ก.ศ.ร. กุหลาบผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์เมื่อสมัยรัชกาลที่ ๕


สามัญชนชาวไทยผู้มีชีวิตน่าสนใจและมีสีสัน โดยเฉพาะการกระทำหลายอย่างที่ชวนคิดว่าเหมาะสมหรือไม่?

ได้อ่านนิทานโบราณคดีของกรมพระยาดำรงราชานุภาพ มีเรื่องหนึ่งกล่าวถึงก.ศ.ร. กุหลาบโดยพิสดาร เห็นควรนำมาขยายความในที่นี้ด้วยเคยอ่านหนังสืออื่น เช่น ชีวิตและงานของ เทียนวรรณ และ ก.ศ.ร. กุหลาบ ของ ดร.ชัยอนันต์ สมุทวานิช เรื่องประหลาดในเมืองไทย ของ อเนก นาวิกมูล ก.ส.ร. กุหลาบ ของ มนันยา ธนะภูมิ ผู้สืบเชื้อสายมาจาก ก.ศ.ร. กุหลาบ ได้เห็นว่า ก.ศ.ร.กุหลาบผู้นี้มีหลายแง่มุมควรค่าต่อการศึกษาอยู่

ก.ศ.ร. กุหลาบเป็นใคร? ทำไมจึงเป็นที่สนใจของใครหลายคน? คำตอบนี้มีข้อสรุปที่ตรงใจอยู่ในหนังสือที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงสุรนุช กานตรัตน์ (บุตรีนางหญิง ธิดาของนายชาย ตฤษณานนท์ บุตรชายคนเดียวของนายกุหลาบ คุณหญิงสุรนุชสมรสกับพลอากาศเอกพะเนียง กานตรัตน์ อดีตผู้บัญชาการกองทัพอากาศ)

คุณหญิงสุรนุชได้กล่าวถึง ก.ศ.ร. กุหลาบผู้เป็นบรรพบุรุษว่า

ก.ศ.ร. กุหลาบ (ตฤษณานนท์) เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “สยามประเภท”หนังสือพิมพ์รายเดือนฉบับแรก ๆ ของประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ จัดเป็น “นักเลงหนังสือ” ในสมัยที่ประเทศไทยหรือประเทศสยามในสมัยนั้นยังไม่มีผู้รู้หนังสือและผู้อ่านหนังสือมากนัก แต่ก็ทะนงตน อวดดีและอวดกล้า มีนิสัยชอบลองดี ไม่เว้นแม้แต่พระเจ้าแผ่นดิน โดยเฉพาะในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยนั้น หากมิใช่เพราะพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ ของพระองค์ท่านที่ทรงมีพระเมตตา และทรงไว้ซึ่งความยุติธรรมอย่างยิ่งยวด “ก.ศ.ร. กุหลาบ” ตลอดจนลูกหลานทั้งหลายคงไม่สามารถมีชีวิตสืบต่อมาในแผ่นดินไทยจนถึงทุกวันนี้

น่าจะเป็นการอธิบายตัว ก.ศ.ร. ได้ครบถ้วน

ก.ศ.ร. กุหลาบเป็นผู้จัดตั้งหนังสือหนังสือสยามประเภทนับเป็นหนังสือพิมพ์ที่จัดทำโดยคนไทยธรรมดาสามัญเล่มแรก ด้วยบุคลิกอวดกล้าไม่เว้นแม้แต่พระเจ้าแผ่นดินนี้เอง และหนังสือของเขาหลายเล่มกลายเป็น “หนังสือต้องห้าม” ยิ่งทำให้หลายคนรู้สึกว่าเขาเป็นผู้กล้าหาญอย่างวิเศษทำให้มีนักวิชาการบางท่านยก ก.ศ.ร. กุหลาบประหนึ่งสัญลักษณ์ของสามัญชนผู้ยิ่งใหญ่ผู้กล้าต่อสู้เพื่อให้ความรู้แก่คนทั่วไป

ย้อนกลับไปสมัยรัชการที่ ๕ การทำหนังสือพิมพ์สักเล่มในสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ยิ่งการทำหนังสือพิมพ์โดยคนธรรมดาสามัญไม่ได้มีเชื้อสายเจ้าหรือเกี่ยวพันกับในวังยิ่งคงไม่ใช่เรื่องธรรมดา และ หมายความว่า ก.ศ.ร. กุหลาบคงไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาสามัญทั่วไป เพราะในสมัยนั้นการเข้าถึงการเรียน เขียน อ่าน ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มคนในเมืองไม่มากนัก

