Eddie Van Halen: Billboard Cover Story

Van Halen with Sammy Hagar

สิ่งที่จะเขียนต่อไปนี้ เรียบเรียงตัดตอนมาจากนิตยสารบิลบอร์ด ฉบับ 27 มิถุนายน ค.ศ. 2015 ที่มีเอ็ดดี แวน แฮเลนขึ้นหน้าปกพร้อมพาดหัวว่า พระเจ้ากีตาร์คนสุดท้าย (The Last Guitar God) ซึ่งก็คงไม่เกินเลยไป โจ แซตทรีอานี มือกีตาร์ชื่อดังที่ร่วมวงชิกเกนฟุตร่วมกับแซมมี แฮการ์ และ ไมเคิล แอนโธนี เคยพูดถึงเอ็ดดี แวน แฮเลน ว่า “เอ็ดดีเป็นคนมีพรสวรรค์ด้านท่วงทำนอง พร้อมกับการเล่นจังหวะด้วยมือขวาที่ยอดเยี่ยมมาก เอ็ดดีทำให้มือกีตาร์ร็อกกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง และในเวลาเดียวกันก็สร้างเสียงคร่ำครวญด้วยเพราะว่าเขาสร้างความหวาดหวั่นให้กับมือกีตาร์นับล้านทั่วโลก เพราะว่าเขาเล่นได้ดีมาก และเป็นตัวเอง”

อาจจะมีความคิดเห็นแทรกเข้าไปบ้างตามประสา โปรดทำใจ

สิ่งแรกที่น่าประหลาดใจคือ เอ็ดดีบอกว่าเขาไม่ฟังดนตรีแล้ว อันนี้ประหลาดใจจริง ๆ เพราะเคยนึกว่านักดนตรีจะเปิดใจรับฟังดนตรีเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเรียนรู้สิ่งใหม่ตลอดเวลา แต่เอ็ดดีบอกว่าเขาไม่ฟังอะไรที่ไม่ได้ทำเองมานานแล้ว อัลบั้มสุดท้ายที่เขาซื้อก็คือ So (1986) ของ ปีเตอร์ กาเบลียล และแน่นอนว่าเขาไม่ได้ฟังศิลปินดังอย่างเช่น Metallica, Guns N’ Roses ยิ่งไม่ต้องพูดถึงศิลปินรุ่นลูกรุ่นหลานทั้งหลาย หรือแม้แต่วงดนตรีที่เล่นเป็นวงเปิดให้แวนแฮเลนก็ไม่ฟัง เวลาขับรถก็ไม่เปิดเพลงฟังในรถ เพราะชอบฟังเสียงเครื่องยนต์มากกว่า

อันนี้แปลกใจจริงจัง มันจะมีนักดนตรีที่ไม่สนใจโลกดนตรีภายนอกแบบนี้จริงหรือ และก็ไม่แปลกใจที่อัลบั้ม A Different Kind of Truth จะออกมาแบบนั้น

แต่ถ้าเขาจะฟังอะไรบ้าง เขาเลือกฟัง Yo-Yo Ma เพราะว่าชอบเสียงเชลโล! สมัยเอ็ดดียังเด็ก เขาชอบดนตรีของ Eric Clapton Black Sabbath และ Deep Purple ซึ่งก็คงไม่ต่างจากคนรุ่นราวคราวเดียวกับเขาเท่าไหร่ แต่แทบไม่ได้สนใจอะไรหลังจากนั้นเลย มือกีตาร์คนสุดท้ายที่เขาชื่นชอบคือ อลัน โฮลสเวิร์ธ ซึ่งอายุมากกว่าเขา 8 ปี

“มันอาจจะดูแปลก ๆ ไปบ้าง แต่ผมก็เป็นแบบนี้มาตลอดชีวิต” เอ็ดดีให้สัมภาษณ์แบบนั้น ผมคงทำอัลบั้มคอนเทมโพรารีไม่ได้ถ้าผมอยากจะทำ เพราะว่าผมไม่รู้ว่าดนตรีคอนเทมโพรารีมีเสียงออกมาแบบไหน”

