกระทบกระเทือน ส่วนคนขับอีกคันไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก

แต่ แรซเซิลได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตเมื่อมาถึงรีดอนโดเซาธ์เบย์ เมื่อเวลา 19.19

วินซ์ นีลไม่ได้รับบาดเจ็บมากนัก เขาโดนควบคุมตัวแจ้งข้อหาขับรถขณะเมาสุรา และก่อเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ได้รับการประกันตัวด้วยจำนวน 2,500 ดอลลาร์ ผลการตรวจเลือดพบแอลกอฮอล์ 0.17 ในขณะที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 0.10 และทั้ง วินซ์ นีล และ แรซเซิล ไม่มีใครคาดเข็มขัดนิรภัย เขาได้รับการตัดสินโทษในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1985 ให้โดนจำคุก 20 วัน และต้องจ่ายเงิน 2.6 ล้านดอลลาร์ให้กับคู่กรณี ทำงานรับใช้สังคม 200 ชั่วโมง และต้องไปบรรยายให้เด็กนักเรียนนักศึกษาฟังเรื่องภัยจากการใช้ยาเสพติดและสุรา

“ก่อนหน้าเขาจะเสียชีวิตสักเดือนหนึ่ง เราเห็นรูปรถยนต์พังยับเยินจากการขับด้วยความเร็วเกินกำหนด มันเป็นเหมือนลางร้าย เหมือนฉากอาชญากรรม เพราะว่ามันคืออาชญากรรม ไม่ใช่แค่แรซเซิลที่เสียชีวิต เด็กสองคนก็เสียอนาคต และชายคนนี้แค่เข้าคุกแค่คืนเดียวแล้วก็ออกมาเดินป๋อ ถ้าเขาชกอัฟริกัน-อเมริกันหรือว่าพวกลาติโน เขาอาจจะต้องโดนจำคุกตลอดชีวิตในซานเควนตินไปแล้ว” แอนดีพูดถึงเหตุการณ์สลดใจ

“เขาไม่เคยแสดงความเสียใจ” แอนดีบอก “เขากลัวผม ทุกครั้งที่เขาเห็นผมเขาจะหลบหน้าไป แต่มันสำคัญสำหรับผมมากเพราะมันเป็นเรื่องของจริยธรรมอย่างหนึ่ง พวก Mötley Crüe คนอื่นแสดงความเสียใจ แต่คนเหล่านั้นไม่ใช่คนที่ทำผิด”

“เราจะฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการตายของแรซเซิลได้นับล้านดอลลาร์ แต่ผมเป็นคนหนึ่งที่หยุดเรื่องนี้ มันมีการพูดถึงเรื่องนี้แล้วผมบอกว่า เราจะใส่ราคาในชีวิตของพี่น้อง ของสมาชิกครอบครัวได้อย่างนั้นหรือ? เงินเท่าไหร่ก็ไม่พอ เราจะไม่เรียกเงิน ให้เขามีชีวิตอยู่กับมัน ให้กรรมติดต่อเขาไป และมันเป็นอย่างนั้น ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนว่าเขาไม่ได้เดือดร้อนอะไร แต่เมื่อเขาเข้านอนเรื่องนี้จะติดตัวเขาไปตลอด”

“หลังจากนั้น Mötley Crüe ยังทำวิดีโอระยำนั่น ที่มีภาพอุบัติเหตุรถยนต์ และภาพเด็กที่เป็นอัมพาตเพราะว่าไอ้หมอนั่น และเขายังโผล่หน้าในจอโทรทัศน์ฟาดรถที่กำลังมีไฟไหม้ สำหรับผมนั่นคือความโฉดเขลา ไม่สนใจอะไรและ โง่เง่าสิ้นดี” แอนดีเล่าความรู้สึกของเขา

สำหรับ ไมเคิล มอนโร แล้ว แรซเซิลคือเพื่อนคนหนึ่งเสมอ

“เขาเข้ามาร่วมวงในช่วงที่เรากำลังตกต่ำ และเขาช่วยวงนี้เอาไว้” ไมเคิลรำลึกความหลัง “แรซเซิลเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดและเป็นเสมือนพี่น้อง คนที่ตอนที่ผมกำลังตกที่นั่งลำบากก็จะมาหาแล้วบอกว่า – ว่าไงเกลอ ผมรู้นะว่าคุณกำลังเผชิญกับอะไร – เขาเป็นคนที่ให้กำลังใจตลอดมา

“ผู้จัดการของวง เซปโป โทรศัพท์หาผมที่โรงแรม และบอกว่า แรซเซิลจากไปแล้ว – เขาตายแล้ว – ผมก็ได้แต่พูดว่า – คุณแน่ใจว่าทำอะไรไมได้แล้ว เขาก็ตอบว่า ไม่ เขาไปแล้ว เขาตายแล้ว ผมวางโทรศัพท์ พวกลูกทัวร์เงี่ยหูฟังอยู่ เพราะรู้ว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ตอนที่ผมได้ฟัง ผมรู้สึกพังทลายไปหมด ผมได้แต่บอกพวกเขาว่า แรซเซิลตายแล้ว พวกเขาก็บอกว่า อะไรนะ ผมได้แต่เข้าไปในห้องส่วนตัว มันเป็นช่วงเวลาที่โศกเศร้า ทุกอย่างเปลี่ยนเป็นแย่ไปหมด ดังนั้น เราจะก้าวผ่านมันไปอย่างไร?” ไมเคิลเล่า

“ตอนที่แรซเซิลเสียชีวิต” แอนดี เสริม “แซมมีออกจากวงไปในช่วงเวลานั้น ผม ไมเคิล และ แนสตี เหมือนกับเด็กสามคนที่กำลังหลงทาง เราไม่อาจจะประคับประคองชีวิตของเราต่อไปได้แล้วเราจะทำวงต่อไปได้อย่างไร”

