สถานการณ์ดนตรีปี พ.ศ. 2557


ปีนี้สตรีครองโลก?

ลองดูตารางอันดับเพลงยอดนิยมอย่างบิลบอร์ดฮอต 100 บิลบอร์ด 200 จะได้เห็นชื่อของศิลปินสาวเช่นบียอนเซ่ เทย์เลอร์ สวีฟท์ นิกกี้ มินาจ แคร์รี อันเดอร์วู้ด มิแรนด้า แรมเบิร์ก และอีกหลายคน ดูเหมือนว่าเหล่าชายหนุ่มจะหลีกทางให้พวกเธอกันหมดมีเพียงเอ็ด ชีราน กับวันไดเร็คชันที่ดูจะโดดเด่นขึ้นมา รุ่นใหญ่อย่างฟูไฟต์เตอร์ บรูซ สปริงสทีน หรือแม้แต่ยูทู ดูจะเสียศูนย์ไม่คมและแรงอย่างเมื่อก่อน

แนวทางการตลาด

เมื่อขายอัลบั้มไม่ได้ การหาหนทางทำเงินก็ต้องคิดกันอย่างรอบคอบ ปีนี้มีรูปแบบทางธุรกิจที่น่าสนใจหลากหลายรูปแบบ ยังไม่มีหนทางใดรับประกันได้ว่าถ้าดำเนินรอยตามจะประสบความสำเร็จ อย่างเช่น

ไม่สนใจเกมสตรีมมิง

ในขณะที่บริการสตรีมมิงกำลังเจริญรุ่งเรือง เทย์เลอร์ สวีฟท์กลับหันหลังให้กับระบบนี้ โดยเธอถอนตัวจากการร่วมมือกับสปอติไฟผู้ให้บริการสตรีมมิงรายใหญ่โดยให้เหตุผลว่า “สิ่งที่มีคุณค่าควรได้รับค่าตอบแทน” (ตามที่ให้สัมภาษณ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล) อัลบั้ม 1989 ขายได้ 1.3 ล้านชุดในสัปดาห์แรก เป็นยอดจำหน่ายสัปดาห์แรกที่สูงที่สุดนับจากปี 2002

เธอทำได้เพราะเธอคือเทย์เลอร์ สวีฟท์ คงจะมีแต่ศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์ที่มีฐานแฟนเพลงมากมาย ถ้าเป็นศิลปินหน้าใหม่คงทำแบบนี้ไม่ได้

การ์ธ บรูคส์ เลือกที่จะไม่เอาสปอติไฟเช่นกัน อีกทั้งหันหลังให้ไอจูนส์แล้วมาเปิดเว็บขายเพลงโกสต์จูนส์ของตัวเอง (GhostTunes.com) อัลบั้ม แมนอะเกนส์ตแมชชีน ของเขามียอดจำหน่ายสัปดาห์แรกที่ 130,000 แผ่น ซึ่งถือว่าน่าผิดหวัง เพราะอัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มแรกในรอบ 13 ปี และในสมัยทศวรรษ 90 เขาคือศิลปินที่มียอดจำหน่ายในอเมริกาสูงที่สุด (ถ้านับจากปี 1991 เป็นต้นมา)

ส่วนรุ่นใหญ่คนอื่น เช่น โซนิคไฮเวย์ส ของฟูไฟเตอร์ ทำยอดจำหน่ายที่ 190,000 ตามมาด้วย เอนด์เลสส์ริเวอร์ ของพิงก์ฟรอยด์ ขายได้ 170,000

สร้างความแตกต่าง

หลักการตลาดไม่มีอะไรมาก ถ้า ไม่ได้ทำคนแรก ก็ต้องทำให้มันดีกว่า ถ้าทำให้ดีกว่าไม่ได้ก็ต้องทำให้มันแตกต่าง วู-แทง แคลน คงคิดว่าการเล่นตามเกมการตลาดของธุรกิจดนตรีทั่วไปน่าจะเหนื่อย เลยวางจำหน่ายอัลบั้มแค่แผ่นเดียว