ความจริง ตามประวัติทั้งอเล็กซ์และเอ็ดดีเคยเรียนดนตรีเป็นเรื่องเป็นราวในระดับวิทยาลัย เอ็ดดีฝึกฝนคลาสสิคัลเปียโน แต่เขาบอกว่าเขาอ่านโน้ตเพลงไม่เป็น! อันนี้ก็งงใจกับเอ็ดดีอยู่เหมือนกัน

แต่เอ็ดดีก็ไม่ขาดการรับรู้โลกภายนอกเอาเสียเลย อย่างน้อยเขาก็รู้จัก แม็กซ์ มาร์ติน นักแต่งเพลงคนดังที่มีส่วนร่วมในเพลงฮิตนับไม่ถ้วน บริตนี สเปียร์ แบ็กสตรีตบอยส์ เอ็นซิงซ์ มารูนไฟฟ์ เทย์เลอร์ สวีฟต์ แต่ก็เป็นแค่รู้จักว่าเป็นใครทำอะไรบ้างเท่านั้น

สำหรับแวนแฮเลน หกอัลบั้มแรกของพวกเขาที่มี เดวิด ลี ร็อธ เป็นนักร้องนำ ทำยอดจำหน่ายถึง 34 ล้านแผ่นในสหรัฐอเมริกา สี่อัลบั้มถัดมากับ แซมมี แฮการ์ ทำยอดจำหน่ายไปได้ราว 16 ล้านแผ่นในสหรัฐอเมริกา และ 1 อัลบั้มกับ แกรี เชอโรน ที่ทำยอดจำหน่ายไม่ถึงล้านแผ่น (และเป็นครั้งแรกที่แวนแฮเลนทำยอดจำหน่ายอัลบั้มไม่ถึงล้านแผ่น)

“มันมีอะไรแปลก ๆ กับ (แกรี) เชอโรน” เอ็ดดีเล่า “ตอนที่เราเตรียมพร้อมจะออกทัวร์ ผมก็ได้เห็นเขาใส่ชุดแบบ จอห์น ทราโวลตา ปกเสื้อใหญ่ ๆ กับเสื้อแจ็กเกตบ้า ๆ เขาบอก นี่คือชุดบนเวทีของผม นั่นล่ะ ผมถึงคิดได้ว่ามันคงไม่เวิร์กแล้ว แต่ไม่ใช่ว่าผมไม่ชอบแกรีนะ”

หลังจากแซมมีกลับมาร่วมออกทัวร์ได้สองปี เขาก็ลาออกไปอีก และไม่นาน ไมเคิล แอนโธนี มือเบสที่อยู่มาตั้งแต่ตั้งวงก็ออกไปอีกคน แล้ว เดวิด ลี ร็อธ ก็กลับมาพร้อมกับ วูล์ฟแกง แวน แฮเลน ลูกชายของเอ็ดดี มาเป็นมือเบสของวง ยอดจำหน่ายอัลบั้ม อะดิฟเฟอร์เรนต์ไคนด์ออฟทรูธ ออกมาไม่ถึงห้าแสนแผ่น แต่ทุกคนเข้าใจดีว่าเป็นเพราะยุคสมัยของการขายแผ่นมันผ่านไปนานนับสิบปีแล้ว แต่บทเพลงส่วนใหญ่ที่เอามาจากเดโมที่เก็บไว้นานแล้วมาปัดฝุ่นทำให้เหมือนไม่มีอะไรใหม่

ส่วนตัวเอ็ดดีเองเขาก็เผชิญปัญหาทางสุขภาพ ทั้งการผ่าตัดสะโพก รวมไปถึงมะเร็งที่ลิ้น ที่เขาไม่คิดว่าเป็นผลมาจากการสูบบุหรี่จัดของเขา ซึ่งปัจจุบันเขาเลิกสูบแล้ว