แซมมี ประกาศกับเพื่อนร่วมวงตั้งแต่ก่อนออกทัวร์อเมริกาว่าเขาจะออกจากวง เพราะวิถีชีวิตของวงในตอนนั้นมันหนักหนาเกินกว่าเขาจะรับมือไหว แต่การเสียชีวิตของแรซเซิลทำให้เขาตัดสินใจออกจากวงเร็วกกว่ากำหนดเดิม แม้ว่าจะยังออกทัวร์ต่อ โดยมี เทอรี ไคมส์ อดีตมือกลอง The Clash และ Generation X มาเป็นมือกลองระหว่างทัวร์ที่เหลือ แอนดี แซม และ แนสตี ดูจะยังหาทางทรงตัวไม่ได้ พวกเขาแสดงสดกับแซมเป็นครั้งสุดท้ายที่เฮลซิงกิ แล้ว แซมมีก็ขอลาออกจากวงอย่างเป็นทางการ

“ถ้าเขายังอยู่ บางทีมันอาจจะมีโอกาสอยู่บ้าง แต่ตอนนั้นเราไม่ได้แค่เสียมือกลองไป เรายังเสียแซมมี ดังนั้นภาคริธึมของวงเราจากไปทั้งคู่ บางทีเราควรจะพักสักหกเดือน เชื่อผมสิ แต่พวกเขา (CBS) กลับพยายามเร่งรัดเราให้ทำนั่นนี่ตลอดเวลา เราเลยได้ เรเน เบิร์ก มา…”

“นั่นไม่ใช่การตัดสินใจของผม” แอนดีบอก “นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมยกการตัดสินใจให้ไมค์และแนสตี และมันคือความผิดพลาด แต่ตอนนั้นผมอยากให้หัวผมปลอดโปร่ง ผมไปที่ศรีลังกาและมัลดิฟส์ เดินชายหาดเพียงลำพัง เลิกใช้ยา และเมื่อผมกลับมา เขา (เรเน) ก็อยู่ในวงแล้ว ผมไม่อยากเชื่อเลย ให้ตายสิ เขาเป็นคนน่ารักนะ แต่ไม่ใช่สมาชิกวง Hanoi Rocks ตอนที่ทัวร์โปแลนด์เขาเปิดกระเป๋าเดินทางตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมต้องลงมาเอามีดกรีดเปิดให้และพบว่าข้างในมันมียาสัก 200 เม็ดหลากสีสันเกลื่อนไปหมด ผมได้แต่ โอ…ไม่นะ อีกคนหรือนี่”

“เขาเป็นคนแรกที่ทำให้แอนดีเกลียด” ไมเคิล มอนโรเล่า “และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงเกลียดเขา เขามักจะมียาติดตัวตลอดเวลา เขาเหมือนตู้ยาเคลื่อนที่ ทัศนคติเขาก็แย่ เขาอยากมีชื่อเสียงแล้วก็ได้สาว ๆ มารายล้อม เขาน่ารังเกียจ ผมไม่เคยแนะนำเขาบนเวทีเลย”

“ผมต้องเก็บหนังสือเดินทางของเขาไว้ตอนผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองในโปแลนด์ และต้องดูเขาทุรนทุรายด้วย ผมจำได้ว่าตอนเดินผ่านเข้ามาแล้วมีพวกตามสัมภาษณ์ ผมแค่เดินผ่าน แอนดีก็เหมือนกัน แต่เขาหยุดตอบคำถาม เวลาที่พวกนั้นถามว่า Hanoi Rocks คืออะไร เขาตอบว่า มันคือวิถีชีวิต ผมก็ได้แต่…แอนดี ดูสิ ดูไอ้ระยำคนนี้สิ”

“แอนดี ขอให้เขา (จอห์นนี ธันเดอร์) มาดูแลการผลิตให้แต่ตัวเขาไม่เคยอยู่เลย” ไมเคิลเล่า “แนสตี เทอรี ไคมส์ และ เรเน เบิร์ก อยู่ทำเพลง ซ้อมกันครั้งแล้วครั้งเล่า แนสตีนั่นหลุดไปอยู่ในโลกขี้ยาแล้ว ผมกับจอห์นนีฟังเพลง

“เราไม่เข้มแข็งพอที่จะผ่านมันไปได้ ความเสียใจที่เสียเพื่อนที่ดีที่สุด ท่ามกลางความบ้าบอและช่วงเวลาที่ควรจะสนุกสนาน โศกนาฎกรรมนี้เกิดขึ้น แซมมี แยฟฟาลาออกจากวงก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ทุกคนล้วนแล้วแต่มีส่วนร่วมในฐานะครอบครัว ดังนั้นเมื่อไม่มีแซมมี ก็มีแค่ผม แอนดีกับแนสตีก็จากไป คนใหม่ก็มีทัศนคติที่เข้ากันไม่ได้ มันคือหายนะและทำลายความทรงจำดี ๆ ของวงดนตรีที่ยิ่งใหญ่” ไมเคิลรำลึกถึงความหลังไว้อย่างนั้น

และ Hanoi Rocks ก็จบสิ้นไปในเวลานั้น

การตายของ Razzle มือกลอง Hanoi Rocks ดูเหมือนจะเป็นการปิดฉากวง Hanoi Rocks ยุคคลาสสิกไลน์อัปและทำให้ความรุ่งโรจน์ของพวกเขาต้องชะงักงันและแยกย้ายกันไปหลังจากนั้นไม่นานเดือน นับเป็นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่น่าเสียดายครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์แกลมเมทัล

0 Comments

ให้ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.