ประวัติของ ก.ศ.ร. กุหลาบ ในหนังสือ ก.ส.ร. กุหลาบ (สะกดตามหนังสือ) ของ มนันยา กล่าวว่า ก.ส.ร.กุหลาบเกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๔ แรม ๑๐ ค่ำ จ.ศ. ๑๑๙๖ ตรงกับวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๗๗ ในรัชกาลที่ ๓ เข้าใจว่าจะมีฐานะดีพอสมควร เพราะติดต่อกับคนในรั้วในวัง พระบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ากินรี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวนำนายกุหลาบไปอุปการะเลี้ยงดูตั้งแต่อายุ ๔ ขวบ (หรือ ๔ เดือน ตามที่อ่านเจอจากบางที่) โดยญาติทางฝ่ายมารดาเคยเป็นข้ารับใช้ในวังพระองค์เจ้ากินรีมาก่อน

พระองค์เจ้ากินรีทรงรับอุปการะเลี้ยงดูจนถึงวัยสมควรนายกุหลาบก็ออกไปอยู่นอกวังแต่ยังเป็นมหาดเล็กเรือนนอกอยู่ (หมายถึงเป็นอาศัยอยู่นอกวังหากมีงานอะไรสักอย่างก็เข้ามาทำงานรับใช้) ถึงรุ่นลูกนายกุหลาบเองหลายคนก็เป็นนางข้าหลวงในตำหนักของพระองค์เจ้ากินรีและพระองค์เจ้าฉวีวรรณ (พระขนิษฐา)

ตัวนายกุหลาบได้บวชเรียนศึกษากับกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ณ วัดพระเชตุพล ได้ฉายา เกสโร ซึ่งเป็นที่มาของ ก.ส.ร. ซึ่งนายกุหลาบเอาตามอย่างฝรั่ง แต่ไม่ทราบด้วยเหตุใดจึงกลายเป็น ก.ศ.ร. (หมายเหตุ ถ้าเป็นการเขียนทับศัพท์บาลี จะไม่มีตัว ศ. ศาลา มีแต่ ส. เสือ)

เมื่อสึกก็มารับราชการสังกัดกองร้อยมหาดเล็กรักษาพระองค์ สนใจขวนขวายเรียนภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส และละติน ตรงนี้ถือว่านายกุหลาบเป็นผู้มองอนาคตและสนใจศึกษา ออกจากราชการก็ไปทำงานกับฝรั่งอยู่หลายปี มีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศเช่นสิงคโปร์ ปีนัง ฮ่องกง และอื่น ๆ ตามสมควรแก่โอกาส เข้าใจว่าจะมีฐานะสูงเกินคนทั่วไปสมัยนั้น เพราะปลูกบ้านตึกอยู่ริมคลองระหว่างท่าวาสุกรีกับวัดราชาธิวาส ชาวบ้านธรรมดาส่วนใหญ่ยังนิยมบ้านไม้ บ้านตึกยังถือเป็น “บ้านฝรั่ง” และตัวนายกุหลาบก็มีรสนิยมไปทางฝรั่งอยู่หลายเรื่อง เช่นนั่งเก้าอี้ ใช้ช้อนส้อม โต๊ะอาหารใช้โต๊ะยาวแบบฝรั่ง ประดับลวดลายกุหลาบและคำ ก.ส.ร. รวมทั้งสั่งทำจานกระเบื้องลายกุหลาบ

เรียกว่าเป็นคนแวดวงชั้นสูง

ผู้เป็นต้นกำเนิดคำว่า “กุ” ในความหมายว่าโกหก

ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของคำว่า “กุ” ดังนี้

  • กุ ๑ ก. สร้างให้เป็นเรื่องเป็นข่าวขึ้นโดยไม่มีมูล.
  • กุ ๒ น. ชื่อกล้วยพันธุ์หนึ่ง, กล้วยสั้น ก็เรียก.
  • กุ ๓ (โบ) ก. กรุ เช่น กุกดดดาน คือ กรุกระดาน. (จารึกสยาม).