“ผมใช้ปิ๊กโลหะ มันทำจากทองเหลืองและทองแดง ซึ่งผมมักจะคาบไว้ในปากซึ่ง เป็นตรงที่ผมเป็นมะเร็งลิ้นพอดี” เอ็ดดีพูดถึงสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นสาเหตุของมะเร็งไว้อย่างนั้น “นอกจากนี้ผมมักจะอยู่ในห้องบันทึกเสียงซึ่งเต็มไปด้วยพลังงานไฟฟ้า นั่นก็เป็นอีกทฤษฎีหนึ่ง ผมหมายถึง ผมสูบบุหรี่และใช้ยาและอะไรอีกมาก แต่ว่าปอดผมสะอาดมาก นี่เป็นทฤษฎีส่วนตัวของผม แต่หมอบอกว่ามันก็เป็นไปได้”

ถึงเอ็ดดีจะออกปากว่าเขาไม่เกลียดใครทั้งสิ้น แต่การพูดถึงผู้เคยร่วมงานกับเขาแล้วดูเหมือนเขาจะมีความจำดีเป็นพิเศษ “เหตุผลที่ผมสร้างสตูดิโอนี้ขึ้น (5150 สตูดิโอ) ก็เพราะอยากเขย่าตูด (เท็ด) เทมเปิลแมนเล่น” สาเหตุเนื่องมาจากเท็ด ผู้กุมบังเหียนดูแลการผลิตอัลบั้มของแวนแฮเลนยุคแรกไม่อนุญาตให้เอ็ดดีเล่นมินิมู้กคีย์บอร์ดในเพลง “แดนซิงอินเดอะสตรีต” ซึ่งอยู่ในอัลบั้ม ไดเวอร์ดาวน์ ของวงด้วยเหตุผลว่าวงนี้ “ขายกีตาร์”

เขาพูดถึงเท็ดในหลายแห่งหลายวาระเรื่องจำกัดความคิดสร้างสรรค์ของเขา โดยเฉพาะในอัลบั้ม Diver Down เขาไม่ชอบอะไรหลายอย่าง เช่น การเล่นเพลงคัฟเวอร์ ที่เดวิด ลี ร็อธ และเท็ดเป็นตัวตั้งตัวตีโดยมีตัวแทนบริษัทที่คิดง่าย ๆ เพียงแค่ว่าถ้าเอาเพลงที่คนรู้จักอยู่แล้วมาเล่นก็จะโฆษณาง่าย ขายได้ เขาไม่ชอบเพลง “Big Bad Bill” ในอัลบั้ม Diver Down แต่เขาก็บอกว่ารู้สึกสนุกและดีใจที่พ่อของเขามาเป่าคลาริเนตให้

ตอนที่เพลง “Eruption” จากอัลบั้มแรกของแวนแฮเลนออกมาในปีค.ศ. 1978 กลายเป็นอิทธิพลสำคัญต่อมือกีตาร์รุ่นใหม่นับล้านคน แม้แต่มือกีตาร์หลายคนในยุคนั้นยังสงสัยว่าเขาสร้างเสียงแบบนั้นได้อย่างไร และ จะเล่นแบบนั้นได้อย่างไร ในทศวรรษ 80 จึงมีร่างโคลนของเอ็ดดีออกมาเพ่นพ่านในวงการดนตรีร็อกมากมาย แต่ไม่มีใครทำได้อย่างเอ็ดดี

“มันเป็นสิ่งที่แตกต่าง” เอ็ดดีบอก “มันยากที่จะบอกว่าผมเริ่มได้อย่างไร เพราะผมเล่นแบบนั้นมานานแล้ว แล้วต่อมาใครต่อใครก็เล่นแบบนั้นมาก ผมไม่ได้คิดว่านั่นเป็นคำเยินยออะไรหรอก เพราะทุกวันนี้ผมก็ยังเล่นแบบนั้นอยู่ และไม่มีใครยังคงทำแบบนั้น”