หมายถึงซีดี 1 แผ่น รวมเพลง 31 เพลง อัลบั้ม วันซ์อัพพอนอะไทม์อินเส้าหลิน บรรจุในกล่องเงินแกะสลักสวยงามออกแบบโดยศิลปินยายาห์ ทำออกมาเพียงชุดเดียวและนำมันออกแสดงตามพิพิธภัณฑ์และสถานที่ต่าง ๆ ส่วนงานชุด อะเบทเทอร์ทูมอร์โรว์ จะทำออกมา 8 เพลงใส่ไว้ในเครื่องเล่นที่จะวางจำหน่ายจำนวน 3,000 เครื่อง เป็นการโปรโมทเพลงและเครื่องเสียงของตัวเองไปพร้อมกัน

เจ ซี กับบียอนเซ่ เลือกที่จะหาเงินด้วยทัวร์พร้อมทั้งฉากอลังการงานสร้างภาพยนตร์ที่ได้นักแสดงชื่อดังอย่าง ฌอน เพนน์ แจ็ค จิลเลนฮาล สร้างเรื่องราวที่มีคนดูมากกว่า 10 ล้านครั้งในยูทูป

ฟูไฟต์เตอร์ร่วมมือกับเอชบีโอ ที่ละครชุดเผยแพร่สำรับแต่ละเพลงที่บันทึกในสถานที่ที่มีชื่อเสียง และแต่ละตอนจะมีประวัติความน่าสนใจของดนตรีในแต่ละสถานที่ด้วย

นิปซี ฮัซเซิล ทำมิกซ์เทป เครนชอว์ ออกมาเพียง 1,000 ชุด และจำหน่ายชุดละ 100 เหรียญสหรัฐ ขายหมดใน 24 ชั่วโมง (คนซื้อคนหนึ่งเป็นซูเปอร์สตาร์ชื่อเจย์ ซี)

ธอม ยอร์ค ขาย ทูมอร์โรว์’สโมเดรินบ็อกซ์ ผ่านทางบิททอร์เรนท์

ถ้าจำกันได้ ธอม ยอร์คเคยสร้างความฮือฮาด้วยการจำหน่ายอัลบั้มของเรดิโอเฮดด้วยการให้คนฟังกำหนดจำนวนเงินที่ต้องการจ่ายเอง จะโหลดฟรีหรือจ่ายเงินเท่าใดก็ได้ แล้วแต่ คราวนี้เขาใช้วิธีเดิมแต่เปลี่ยนวิธีมาทางบิททอร์เรนท์ที่โด่งดังในเรื่องการแชร์ไฟล์ที่เป็นศัตรูหัวใจกับศิลปินหลายราย (เช่นจีน ซิมมอนส์เป็นต้น) โดยวางจำหน่ายอัลบั้มเดี่ยวของเขาผ่านบิททอร์เรนท์ในราคา 6.90 ดอลลาร์สหรัฐ โดยทางบิททอร์เรนท์หักค่าจัดจำหน่ายจากธอมเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ (ไอจูนส์หักค่าจัดจำหน่าย 30 เปอร์เซ็นต์)

แอปเปิ้ลกับยูทู

คนส่วนใหญ่ยังสนใจการประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของแอปเปิ้ล โดยเฉพาะปีนี้วงยูทูจะมาแสดงสดในงานแถลงข่าว

ตั้งแต่แอปเปิ้ลออกไอพอดมาเมื่อ ทศวรรษที่แล้วได้เปลี่ยนโฉมหน้าวงการดนตรีไปสู่ยุคดนตรีดิจิทัลเต็มตัว น่าเสียดาย เมื่อพิจารณาการออกผลิตภัณฑ์ตระกูลไอพอดแล้วรู้สึกว่าแอปเปิ้ลเริ่มปล่อยไอพอด ไม่มีการพัฒนาที่ชัดเจนอย่างช่วงแรกอีกต่อไป ไอพอดคลาสสิกรุ่นแรก ที่เปิดตัวและบุกเบิกสร้างชื่อเสียงให้แอปเปิ้ลมาตั้งแต่ปี 2001 ก็ยุติการผลิตอย่างเป็นทางการ แต่ยังผลิตรุ่นนาโน ชัฟเฟิลและทัชออกมาอยู่ น่าจะมาจากความนิยมลดลงเพราะยอดจำหน่ายไอพ็อดลดลงถึง 45 เปอร์เซ็นต์จากปีที่แล้ว ( ณ เดือนกันยายน 2014) อาจจะเป็นเพราะไอโฟนและไอแพดที่มาแรงกว่า อย่างไอโฟนมียอดจำหน่ายเพิ่มขึ้น 13 เปอร์เซ็นต์ แต่ยอดจำหน่ายไฟล์เพลงลดลงประมาณ 12 – 13 เปอร์เซ็นต์ ( ณ 30 พฤศจิกายน 2014)

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าแอปเปิ้ลจะทิ้งธุรกิจดนตรี ดูจากการซื้อบริษัทบีทอิเล็คทรอนิคส์ (ผู้ผลิตหูฟังบีท และเว็บสตรีมมิง บีทมิวสิก) ด้วยเงินสูงถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ น่าจะเป็นตัวบอกหนทางในอนาคตว่าแอปเปิ้ลยังสนใจธุรกิจดนตรีออนไลน์ โดยเน้นไปที่การฟังเพลงแบบสตรีมมิง และระบบคลาวด์ ดูจากการพยายามนำเสนอไอจูนส์เรดิโอเมื่อปี 2013 ที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่ เท่าที่อ่านข้อมูลคร่าว ๆ เมื่อปี 2013 ไอจูนส์เรดิโอมีสมาชิกเพียง 20 ล้านคน ในขณะที่ แพนโดรา เว็บสตรีมมิงอันดับหนึ่งในอเมริกามีสมาชิกถึง 70 ล้านคน การได้บีทมิวสิคเข้ามาจะช่วยเสริมจุดอ่อนตรงนี้ได้ และยิ่งไปกว่านั้นแอปเปิ้ลยังทำสัญญากับยูทูมูลค่าประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อนำเพลงจากอัลบั้ม ซองส์ออฟอินโนเซนซ์ มาให้ผู้ติดตั้งไอจูนส์ซึ่งมีจำนวนถึง 500 ล้านคนฟังกันฟรี ทั้งในไอจูนส์ ไอจูนส์เรดิโอ และ บีทมิวสิค

ผลคือมีคนลองฟังในสัปดาห์แรก 33 ล้านคน และภายใน 1 เดือนมีคนฟัง 81 ล้านคน ในจำนวนนี้ 26 ล้านคนดาวน์โหลดอัลบั้ม

แต่กลับกลายเป็นว่ามีคนต่อต้านและวิจารณ์ทางลบกับการ “ยัดเยียด” อย่างนิค เมสัน มือกลองพิงก์ฟรอยด์ หรือ คีธ เนลสัน มือกีตาร์วงบัคเชอร์รี คิดว่า การทำแบบนี้เท่ากับบอกว่าเพลงมันมีค่าเป็นศูนย์ สำหรับวงรวยล้นฟ้ามากบารมีอย่างยูทูคงไม่เป็นไร แต่กับวงร็อกแอนด์โรลไร้ชื่อเสียงที่ต้องหากินไปวัน ๆ นั้นเงินทุกบาทมีความหมาย

นอกจากนี้คนฟังเพลง ลูกค้าไอจูนส์ก็ใช่ว่าจะยินดีกับเพลงฟรี เพราะว่าใส่เข้ามาในไอจูนส์ของตัวเองโดยปราศจากความยินยอม เหมือนลุกล้ำความเป็นส่วนตัว และใช่ว่าทุกคนจะเป็นแฟนเพลงยูทูเสียเมื่อไหร่

สมาร์ทโฟนครองโลก โซเชียลมีเดียยังน่าสนใจ

สิ่งที่เป็นเป้าหมายการผลิตเนื้อหารองรับและช่องทางโฆษณาในปี 2014 รวมถึงปี 2015 ด้วยก็คือโทรศัพท์อัจฉริยะ หรือสมาร์ทโฟน ทุกวันนี้เกือบทุกคนพกโทรศัพท์ติดตัว บางคนมีมากกว่าหนึ่งเครื่องและมีแนวโน้มว่าหน้าจอใหญ่ขึ้น อย่างไอโฟนยังออกไอโฟน 6 พลัสมาแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดส่วนนี้ เพราะบางทีไอแพดหรือแท็บเล็ตที่เคยนิยมกันมาก อาจจะใหญ่เกินกว่าจะพกพาติดตัวไปทุกที่ ทุกเวลา

คนเช็คตารางคอนเสิร์ต ดูวิดีโอ ฟังเพลง จากโทรศัพท์…ดังนั้นไม่แปลกที่ ลิล เวนย์ หรือ พานิคแอ็ทเดอะดิสโก้จะทำแอปออกมาเพื่อติดต่อ (และขายของ) โดยตรงสู่แฟนเพลง อแมนดา พาล์มเมอร์ให้แฟนเพลงช่วยกันคิดเซ็ทลิสต์สำหรับคอนเสิร์ตที่จะเล่น

เฟซบุ๊ค? ทวิตเตอร์? อินสตาแกรม? เปิดทางให้ไวน์ด้วย

ถ้าพูดถึงโซเชียลเน็ทเวิร์ค ก็ต้องพูดถึงเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม แต่สิ่งเหล่านี้เริ่มไม่ดึงดูดใจวัยรุ่นอีกแล้ว วัยรุ่นในอเมริกาเริ่มทิ้งเฟซบุ๊คที่น่าเบื่อ หันมาหาทวิตเตอร์กับทรัมเบลอร์ และที่มาแรงในขณะนี้คือไวน์ จากบริษัทผู้ผลิตทวิตเตอร์อันโด่งดัง

ไวน์นำเสนอภาพเคลื่อนไหว 6 วินาที และความท้าทายมันอยู่ที่ว่าภายใน 6 วินาทีจะนำเสนออะไรได้บ้าง? มีคนนำมันมาใช้นำเสนอเพลงจนติดหู อย่าง “แฮปปี้” ของเฟอร์เรล กับ “ออลออฟมี” ของจอห์น เลเจนด์ จนเริ่มมีคนเห็นช่องทางที่จะใช้ไวน์เป็นตัวโปรโมท

คนที่ประสบความสำเร็จจากไวน์ก็มี ฌอน แมนเดส วัยรุ่นที่มีผู้ติดตามในไวน์ถึง 3.4 ล้านคน นำเพลง “อะเกรทบิ๊กเวิร์ล” มานำเสนอ จนเตะตาแมวมองบริษัทไอส์แลนด์เร็คคอร์ด ซึ่งไม่ผิดหวังเพราะ ฌอน แมนเดสออกซิงเกิ้ลแรก “ไลฟ์ออฟเดอะปาร์ตี้” ก็ติดท็อป 40 หรือแร็ปเปอร์ บ็อบบี้ ชเมอร์ดา ก่อนจะดังก็เคยเป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้ใช้ไวน์มาก่อน (มีคนติดตามเขาในไวน์ถึง 4.7 ล้านคน)

ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า ด้วยความยาวเพียง 6 วินาที ไวน์ไม่อาจนำเสนอเพลงทั้งเพลงอย่างยูทูปได้อยู่แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าในยุคอินเทอร์เน็ทการดึงดูดคนให้อยู่กับที่เป็นเรื่องยาก สิ่งที่จะนำมาโฆษณาเป็นไวรัลต้องสั้น กระชับ เตะตาดึงดูดคนในเวลาอันสั้น ซึ่งตรงนี้เป็นจุดเด่นที่ไวน์ตอบสนองได้ตรงจุด วัยรุ่นเล่นกันมากเพราะแสดงตัวตนได้สนุกกว่าภาพถ่ายหรือข้อความปกติ และจากที่เปิดตัวในปลายปี 2012 ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 100 ล้านคน

ไม่แน่ว่าไวน์อาจจะเป็นตัวเสริมส่งศิลปินหน้าใหม่อย่างที่มายสเปซเคยทำได้เมื่อทศวรรษที่แล้ว

แป้กแห่งปี

มีหลายอย่างที่คาดกันว่าจะประสบความสำเร็จ แต่กลับไปไม่สวยอย่างที่คิดอย่างเช่นอัลบั้ม มีไอแอมมารายห์ ของมารายห์ แครี่ ขายได้เพียง 58,000 แผ่นเท่านั้นในสัปดาห์แรก แต่ก็ยังดีกว่าอัลบั้มกิฟเอ็มเฮลล์ของเซบาสเตียน บ๊าค อดีตนักร้องนำสคิดโรว์ที่ทำยอดจำหน่ายสัปดาห์แรกได้เพียงแค่ 4,000 แผ่นจนต้องออกมาตั้งข้อสงสัยว่ามีแฟนเพลงกดไลค์แฟนเพจในเฟซบุ๊คตั้งเกือบสองแสนคน ไม่มีใครซื้อเลยหรือไร

ทวิตเตอร์เอง ก็พลาดกับ ทวิตเตอร์ #มิวสิค ยุติแอปนี้เมื่อเดือนเมษายน 2014 หลังจากที่ทำออกมาก็ไม่มีใครสนใจ

อาร์ไอเอเอ ได้รายงานวงเงินในธุรกิจดนตรีว่า ยอดจำหน่ายอัลบั้มในปี 2557 ลดลง 11 เปอร์เซ็นต์ แต่ยอดรวมทั้งหมดในธุรกิจนี้ลดลงเพียง 0.5 เปอร์เซ็นต์ เพราะธุรกิจด้านสตรีมมิงได้รับความนิยมมากขึ้น แต่มูลค่าทางการตลาดลดลงต่ำกว่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี คือมีมูลค่าทางการตลาดเพียง 6.97 พันล้านดอลลาร์ (ตลาดดนตรีเคยมีมูลค่าถึง 14.6 พันล้านดอลลาร์ในปีค.ศ. 1999

ธุรกิจฟังเพลงออนไลน์หรือสตรีมมิง มีรายได้เพิ่มขึ้น 3.2 เปอร์เซ็นต์ ตอนนี้มีมูลค่า 1.87 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่ารายได้จากการขายซีดี ที่ตกลง 12.7เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 1.85 พันล้านดอลลาร์

มีคนจ่ายเงินเพื่อสมัครสมาชิกบริการสตรีมมิงเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ เป็น 799.1 ล้านดอลลาร์ ส่วนบริการฟังฟรีโดยมีโฆษณา ทำรายได้เพิ่มขึ้น 34 เปอร์เซ็นต์ เป็น 294.8 ล้านดอลลาร์

ส่วนธุรกิจดาวน์โหลดเพลงดิจิทัล รวมทั้งซิงเกิลและอัลบั้ม มีรายได้ประมาณ 2.6 พันล้านดอลลาร์ ตกลง 8.5 เปอร์เซ็นต์ ในปีค.ศ. 2013 ส่วนยอดจำหน่ายแผ่นเสียงเพิ่มขึ้น 49.4 เปอร์เซ็นต์ เป็น 314.9 ล้านดอลลาร์

และชีวิตต้องดำเนินต่อไป

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.