กุ มีความหมายด้านหนึ่งว่าสร้างให้เป็นเรื่องเป็นข่าวขึ้นโดยไม่มีมูล หรือสรุปสั้น ๆ คือโกหกนั่นเอง และคำนี้มีที่มาจาก ก.ศ.ร. กุหลาบ เขียนเรื่องราวประวัติศาสตร์โดยแทรกสิ่งผิด ๆ เข้าไป จนพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้คำว่า “กุ” อันมีที่มาจากชื่อนายกุหลาบแทนคำว่าสร้างเรื่องโดยไม่มีความจริง หรือโกหก

มูลเหตุของเรื่องเก็บความจากที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ไว้ ดังนี้

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๒๕ มีงานพระราชพิธีสมโภชพระนครครบร้อยปี ณ ท้องสนามหลวง มี “นาแชนแนลเอกซฮิบิเช่อน” ด้วย (ก็คือ National Exhibition) นายกุหลาบนำต้นฉบับเอกสารตัวเขียนและสิ่งพิมพ์รุ่นแรกของสยามที่ตัวเองสะสมไว้มาร่วมแสดง และห้องที่ติดกับห้องที่นายกุหลาบนำหนังสือมาแสดงเป็นเอกสารจากหอหนังสือหลวงซึ่งเป็นสมบัติของแผ่นดิน

นายกุหลาบได้เห็นสมุดตัวเขียนอันเป็นของหลวงเกิดอยากคัดลอกเก็บไว้ จึงไปขอพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิงหรา กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณ ฑีฆชนม์เชษฐประยูร ผู้บัญชาการกรมอาลักษณ์ในขณะนั้นว่าจะขอคัดลอกสมุดในหอหลวง แต่กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณทรงปฏิเสธด้วยว่าหนังสือเหล่านี้เป็นของหลวงไม่อาจให้คัดลอกได้

นายกุหลาบจึงคิดแผนใหม่เป็นขอยืนอ่าน โดยจะส่งคืนในวันรุ่งขึ้น กรมหลวงบดินทรไพศาลโสภณทรงอนุญาต แต่พอนายกุหลาบได้สมุดแล้วก็รีบนำมาให้เสมียนสองสามคนร่วมกันคัดลอก ทำเช่นนี้เป็นปีได้สำเนาสมุดตัวเขียนจากหอหลวงไปมากมาย

ต่อมา นายกุหลายได้พิมพ์คำให้การของขุนหลวงหาวัดออกมาในปี พ.ศ. ๒๔๒๖ (ขุนหลวงหาวัดคือ สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรโดนพม่าจับไปเมื่อเสียกรุง พ.ศ. ๒๓๑๐) โดยนำหนังสือในหอหลวงมาดัดแปลง แทรกเติมเรื่องราวเอาตามใจ

(หากท่านใดมีความประสงค์อยากอ่านต้นฉบับในหอหลวงซึ่งแปลมาจากภาษาพม่า โปรดหาหนังสือ คำให้การชาวกรุงเก่า)

เรื่องนี้สร้างชื่อเสียงให้นายกุหลาบว่าเป็นผู้ทรงภูมิรู้ประวัติศาสตร์และมีสมุดเก่าแก่โบราณอยู่ในครอบครอง

ชื่อเสียงโด่งดังในฐานะผู้มีความรู้ของนายกุหลาบทำให้เขาได้เป็นสมาชิกหอพระสมุดวชิรญาณ ซึ่งก่อตั้งโดยพระราชโอรสและพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ น่าจะเป็นสามัญชนกลุ่มแรกที่ได้เป็นสมาชิกหอพระสมุดนี้

เมื่อนายกุหลาบได้เป็นสมาชิกหอพระสมุดปีพ.ศ. ๒๔๒๗ มอบหนังสือฉบับลายมือเรื่องโบราณต่าง ๆ แก่หอพระสมุด ซึ่งแม้แต่สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ และกรมพระสมมตอมรพันธุ์ ราชเลขาธิการในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลกรมพระอาลักษณ์ก็ไม่เคยอ่านมาก่อน (เนื่องจากหอหลวงเก็บหนังสือเอาไว้มาก และทั้งสองพระองค์ไม่ได้อ่านทุกเล่ม) แต่เมื่อทรงอ่านหนังสือที่นายกุหลาบมอบให้แล้วทรงสะดุดพระทัยว่าเป็นหนังสือที่มีความขัดแย้งกันเอง ทั้งเรื่องสำนวนที่มีทั้งเก่าและใหม่ปนเปกัน ธรรมเนียมบางอย่างเป็นธรรมเนียมใหม่ที่ไม่มีปรากฏในสมัยอยุธยาหรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น จึงสอบถามนายกุหลาบก็ได้คำตอบว่ามาจากบุคคลต่าง ๆ เช่นกรมสมเด็จพระปรมานุชิตฯ ที่นายกุหลาบอ้างว่าเป็นศิษย์ พระยาศรีสุนทรฯ(ฟัก) สังฆราชปาเลอกัวซ์ และอีกหลายท่านซึ่งล้วนแล้วแต่เสียชีวิตไปแล้วทำให้นายกุหลาบรอดตัว เพราะหาที่มาอ้างอิงไม่ได้