“ผมไม่เคยจำเลยว่าริฟฟ์ต่าง ๆ มันมาอย่างไร แม่แต่เพลงที่ผมทำในอัลบั้มล่าสุด ผมจำไม่ได้เลย มันแค่มาเอง ผมไม่เคยนั่งแล้วตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเขียนเพลง ผมไม่เคยทำอะไรแบบนั้น”  

 ปกติ เอ็ดดีจะเขียนเพลงตอนออกทัวร์หลังจากเล่นคอนเสิร์จเสร็จ ในขณะที่คนอื่นแยกย้ายกันไปท่องราตรีกันต่อหรือสังสรรค์เฮฮา เอ็ดดีจะอยู่ในห้องโรงแรมเพียงลำดัง ดื่มว้อดกา สูดโคเคน และเล่นกีตาร์ไปเรื่อยพร้อมบันทึกเสียงเก็บไว้

“ผมไม่ดื่มตามงานปาร์ตี้” เอ็ดดี ผู้ซึ่งเลิกดื่มเด็ดขาดตั้งแต่ปี 2008 เล่า “เหล้าและโคเคนเป็นเรื่องส่วนตัวของผม ผมใช้มันสำหรับทำงาน โคเคนทำให้คุณตื่น และเหล้าทำให้ความยับยั้งชั่งใจของคุณต่ำลง ผมเชื่อว่าพวกดนตรีต่าง ๆ ที่ออกมานั้นผมคงไม่อาจปลดปล่อยมันออกมาได้ถ้ายังมีสติสัมปชัญญะปกติดี คุณแค่เล่นไปกับเทปที่บันทึกเสียงเก็บไว้ หลังจากนั้นสักชั่วโมง ความคิดของคุณจะล่องลอยไปในดินแดนที่คุณไม่คิดเกี่ยวกับอะไรเลย”

ความเสพติดของเอ็ดดีนั้น แซมมีเคยเล่าในหนังสือของเขา Red: My Uncensored Life in Rock (2011) บรรยายว่าเอ็ดดีดื่มจัดและไม่สนใจสภาพแวดล้อมปล่อยตัวเละเทะมาก ซึ่งเรื่องนี้เอ็ดดีบอกว่าไม่ถึงขนาดนั้น

“ผมติดเหล้า และผมต้องการเหล้ามาทำให้ชีวิตเคลื่อนไหว ผมเริ่มดื่มและสูบบุหรีต่ออายุ 12 ผมเมาก่อนไปเรียนโรงเรียน ครูสอนวิทยาศาสตร์ตอนเกรด 9 ได้กลิ่นเหล้าและเขาเตือนผมว่า อย่าดื่มอะไรที่คุณมองทะลุผ่านไปไม่ได้ ผมก็เลยตอบว่า งั้นก็ว้อดก้า เขาบอกว่า เย่ห์ ซึ่งมันเยี่ยมมาก เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมดื่ม ผมไม่โทษพ่อของผมเลย แต่เขาก็ติดเหล้าเหมือนกัน ดังนั้นมันเลยเป็นเรื่องปกติในบ้านเรา แต่มันไม่กระทบต่องานของเขา ซึ่งผมก็คิดว่ามันไม่กระทบต่องานของผมเหมือนกัน ตอนปี 2004 ผมกลายเป็นคนติดเหล้าหนักมาก แต่ในนั้น (หนังสือของแซมมี) มันก็เกินเลยไปมาก เขาระบายสีออกมาใหญ่โตทั้งที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น”

เรื่องนี้ แซมมียื่นยันว่าที่เขาเขียนในหนังสือไม่ได้เกินเลย “เอ็ดดีจะพูดยังไงก็ได้ แต่มันคือความจริง” แซมมีบอก “ผมดีใจที่เห็นเขาสุขภาพดี ปลอดเหล้าและเล่นดนตรีอีกครั้ง”

