ค่าตอบแทนหรือว่าน้ำใจ


เกิดกรณีน่าสนใจเมื่อแพ็ต โปป ช่างภาพชื่อดังที่เคยมีผลงานภาพถ่ายคนดังหลายต่อหลายคน เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงวงการ์เบจผ่านทางเฟซบุ๊ก (และสำเนาไว้ในบล็อกของตัวเอง) เชิงต่อว่าการ์เบจที่จะขอรูปถ่ายไปใช้ในหนังสือของวงฟรี ๆ โดยเขามองว่า “นักดนตรีและศิลปินทั้งหลายควรได้รับค่าตอบแทนจากผลงานของเขา” และ “ใครคนที่เขียนเลขศูนย์สำหรับภาพถ่ายในวันนี้ คือคนที่จะเขียนเลขศูนย์สำหรับดนตรีในวันพรุ่งนี้”

ส่วนทางการ์เบจออกมาบอกว่า “เราได้จ่ายเงินค่าตอบแทนให้คุณไปแล้วเมื่อปีค.ศ. 1995 เงินจำนวนนั้นสำหรับภาพถ่ายทั้งหมด รวมทั้งภาพที่เราเลือก”  ถ้าใช้คำว่า “จ่ายเงินตอบแทนให้ไปแล้วเมื่อปี 1995” จะเอามาใช้อีกก็ได้ ลองเปรียบเทียบกับบริษัทและนักดนตรีดูก็ได้ ถ้าบริษัทจ่ายเงินให้นักดนตรีทำอัลบั้มแล้วเอามาจำหน่ายเมื่อปีค.ศ. 1995 พอถึงปีค.ศ. 2015 บริษัทจะเอาอัลบั้มมาวางจำหน่ายโดยไม่จ่ายเงินให้นักดนตรีได้หรือไม่ โดยอ้างว่า “จ่ายเงินตอบแทนให้ไปแล้วเมื่อปี 1995”

นึกถึงนักร้องลูกทุ่งสมัยก่อน เวลาบันทึกเสียงอัลบั้มจะได้รับค่าจ้างเป็นรายเพลง คนดังอย่างสายัณห์ สัญญา ยอดรัก สลักใจ ได้ค่าจ้างบันทึกเสียงอัลบั้มแต่ลิขสิทธิ์ตกเป็นของบริษัท จะขายได้เท่าไหร่บริษัทเอาหมด ตัวศิลปินไม่ได้รับเพิ่มเติม

สมัยนั้นการขายอัลบั้มมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง ศิลปินซูเปอร์สตาร์อย่างสายัณห์เคยอธิบายว่า เขาเลือกที่จะรับเงินก้อนตอนที่บันทึกเสียงเสร็จเลย ดีกว่าจะมารอวางจำหน่ายแล้วดูว่าได้ยอดเท่าไหร่ แถมยังมีความเสี่ยงที่ความล่าช้าในการจ่ายเงินและไม่อาจตรวจสอบยอดจำหน่ายจริงได้ว่าเท่าไหร่กันแน่ แทนที่จะต้องมานั่งลุ้นเรื่องวางแผนโฆษณา ค่าจ้างเปิดเพลง ฯลฯ เขารับเงินก้อนไปเลย แบบยอมให้สิทธิ์ขาดเป็นของบริษัทจึงเป็นทางเลือกที่สายัณห์เห็นว่าเหมาะสมกับตัวเขา และเขายังหาเงินได้จากเอาเพลงไปร้องตามคอนเสิร์ต ซึ่งในสมัยรุ่งเรื่องมีงานทุกวันและไม่มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์เพลง

อันนี้ก็เป็นเรื่องแล้วแต่จะตกลงกัน

ซึ่งเรื่องสัญญาการใช้ภาพถ่าย แพ็ตอธิบายว่าการทำสัญญาและการจ่ายเงินในครั้งนั้น เป็นการจ่ายเพื่อใช้ในครั้งนั้น ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ทั้งหมดตลอดกาล อ่านปัจฉิมลิขิตในจดหมายเปิดผนึกของแพ็ตจะเห็นว่าวงการ์เบจเคยละเมิดลิขสิทธิ์ไปแล้วครั้งหนึ่ง (แพ็ตไม่ได้พูดตรง ๆ ว่าวงละเมิด แต่เลี่ยงไปใช้ว่าเป็นบริษัทแผ่นเสียง) ดังนั้นเขาจึงรู้สึกว่าสิ่งที่ทางวงกำลังจะทำเป็นการลดทอนคุณค่าของผลงานของเขา

อ่านจดหมายเปิดผนึกของทั้งสองฝ่ายแล้วรู้สึกว่าแพ็ตออกจะเขียนแบบมีเหตุผลไม่ใช่อารมณ์ แต่มีบางประโยคที่ทิ่มแทงอยู่บ้างอย่างที่อ้างถึงจดหมายเปิดผนึกของเชอร์ลีย์ แมนสันนักร้องนำวงการ์เบจที่ส่งถึงคานเย เวสต์ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีเนื้อหาตำหนิคานเยที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อเบ็คในงานประกาศรางวัลแกรมมี ที่เบ็คได้รางวัลอัลบั้มยอดเยี่ยมแห่งปี ครั้งนั้นเชอร์ลีย์ตำหนิคานเยว่า “ไม่เคารพความเป็นศิลปินของผู้อื่น” เมื่อแพ็ตหยิบมาอ้างอิงพร้อมเนื้อหาอื่น ก็เหมือนจะบอกว่าเธอเองก็ “ไม่เคารพความเป็นศิลปินของผู้อื่น” เช่นกัน

การ์เบจอ้างว่าการผลิตหนังสือเองต้องใช้ค่าใช้จ่ายจำนวนมาก จนเกือบทิ้งความคิดทำหนังสือไปจนได้อ่านหนังสือ “พลังแห่งการร้องขอ” จึงเกิดแนวคิดที่จะลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุด เพื่อทำหนังสือที่ไม่แพงเกินไปสำหรับแฟนเพลง โดยขอภาพมาใช้ฟรี ๆ

“เราตัดสินใจว่าเราจะใช้แนวคิดที่ได้จากหนังสือ “พลังแห่งการร้องขอ” (The Power of Asking) ของอแมนดา พาลเมอร์ และเราได้ขอช่างภาพว่าจะอนุญาตให้นำภาพมารวมในหนังสือของเราหรือไม่ เราเคารพคำปฏิเสธและไม่มีร้องขออะไรเพิ่มเติม” ซึ่งเมื่อลองตรวจสอบรายได้ของวงการ์เบจในปี 2014 ที่ผ่านมามีรายได้สุทธิ  14 ล้านดอลลาร์ ปี 2013 มีรายได้สุทธิ 13 ล้านดอลลาร์ เฉพาะตัวบัทช์คนเดียวมีทรัพย์สินร่วม 60 ล้านดอลลาร์

ตอนท้ายจดหมายเปิดผนึกของการ์เบจอ้างความมีน้ำใจ เหมือนคนไทยหลายคนที่พอละเมิดสิทธิ์แล้วก็จะถามกลับว่า เป็นคนไทยหรือเปล่า มีน้ำใจหรือเปล่า แต่นี่ใช้คำว่าศิลปินเหมือนกัน ควรช่วย ๆ กัน มีน้ำใจหรือเปล่า

อ่านการตอบกลับของการ์เบจแล้ว รู้สึกเหมือนทางการ์เบจไม่ค่อยพอใจแพ็ต อาจจะเพราะรู้สึกว่าได้ขอร้องเป็นส่วนตัวจะตอบตกลงหรือไม่ตกลงก็ควรตอบกลับเป็นส่วนตัว การตอบกลับในที่สาธารณะเหมือนการตบหน้ากันกลาย ๆ

คำถามที่น่าคิดต่อคือ ความมีน้ำใจ กับ ค่าตอบแทนที่เหมาะสม ควรหาจุดที่ลงตัวอย่างไร?  หนังสือ พลังแห่งการร้องขอ (The Power of Asking) ที่ฝ่ายการ์เบจอ้าง น่าจะเป็นเล่มเดียวกับ ศิลปะในการร้องขอ (Art of Asking) ของอแมนดา พาลเมอร์ ได้แสดงให้เห็นว่าความมีน้ำใจช่วยทำให้งานศิลปะดำเนินต่อไปได้ในโลกทุนนิยม

อแมนดาเป็นศิลปินแนวโพสต์พังก์/อัลเทอร์เนทีฟ เธอสื่อสารกับแฟนเพลงผ่านอินเทอร์เน็ตตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นเว็บบอร์ด บล็อก ใช้โซเชียลมีเดียอย่างทวิตเตอร์ ขายตรงสู่แฟนเพลงด้วยอย่างตอนทำอัลบั้มเธียเตอร์อีสอีวิล ก็ใช้วิธีระดมทุนผ่านเว็บคิกสตาร์ตเตอร์ (Kickstarter) เมื่อปีค.ศ. 2012 เธอเคยหานักดนตรีมาออกทัวร์โดยจะจ่ายเป็น “เบียร์ ของที่ระลึก และอ้อมกอด” ซึ่งครั้งนั้นมีนักดนตรีหลายคนแสดงความเห็นทางลบ ไม่เห็นด้วยกับวิธีการแบบนี้ แต่อแมนดาอ้างว่า ถ้าเธอจ่ายเงินจ้างนักดนตรี เธอจะไม่มีเงิน (ประมาณ 35,000 ดอลลาร์) จ้างนักดนตรีท้องถิ่นมาเล่นกับเธอ แต่สุดท้ายเธอก็ประกาศว่าจะจ่ายเงินให้นักดนตรีทุกคน

ลองอ่านแนวคิดเธอจากเว็บเท็ด (http://www.ted.com/talks/amanda_palmer_the_art_of_asking/transcript?language=en)

มีตอนหนึ่งน่าสนใจ เธอบอกว่าเธอ “ขอ” เพราะเธอเชื่อว่าถ้ามีการติดต่อสัมพันธ์กันอย่างดี คนจะช่วยเหลือกัน แต่เธอก็เห็นว่าการ “ขอ” ไม่ใช่เรื่องง่าย มันต้องมี “ศิลปะในการร้องขอ” อย่างเช่นระดมทุนผ่านคิกสตาร์ทเตอร์ของเธอก็เป็นการร้องขอแบบหนึ่ง และมันก็ประสบความสำเร็จ

บางทีถ้าการ์เบจใช้วิธีระดมทุนเพื่อทำหนังสือผ่านคิกสตาร์ตเตอร์อาจจะดูดีกว่า

หลังจากจดหมายเปิดผนึกของแพ็ตเผยแพร่ไป เขาก็ได้รับความคิดเห็นเชิงลบจากแฟนเพลงการ์เบจมากเอาการ เขาได้อธิบายเหตุผลว่ามีสามเรื่องที่ต้องพิจารณา

  • คนทั่วไปมักจะคิดว่านี่เป็นการร้องขอจากศิลปินเพื่อทำงานโครงการพิเศษ แต่เขาคิดว่าการทำโครงการอะไรก็ตามคนคิดก็ต้องคิดถึงต้นทุนเอาไว้แล้ว ทำไมจึงใส่ต้นทุนสำหรับภาพถ่ายเป็น 0
  • วงการ์เบจบอกว่า “ขอร้องอย่างอ่อนน้อม” เพื่อ “ร่วมทำงานศิลปะ” แต่ความจริงคือสมาชิกวงการ์เบจไม่เคยติดต่อพูดคุยกับเขาด้วยตัวเอง แต่จ้างบริษัทจัดการมาทำงานชิ้นนี้ และเหมือนกับบีบบังคับให้มีสองทางเลือกคือ ยอมให้ใช้ภาพถ่ายและดูถูกมูลค่างานของตัวเองเป็น 0 หรือจะปฏิเสธ แต่จะโดนหมายหัวว่าอนาคตอย่าหวังว่าจะร่วมงานกันอีก
  • ตอนที่เขาเขียนจดหมายเปิดผนึก เขาคิดว่าบางทีวงการ์เบจอาจจะไม่รู้ว่าบริษัทที่เขาให้โครงการนี้มีการปฏิบัติติอย่างไรบ้าง เขาคิดว่าถ้าสมาชิกวงรู้ คงมีการแสดงออกบางอย่างเพื่อปกป้องคุณค่าศิลปิน

เราควรมีน้ำใจแบ่งปัน หรือว่าควรเรียกค่าตอบแทน? เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ถ้ามีคนขอ “น้ำใจ” เพื่อเอาไปใช้หาผลประโยชน์ เราควรวางตัวอย่างไร?

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.