ต่อมานายกุหลาบก็ลาออกจากสมาชิกหอพระสมุด และได้ออกหนังสือพิมพ์ไทยฉบับแรกโดยสามัญชนไทยคือ สยามประเภท พิมพ์บทความด้านประวัติศาสตร์ออกเป็นรายเดือน ต่อมาได้รับความนิยมมากก็ขยับเป็นรายปักษ์และรายสัปดาห์ ตั้งโรงพิมพ์เป็นของตัวเองชื่อสยามกิจพานิชเจริญ นับเป็นยุครุ่งเรืองของนายกุหลาบ

แต่กรมพระสมมตอมรพันธุ์ซึ่งตั้งข้อสงสัยเรื่องความเท็จในหนังสือที่นายกุหลาบมอบให้แต่ครั้งเป็นสมาชิกหอพระสมุด ได้ติดตามตรวจสอบหนังสือที่นายกุหลาบเก็บไว้อีกหลายเล่ม เช่น พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ตอนรัชกาลที่ ๓ ซึ่งเจ้าพระยาทิพากรวงศ์เป็นผู้เรียบเรียง ด้วยความที่นายกุหลาบไม่รู้ว่าความจริงแล้วฉบับนี้เจ้าพระยาทิพากรวงศ์เพิ่งเรียบเรียงและได้เก็บไว้ในหอหลวงสมัยรัชกาลที่ ๕ นี้เอง ทำให้กรมพระสมมตอมรพันธุ์จับได้ว่านายกุหลาบลักคัดลอกสมุดจากหอหลวง จึงทรงนำเรื่องขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเขียนลายพระหัตถเลขาลงในฉบับของนายกุหลาบ ทรงชี้ให้เห็นตรงที่แทรกบ้าง บางแห่งก็ทรงเขียนเป็นคำล้อเลียน หรือคำบริภาษแทรกลงบ้าง แล้วพระราชทานคืนออกมายังกรมพระสมมตอมรพันธุ์

กรมพระสมมตอมรพันธุ์ให้อาลักษณ์เขียนตามฉบับของนายกุหลาบ แล้วส่งคืนนายกุหลาบไป ส่วนฉบับของนายกุหลาบที่มีลายพระราชหัตถเลขานั้นเก็บรักษาไว้ในหอสมุดวชิรญาณ

น่าสังเกตว่า ถึงบรรดาผู้ใหญ่ เจ้านาย และพระเจ้าแผ่นดินล่วงรู้ถึงความอุกอาจคัดลอกสมุดจากหอหลวงไปก็ไม่ได้ลงโทษอะไรนายกุหลาบ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงให้ความเห็นว่าที่จริงสมุดในหอหลวงไม่ได้เป็นของหวงห้ามอะไร เพียงแต่เกรงสมุดต้นฉบับเหล่านั้นจะเสียหายเพราะเขียนด้วยลายมือทั้งหมด และเป็นสมุดเก่าแต่โบราณจึงเก็บรักษาไว้ไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องนำไปใช้

และเมื่อไม่มีการลงโทษอะไร นายกุหลาบจึงนำหนังสือที่คัดลอกจากหอหลวงมาพิมพ์โดยเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ขึ้นมาเองอีกหลายเรื่อง แต่มาเกิดเหตุโดนดีเมื่อคราวฝรั่งเศสส่งเรือรบมาปิดปากอ่าวไทย ในร.ศ. ๑๑๒ เป็นเหตุให้ไทยต้องเสียดินแดนริมฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง เชื่อว่าตอนนั้นคงเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกไม่พอใจ

นายกุหลาบคงคิดว่าเป็นเพราะกษัตริย์ไม่เข้มแข็ง จึงพิมพ์พงศาวดารเมืองสุโขทัยเล่าจนถึงตอนเสียกรุงศรีอยุธยาว่า พระเจ้าแผ่นดินที่ครองราชย์ทรงพระนามว่า พระปิ่นเกษมีพระราชโอรสทรงพระนามว่าพระจุลปิ่นเกศ ไม่มีความสามารถที่จะรักษาอยุธยาไว้ได้จึงเสียเมืองแก่พม่า

เรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทอดพระเนตรเห็น “เพียงแต่นายกุหลาบเอาความเท็จแต่งลวงว่าเป็นความจริงก็ไม่ดีอยู่แล้ว ซ้ำบังอาจเอาพระนามพระจอมเกล้ากับพระจุลจอมเกล้าไปแปลเป็นพระปิ่นเกษ และพระจุลปิ่นเกษ เทียบเคียงใส่โทษเอาตามใจ เกินสิทธิ์ในการแต่งหนังสือ” โปรดให้เจ้าพระยาอภัยราชา (ม.ร.ว. ลภ สุทัศน์) เมื่อยังเป็นพระยาอินทราบดีสีหราชรองเมือง เรียกตัวนายกุหลาบมาสั่งให้ส่งต้นตำราเรื่องพงศาวดารเมืองสุโขทัยที่อ้างว่ามีนั้นมาตรวจ

เมื่อโดนพระเจ้าแผ่นดินเอาจริงแบบนี้ นายกุหลาบจึงสารภาพว่าเป็นเรื่องที่คิดขึ้นมาเอง

แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงโทษเบามาก คือให้ส่งตัวนายกุหลาบไปอยู่โรงรักษาคนบ้า ๗ วัน แล้วปล่อยไป

โทษเบาขนาดนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมนายกุหลาบจึงไม่เข็ดหลาบ ยังคง “กุ” เรื่องต่อมา แต่ที่ยังไม่เข้าใจคือ นายกุหลาบได้ความมั่นใจในตัวเองขนาดกล้าทำเรื่องแบบนี้ในสมัยที่ยังปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช กล้าเอาเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณีโบราณมาเขียนใหม่เพิ่มเติมเอาใจชอบนี่เขาไปเอาความมั่นใจขนาดนี้มาจากไหน

อย่างเมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๔๔๓ มีงานพระเมรุของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ นายกุหลาบเขียนลงสยามประเภทว่างานพระเมรุไม่ถูกต้องตามแบบแผนโบราณ เป็นเหตุให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ไตร่สวน นายกุหลาบสารภาพว่าเขียนเอง ไม่มีตำราดังอ้างถึง แต่ก็ไม่ได้ลงพระราชอาญา เพียงให้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาว่านายกุหลาบได้โกหกเขียนขึ้นโดยไม่มีมูล

และไม่นานหลังจากนั้น นายกุหลาบเขียนพระประวัติของสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามรูปแรก ผู้ทรงเป็นพระอาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ เป็นพระมหาเถระรูปที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้รับพระราชทานราชทินนามสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ อันเป็นราชทินนามสำคัญ สำหรับตำแหน่งพระสังฆราชตั้งแต่ขณะที่ยังไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช อันนับได้ว่าเป็นการพระราชทานเกียรติยศอย่างสูงเป็นกรณีพิเศษ

ดังนั้น เมื่อนายกุหลาบเขียนพระประวัติ และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเพื่อแจกในงานพระเมรุสมเด็จพระสังฆราชจึงเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่งและเมื่อทอดพระเนตรแล้วเห็นความเท็จหลายแห่ง จึงโปรดเกล้าให้กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศฯ เป็นประธานฝ่ายธรรมะ ผู้ทรงคุณวุฒิทางสังฆการีกรรม พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้านเรศร์วรฤทธิ์ ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาล และพระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) ครูใหญ่โรงเรียนหลวงในพระบรมมหาราชวัง เป็นผู้ไต่สวนชำระความ

แน่นอนว่านายกุหลาบ “กุ” จริง แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวไม่ได้ลงพระราชอาญาแต่อย่างใด เพียงแต่ให้ประกาศออกไปให้รู้ว่านายกุหลาบ “กุ” เรื่องขึ้นมา

ด้วยเหตุที่โดนจับได้ไล่ทันอยู่หลายครั้งว่านายกุหลาบให้ข้อมูลผิดพลาด และหลายเรื่องก็แต่งขึ้นเองตามใจ รวมถึงภายหลัง “คลัง” หนังสือที่คัดลอกจากหอหลวงหมดลงทำให้หนังสือสยามประเภทเสื่อมความนิยมลงจนต้องยุติไปในที่สุด ตัวนายกุหลาบลองทำหนังสืออื่นอีกจนที่สุดก็เลิกทำหนังสือ อาศัยทำโรงพิมพ์เป็นอาชีพในบั้นปลาย

นี่คือเรื่องราวของนายกุหลาบ ผู้ทำให้คำว่า “กุ” หมายถึง โกหก อันที่จริงจะว่าโกหกก็ไม่ได้ คือมีเค้าความจริงอยู่ แต่เขียนเสริมต่อแต่งเองผสมผเสไป

ก.ศ.ร. กุหลาบ บุคคลในประวัติศาสตร์

นายกุหลาบเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากคนหนึ่ง และมักจะโดนหยิบยกในฐานะสามัญชนผู้หาญกล้าท้าทายอำนาจราชสำนัก จนบางครั้งรู้สึกว่าได้รับการยกย่องเกินเหตุอันควร เมื่อเทียบกับเทียนวรรณ (เทียน วัณณาโภ) ซึ่งอยู่ร่วมสมัยเดียวกัน

(โดยเฉพาะมักจะเน้นคำว่า “สามัญชน” เป็นพิเศษ)

ถ้าพิจารณาสภาพแวดล้อมแล้วนายกุหลาบจัดอยู่ในกลุ่มครอบครัวลูกผู้ดีมีเงินรู้จักกับเชื้อพระวงศ์ระดับสูงหลายพระองค์ไม่น่าจะเป็นสามัญชนทั่วไปแน่นอน

เคยอ่านหนังสืออภินิหารบรรพบุรุษของก.ศ.ร. กุหลาบ (สำนักพิมพ์มติชนเคยตีพิมพ์เมื่อประมาณสิบกว่าปีหรือยี่สิบปีที่แล้ว) เรื่องนี้กล่าวถึงพระราชประวัติของพระเจ้าตากกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ เนื้อหาราวกับนิยาย คือคงจะเอาเค้าความจริงจากสมุดในหอหลวงมา แล้วเติมแต่งตามจินตนาการของตัวเองลงไปมากพอควร

เรื่องนี้คือปัญหาสำคัญ เราจะแยกแยะหนังสือของ ก.ศ.ร.กุหลาบได้อย่างไรว่าตรงไหนเรื่องจริง ตรงไหนเรื่องแต่ง ถ้าเป็นผู้ศึกษาประวัติศาสตร์ถ่องแท้คงแยกแยะได้จากสำนวนและขนบประเพณีที่ปรากฏ (อย่างเช่นที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพและกรมพระสมมตอมรพันธุ์ทรงอ่านแล้วจับพิรุธได้) แต่สำหรับบุคคลทั่วไปคงแยกแยะลำบาก

ถ้าเป็นนิยายคงไม่ใช่ปัญหา แต่เขียนเชิงวิชาการราวกับเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ แล้วยังมีคนนำไปอ้างอิงอีกต่อหนึ่งเป็นเรื่องแย่มากในทางวิชาการ หรือจะคิดว่าที่พิมพ์ออกมาเป็นเพียงนิยาย?

ไม่ใช่กรณีสามัญชนไปอวดตัวว่ามีความรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์มากกว่ากลุ่มราชสำนักจึงโดนกลุ่มราชสำนักตั้งแง่อคติอย่างที่อ่านพบเจอนักวิชาการบางท่านยกย่องเชิดชูนายกุหลาบ แต่เป็นกรณีนายกุหลาบขโมยออกมาแล้วยังแต่งเติมเสริมแต่งเอาโดยไม่มีความรู้เพียงพอ

มาดูกันทีละข้อ

นายกุหลาบคัดลอกสำเนาแตกต่างจากอาลักษณ์อย่างไร ในเมื่ออาลักษณ์ก็คือคนคัดลอกสำเนาเหมือกัน

เพราะอาลักษณ์มีหน้าที่จดและคัดลอก และอาลักษณ์คัดลอกโดยไม่แต่งเรื่องราวเสริมปนเปไป นายกุหลาบคัดลอกแล้วยังเสริมเรื่องราวเข้าไป

บางคนอาจมองว่าการเผยแพร่ความเท็จครึ่งหนึ่งความจริงครึ่งหนึ่งก็ยังมีความจริงอีกครึ่งหนึ่ง

ปัญหาเป็นอย่างที่เขียนไปตอนต้น เราจะแยกแยะหนังสือของ ก.ศ.ร.กุหลาบได้อย่างไรว่าตรงไหนเรื่องจริง ตรงไหนเรื่องแต่ง โดยเฉพาะถ้าเราไม่มีความรู้พื้นฐานมาก่อนเลย

และก็อุตส่าห์มีบางคนบอกว่าการแอบคัดลอกไม่ผิด เพราะไม่ได้ขโมยต้นฉบับไป แค่คัดลอกแค่นั้นเอง

หนังสือในหอหลวงคือของส่วนบุคคล ถ้าเจ้าของไม่พอใจจะให้ยืมก็คือไม่ให้ยืม เรื่องนี้ไม่ต้องพูดถึงในฐานะกษัตริย์ พูดกันในฐานะชาวบ้าน ถ้าคุณมีสมุดบันทึกตกทอดมาอยู่ในครอบครองมันคือทรัพย์สินของคุณ คุณไม่พอใจให้คนนี้ยืมไปคัดลอก คุณผิดมากหรือไม่? แล้วคนนั้นพอขอยืมไม่ได้ก็ใช้วิธีลักคัดลอก มิหนำซ้ำยังนำไปตีพิมพ์หาผลประโยชน์ทางธุรกิจอีกด้วย (เรื่องนี้อาจยกประโยชน์ให้นายกุหลาบว่าต้องการเผยแพร่…แต่สิ่งที่เขาได้รับมากกว่าตัวเงินคือชื่อเสียง ซึ่งนำไปต่อยอดหาผลประโยชน์อื่นได้อีกมาก)

กรณีนายกุหลาบนำเรื่องที่คัดลอกจากหอหลวงมาตีพิมพ์เผยแพร่โดยเขียนแทรกดัดแปลงเรื่องนั้น เดาไม่ยากว่าคงกลัวว่าถ้านำต้นฉบับมาพิมพ์ทั้งหมด คงโดนข้อหาลักทรัพย์ แต่การนำเรื่องของคนอื่นมาดัดแปลงนี้ คงเข้าข่ายโจรกรรมทางวรรณกรรม (plagiarism) หรือเปล่า?

“กุ” กับ “แต่ง” ต่างกันตรงไหน ในเมื่อเรื่องอื่นก็แต่งขึ้นมาเหมือนกัน (เข้าใจว่าคงหมายถึงกรณีพงศาวดาร ซึ่งมักมีกฤดาภินิหารปรากฏร่วมด้วยเสมอ)

มันต่างกันตรงที่ว่า แต่นายกุหลาบนำเรื่องที่ผิดเพี้ยนไม่เข้ากันมาใส่แบบคนไม่รู้จริง แต่อยากอวดรู้ เชื่อว่าถ้านายกุหลาบศึกษาประวัติศาสตร์และทรงภูมิปัญญาอย่างถ่องแท้ ต่อให้ “กุ” เรื่องใส่ไป ก็จะทำได้แนบเนียน แต่กรณีนายกุหลาบเหมือนตัดปะเอาดื้อ ๆ จึงมีคนจับสำนวนและข้อเท็จจริงได้ โดยเฉพาะในกรณีนี้เกิดจากความจงใจดัดแปลงเพื่อไม่ให้รู้ว่าแอบขโมยคัดลอกมา ไม่ใช่การตีความประวัติศาสตร์แบบสมัยใหม่ ดังที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงบริภาษว่า “ผู้ซึ่งทำลายของแท้ให้ปนด้วยของไม่แท้เช่นนั้น ก็เหมือนหนึ่งปล้นลักทรัพย์สมบัติของเราทั้งปวงซึ่งควรจะได้รับ แล้วเอาสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ลงเจือปนเสียจนขาดประโยชน์ไป เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก ไม่ควรเลยที่ผู้ใดซึ่งรู้สึกตัวว่าเป็นผู้ลักหนังสือจะประพฤติเช่นนี้”

อย่างไรก็ตาม เรื่องเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ และ ก.ศ.ร. กุหลาบเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจผู้หนึ่ง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.