ข้ามไปยังเนื้อหา
โฆษณา

ก่อนริชชี่ เอ็ดเวิร์ดส์จะหายสาบสูญ


ริชชี่ เจมส์ เอ็ดเวิร์ดส์ เป็นที่รักของแฟนเพลงเดอะมานิกส์ยุคแรก เขาเป็นตัวแทนความสิ้นหวัง การทำร้ายตัวเอง ปฏิเสธที่จะกินอาหาร ติดเหล้า และเขาทำมันในแง่ของความน่าสมเพช ไม่ใช่ในแง่ความเท่ให้คนอื่นคิดว่าตัวเองทำในสิ่งที่เลิศเลอ

เขาเช็คเอาต์ออกมาจากโรงแรมลอนดอนแอมบาสซี่ในลอนดอน เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995 มีการตามรอยว่าเขาได้ขับรถกลับมาที่อพาร์ทเมนต์ในคาร์ดิฟฟ์ ทิ้งบางสิ่งไว้ก่อนที่จะขับรถจากไป มีบางคนอ้างว่าเห็นริชชี่ที่สถานีรถบัส นิวพอร์ต พยานที่น่าเชื่อถือ คือคนขับรถแท็กซี่ชื่อ แอนโธนี แฮ็ตเทอร์ฮอลล์ บอกว่าเขารับริชชีจาก โรงแรมเดอะคิงในนิวพอร์ต พาเขาขับไปรอบเมืองและไปสิ้นสุดที่สถานีเซเวิร์นวิว

สถานะปัจจุบันของ ริชชี่ เจมส์ เอ็ดเวิร์ดส์คือ “เสียชีวิต” โดยศาลได้สั่งให้เปลี่ยนสถานะจากบุคคลสูญหายเป็น “เชื่อได้ว่าเสียชีวิต” เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 ในเดือนเดียวกันเดอะมานิกส์กำลังทำงานอัลบั้มใหม่ โดยใช้เนื้อเพลงที่ริชชีทิ้งเอาไว้ อัลบั้มนั้นออกในปีถัดมา ในชื่ออัลบั้มว่า เจอนัลฟอร์เพล็กเลิฟเวอร์ส

ราเชลน้องสาวของริชชีบอกว่า มันเป็นเรื่องยากที่จะต้องไปศาลและได้ยินคำตัดสินว่า “เชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว” เพราะลึก ๆ เธอยังคิดว่ามีโอกาสที่พี่ชายเธอจะมีชีวิตอยู่ “ทำไมคุณต้องไปใส่ใจว่าจะมีใครขโมยรถของคุณถ้าคิดจะจบชีวิตลง” เธอเชื่อมั่นแบบนั้น

ริชชี เอ็ดเวิร์ดส์ หรือในขณะที่เป็นวงมานิกสตรีตพีชเชอรส์จะเรียกว่า ริชชี เจมส์ เกิดและเติบโตที่แบล็กวู้ด ในเวลส์ เรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งเวลส์ในสาขาประวัติศาสตร์การเมือง

เดิมที่เขาเป็นคนขับรถและเด็กยกของให้เดอะมานิกส์มาก่อนจนเลื่อนระดับมาเป็นโฆษกบนเวทีและเป็นสมาชิกวงในที่สุด ริชชีไม่ค่อยมีบทบาทด้านดนตรีมากนัก แต่เป็นคนเขียนเนื้อเพลงร่วมกับนิกกี ไวเออร์ มือเบสของวง อย่างในอัลบั้มเดอะโฮลีไบเบิล (The Holy Bible) เป็นฝีมือการเขียนเนื้อเพลงของเขาเกือบทั้งหมด

การหายสาบสูญ หรือ หากว่าเขาจะฆ่าตัวตาย ไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายของแฟนเพลงเดอะมานิกส์ตลอดเวลาตั้งแต่อัลบั้มแรก เขาก็ได้แสดงถึงวิถีชีวิตที่น่าเป็นห่วงมาโดยตลอด อย่างเช่นเมื่อครั้งที่ริชชี่ เจมส์ เอ็ดเวิร์ดส์ ให้สัมภาษณ์นิตยสารเอ็นเอ็มอีเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1991 เมื่อ สตีฟ ลามากค์ (Steve Lamacq) คนสัมภาษณ์เกิดคำถามทำนองว่า เดอะมานิกส์เป็นพังก์ของจริงหรือ? ทำให้เขาใช้ใบมีดโกนกรีดท่อนแขนซ้ายเป็นคำว่า 4 REAL ตอนนั้นต้องเย็บถึง 18 เข็ม

ความไม่ปกติของริชชีทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างที่เดอะมานิกส์ออกทัวร์ที่ประเทศเยอรมัน เขาเริ่มทำร้ายตัวเองมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเอาบุหรี่จี้ตัวเอง กรีดแขน รวมทั้งดื่มหนักขึ้น จนเพื่อนร่วมวงส่งเขาไปรับการบำบัดเมื่อกลับมาถึงอังกฤษ