หนึ่งในผลงานสำคัญของเอ็ดดี นอกเหนือจากงานของแวนแฮเลน คือเมื่อตอนที่เขาเล่นโซโลให้กับเพลง “บีตอิต” ของไมเคิล แจ็กสัน ซึ่งเขาไม่เรียกร้องเครดิตในเพลงนั้นด้วยซ้ำ “ผมคิดว่ามันตลกดีที่คนพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนั้น มันก็แค่ 20 นาทีในชีวิตผมเท่านั้น ผมไม่อยากได้อะไรตอบแทนสำหรับทำอะไรแบบนั้น ความจริงก็คือ ผมคิดแค่ว่า ใครจะไปรู้ถ้าผมเล่นในแผ่นของเด็กคนนี้ ผมก็เลยไปที่สตูดิโอ ฟังเพลงสองรอบ และผมไม่ชอบท่อนที่เขาอยากให้ผมโซโล พวกเขาอยากให้ผมโซโลตรงช่วงเบรกดาวน์ ผมเลยบอกให้ ควินซี โจนส์ (ผู้ดูแลการผลิตอัลบั้มธริลเลอร์) ว่าขอให้แก้ไขคอร์ดให้หน่อย แล้วผมจะโซโลในคีย์อี โดยคอร์ดที่รองรับจะช่วยให้การโซโลโดดเด่นขึ้น ผมเดาว่าผมมีส่วนในการเรียบเรียงเพลงนั้นนะ”

ส่วนความสัมพันธ์กับไมเคิล แอนโธนี อดีตมือเบสนั้น ดูจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่

 “ทุกโน้ตที่ไมก์เล่น ผมเป็นคนสอนเขาเองว่าจะเล่นอย่างไร” เอ็ดดีอ้าง “ก่อนที่เราจะออกทัวร์ เขาจะมาพร้อมกับกล้องถ่ายวิดีโอเพื่อให้ผมเล่นให้เขาดูว่าเล่นในแต่ละท่อนอย่างไร” อ่านถึงตรงนี้แล้วรู้สึกว่ามันออกจะเกินเลยไปหน่อย เพราะไมก์เป็นคนบันทึกเสียงเบสในอัลบั้มด้วยตนเอง เขาจะไม่รู้วิธีเล่นจริง? ดูไม่น่าเป็นไปได้เท่าไหร่ นอกจากนี้ เอ็ดดียังบอกว่าเสียงร้องประสานของไมก์ที่แฟนเพลงลงความเห็นตรงกันว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของแวนแฮเลนก็ไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์แต่อย่างใด “เสียงของไมก์เหมือนเสียงพิกโคโล แต่เขาไม่ใช่นักร้อง เขาแค่เป็นเสียงที่ไร้สาระ ไมก์เกิดมาก็มีเสียงสูงอยู่แล้ว ผมยังมีความเป็นนักร้องมากกว่าเขาอีก ทุกคนมักจะพูดถึงเสียงร้องของไมก์ในเพลงของแวนแฮเลน แต่นั่นคือเสียงของไมก์และของผมผสมกัน ไม่ใช่แค่เสียงของเขาคนเดียว”

เรื่องนี้ ไมก์ตอบโตเพียงว่า “ผมภูมิใจที่บอกว่าการเล่นเบสและเสียงร้องของผมช่วยสร้างเสียงของเราขึ้นมา” ส่วน แซมมีนั้นดูจะเดือดกว่า บอกว่า เอ็ดดีช่างกล้าโกหกและไม่เคารพในสิ่งที่ไมก์มีส่วนร่วมเอาเสียเลย

การแยกตัวของไมก์ในปีค.ศ. 2006 นั้นซับซ้อนเอาการ เดาว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะไมก์สนิทสนมกับแซมมี และเขาไม่ค่อยมีส่วนร่วมในการเขียนเพลงเท่าไหร่นัก และว่ากันว่า เขาดูห่างเหินจากอเล็กซ์และเอ็ดดีมากเกินไป เช่น ไม่แม้แต่โทรศัพท์มาถามไถ่อาการของเอ็ดดี ตอนที่เอ็ดดีกำลังรักษาตัวจากมะเร็ง และเมื่อแม่ของอเล็กซ์และเอ็ดดีเสียชีวิต เขาก็ไม่ได้แสดงออกอะไร ไม่มีแม้แต่โทรศัพท์มาแสดงความเสียใจ และเป็นเรื่องความสัมพันธ์ภายในวงที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ และบางทีความสัมพันธ์ระหว่างไมก์กับเอ็ดดีน่าจะไม่ค่อยดีมาแต่ไหนแต่ไรแล้วก็ได้

(ล่าสุด บิลลี ชีแฮน บอกว่าเอ็ดดีชวนเขาร่วมวงแวนแฮเลนตั้งแต่ปีค.ศ. 1982แล้ว)

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ของเขากับเดวิด ลี ร็อธ นักร้องนำนั้น ก็ไม่ถือว่าแย่เท่าไหร่ “เขาไม่อยากเป็นเพื่อนกับผม” เอ็ดดีบอก “ผมจะทำอย่างไรกับเรื่องแบบนี้ สิ่งที่ (เดวิด ลี) ร็อธ มองตัวเองมันต่างจากตัวตนของเขาในความเป็นจริง เราไม่ได้อายุ 20 กว่า ๆ กันอีกแล้ว ตอนนี้เราอายุเข้า 60 กว่ากันแล้ว ผมเลิกทำสีผม เพราะผมรู้ว่า ทำอย่างไรก็ไม่มีทางกลับไปเป็นหนุ่มได้อีก”

เอ็ดดียังคงมองอนาคตของแวนแฮเลนว่ายังทำอัลบั้มกันต่อไป เพียงแต่ว่า… “มันยาก เพราะว่ามีคนสี่คนอยู่ในวง สามคนชอบร็อกแอนด์โรล แต่อีกคนชอบดนตรีแดนซ์ และนี่คือเรื่องการทำงาน แต่ตอนนี้เดฟไม่ค่อยไปมาหาสู่พวกเราแล้ว”

“ผมคิดว่าคนคงคิดฝังลึกไปแล้วว่า วงนี้จะไม่ใช่แวนแฮเลนถ้าไม่ใช่เสียงร้องของ (เดวิด ลี) ร็อธ” เอ็ดดีบอก “คำพูดพวกนี้ทำให้ผมนึกถึงตอนเรียนอยู่ที่พาซาดีนาคอมมิวนิตีคอลเลจกับอเล็กซ์ พวกที่ชอบดนตรีแจ๊สมักจะเรียกพวกเราว่า โสเภณีดนตรี เพราะว่าเราจะไปที่คลับร็อกทุกคืนและมาเอามาเล่นในห้องในวันต่อมา แต่นี่คือองค์ประกอบของดนตรีสำหรับผู้คน เราทำดนตรีเพื่อผู้คน หรือว่าเราแค่เล่นในตู้เสื้อผ้า? คุณจะเข้าถึงผู้คนส่วนใหญ่ได้อย่างไร? ก็ต้องเล่นเพลงที่พวกเขารู้จัก การทำแบบอื่นคือการเห็นแก่ตัว”

นั่นคือเหตุผลที่เอ็ดดียอมให้เดวิดกลับมาเป็นนักร้องนำแวนแฮเลนอีกครั้ง ซึ่ง…หลายคนบอกว่าไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะว่าเดวิดดูหมดสภาพ เหมือนอย่างที่เอ็ดดีให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้เลย ดูเหมือนอนาคตของแวนแฮเลนจะยังอยู่อีกไกล แม้ว่าจะไม่เห็นอนาคตในเวลาใกล้นี้ก็ตาม

ปรับปรุงล่าสุด 9 กุมภาพันธ์ 2563

2 thoughts on “Eddie Van Halen: Billboard Cover Story

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.