“ตอนที่ผมเฉือนตัวเอง ผมรู้สึกดีขึ้น สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกอย่างที่อาจทำให้ผมรำคาญก็ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยเพราะผมจดจ่ออยู่กับความเจ็บปวด ผมไม่ใช่คนประเภทกรีดร้องและตะโกนออกมา ดังนั้นนี่คือทางออกเดียวของผม ทุกอย่างมีเหตุผล”

ริชชีเคยบอกบีบีซี (เวลส์) ไว้อย่างนั้น

และเมื่อพวกเขามาเปิดการแสดงในประเทศไทย (วันที่ 22 – 23 เมษายน ค.ศ. 1994) ในวันที่ขึ้นแสดงที่เอ็มบีเคฮอล เมื่อ 23 เมษายน ค.ศ. 1994 เควิน คัมมินส์ ช่างภาพของวงได้บันทึกภาพริชชีมีรอยกรีดที่หน้าอกไว้ และเล่าว่า มีแฟนเพลงบางคนได้ส่งมีดขนาดเล็กเป็นของชวัญให้ริชชีหลังเวทีก่อนการแสดงจะเริ่ม โดยเขียนโน้ตขอให้ริชชีใช้มันเฉือนตัวเองบนเวที ตอนท้ายของการแสดง ขณะที่เจมส์ร้องเพลง “เรนดรอปส์ คีป ฟอลลิง ออน มาย เฮด” สมาชิกคนอื่นอยู่หลังเวที เขาจึงมาเก็บภาพสมาชิกวงและเห็นริชชีกำลังมองตัวเองผ่านกระจกในห้องน้ำ หน้าอกมีรอยกรีด เควินตกใจและถามว่าเขาทำไปทำไม ริชชีตอบเพียงว่า “เขาขอให้ผมทำ ผมไม่อยากทำให้เขาผิดหวัง”

ริชชี กรีดตัวเองหลังเวทีที่เอ็มบีเคฮอล กรุงเทพ 23 เมษายน 1994

*เดอะมานิกส์ถือว่า ช่วงที่มาเมืองไทยคือช่วงที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าอาการของริชชี่ เจมส์ เอ็ดเวิร์ดส์หนักขึ้นมาก

ช่วงนั้นเขาเริ่มแสดงอาการของคนเป็นโรคอนอเร็กเซีย เวอร์โนซา เขาเริ่มไม่กินอาหาร จนทำให้โดนส่งเข้ารับการบำบัดอีกครั้ง

เดือนกรกฎาคม เขาหายไปนาน 2 วัน (ใช้เวลาไปกับการดื่ม และทำร้ายตัวเอง…รวมถึงพยายามฆ่าตัวตาย) เขาต้องเข้ารับการบำบัดอีก 10 สัปดาห์ ราวปลายปี เขาซื้อขวานสับเนื้อเพื่อจะใช้สับนิ้วตัวเอง แต่มีคนพบเห็นเลยยึดขวานไปเสียก่อน และ 24 พฤศจิกายน หลังจากแสดงที่อัมเตอร์ดัม เขากรีดหน้าอกตัวเอง ต้องเย็บถึง 36 เข็ม

“ตอนที่ผมกรีดตัวเอง ผมรู้สึกดีขึ้นมาก สิ่งที่รบกวนจิตใจให้ผมหงุดหงิดจางหายไปในทันใดเพราะความสนใจของผมพุ่งไปที่ความเจ็บปวด ผมไม่ใช่คนประเภทจะกรีดร้องตะโกนออกมา นี่เลยเป็นทางออกทางเดียวของผม มันเป็นเหตุเป็นผลกัน” ริชชีบอกบอกนักข่าวจากบีบีซีไว้อย่างนั้น

หลังจากอัลบั้ม เดอะโฮลีไบเบิ้ล วางจำหน่าย (24 สิงหาคม ค.ศ. 1994) สุขภาพจิตของริชชีตกต่ำลงถึงขีดสุด (ถ้าอ่านเนื้อหาในอัลบั้มเดอะโฮลีไบเบิ้ลแล้วคงคาดเดาได้ไม่ยาก) เขาต้องไปรักษาอาการทางจิตที่โรงพยาบาลไพรออรี ไม่ได้ร่วมกิจกรรมโฆษณาประชาสัมพันธ์อัลบั้มใหม่กับเพื่อนร่วมวง รวมทั้งไม่ได้เล่นกับวงในเทศกาลดนตรีรี้ดดิงด้วย

1 ธันวาคม นิกกี้ ไวเออร์พบเอ็ดเวิร์ดส์ หลบไปนอกโรงแรมใน ฮัมบรูค, เยอรมัน กำลังโขกหัวตัวเองเข้ากับกำแพง มีเลือดไหลริน การทัวร์ยุโรปจึงต้องยุติลงกระทันหัน

19 – 21 ธันวาคม ริชชี่ เอ็ดเวิร์ดส์ แสดงร่วมกับเดอะมานิกส์เป็นครั้งสุดท้ายที่ลอนดอนแอสโทเรีย ซึ่งปิดท้ายด้วยการพังเครื่องดนตรีและระบบไฟ

เดือนมกราคม ค.ศ. 1995 เอ็ดเวิร์ดส์ ถอนเงินออกจากธนาคารวันละ 200 ปอนด์ รวมเป็นเงินทั้งหมด 2,800 ปอนด์

14 มกราคม ราเชล น้องสาวของเขา ได้เห็นหน้าริชชีครั้งสุดท้าย โดยเธอตามเขามาฝังศพ สนู้ปปี้ สุนัขที่เลี้ยงกันมาเป็นเวลา 17 ปี

23 มกราคม พ่อแม่ของเขาได้พบเขาเป็นครั้งสุดท้าย และในวันเดียวกันเขาให้สัมภาษณ์นิตยสารมิวสิกไลฟ์จากญี่ปุ่น และนี่คือการให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้าย

31 มกราคม ริชชี เอ็ดเวิร์ดส์ กับ เจมส์ ดีน แบร็ดฟิลด์ เข้าพักที่โรงแรมลอนดอนแอมบาสซี่ในลอนดอน โดยมีกำหนดการบินไปสหรัฐอเมริกาเพื่อออกทัวร์ คืนนั้นเขาได้มอบหนังสือ โนเวลวิธโคเคน (Novel with Cocaine, 1934) นิยายแปลจากภาษารัสเซีย ของ เอ็ม อารีป) ให้เพื่อนคนหนึ่งและย้ำให้อ่านบทอินโทรดักชัน ซึ่งบอกว่าผู้เขียนนิยายได้เข้ารักษาอาการทางจิตก่อนหายตัวไป (นักเขียนคนนี้ค่อนข้างลึกลับและไม่ค่อยมีใครรู้จักตัวจริง)

1 กุมภาพันธ์ ริชชี่เช็คเอาต์ออกมาจากโรงแรมและไม่ใครเห็นเขาอีกเลย ตรวจพบภายหลังว่าเขาถอนเงินออกจากบัญชีรวม 2,800 ปอนด์ ซึ่งคาดว่าน่าจะเตรียมเอาเงินไปใช้ขณะเดินทางออกแสดงคอนเสิร์ตในอเมริกา และยังมีคำสั่งซื้อโต๊ะตัวใหม่ให้ส่งไปที่แฟลตของเขาในคาร์ดิฟ (แต่ภายหลังมีรายงานว่าเขายังไม่ได้จ่ายเงิน)

ในหนังสือของร็อบ โฮวาโนวิก บรรยายว่าริชชี นำหนังสือ (หนึ่งในนั้นระบุว่าเป็นบทละครเรื่องอีคัส (Equus) และวิดีโอออกจากกระเป๋า และบรรจุอย่างระมัดระวังในกล่องห่อและตกแต่งอย่างดีราวกับเป็นกล่องของขวัญ เขียนปะหน้ากล่องว่ามอบให้ โจ มีการตามรอยว่าเขาได้ขับรถกลับมาที่อพาร์ทเม้นท์ในคาร์ดิฟฟ์ ทิ้งบางสิ่งไว้ก่อนที่จะขับรถจากไป

เจมส์ ดีน แบร็ดฟิลด์ เดินทางไปอเมริกา และคิดว่าอีกไม่กี่วันคงจะได้เจอกับริชชี

และจากนั้นก็ไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย

ต้นปีค.ศ. 2018 ราเชล อีเลียส น้องสาวของริชชี ซึ่งยังคงตามหาริชชีอยู่บอกว่าเธอค้นพบหลักฐานบางอย่างที่บอกเรื่องราวของริชชี

“เราได้รับคำบอกเล่าว่าริชาร์ดข้ามสะพานไปเมื่อเวลาบ่าย 2.55 เราได้พบใบเสร็จรับเงินที่บอกเวลา 2.55 ทำให้เรารู้ว่ามีช่วงเวลาถึง 8 ชั่วโมงระหว่างที่เขาออกจากโรงแรมกับเวลาที่เขาข้ามสะพานในวันเดียวกัน แต่ว่าตอนนี้เราได้ติดต่อคนที่สร้างเครื่องรับเงินและได้รู้ว่านาฬิกาในเครื่องเป็นระบบ 24 ชั่วโมง ดังนั้น 2.55 มันหมายถึง 2.55 ในตอนเช้า ดังนั้นคนที่เคยบอกว่าพบเขาในวันนั้นกลายเป็นไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เราหวังว่าจะเรื่องนี้จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการสืบสวนเพราะเป็นข้อมูลสำคัญที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างและสิ่งที่เคยคิดกันทั้งหมดต้องมาดูใหม่อีกครั้ง”

ปรับปรุงล่าสุด 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561

โฆษณา
No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: