การต่อสู้ของข้าพเจ้า – อดอล์ฟ ฮิตเลอร์


สถาบันประวัติศาสตร์ร่วมสมัยแห่งมิวนิค (Munich Institute for Contemporary History หรือ IfZ) เตรียมพิมพ์หนังสือ ไมน์แคมป์ฟ หรือ การต่อสู้ของข้าพเจ้า ของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ในเยอรมนีเป็นครั้งแรกนับจากสงครามโลกครั้งที่ ๒ จบสิ้น

หลังจากอดอล์ฟ ฮิตเลอร์เสียชีวิต ทรัพย์สินต่าง ๆ ของเขารวมทั้งลิขสิทธิ์หนังสือตกเป็นของรัฐบาวาเรีย และที่ผ่านมารัฐบาวาเรียไม่อนุญาตให้ใครนำหนังสือเล่มนี้มาตีพิมพ์ในเยอรมนีอีก ตามนโยบายว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องส่งเสริมลัทธินาซีเป็นเรื่องต้องห้ามในเยอรมนี แม้ว่าไม่พิมพ์เพิ่มในเยอรมนีนับจากสงครามโลกครั้งที่สองจบลง แต่ไม่ได้เป็นหนังสือต้องห้ามขนาดที่ว่าต้องกำจัดทิ้ง ห้องสมุดหลายแห่งในเยอรมนีมีหนังสือเล่มนี้ไว้บริการ แต่มีข้อจำกัดว่าจะต้องใช้เพื่อการศึกษาเท่านั้น และการมีไว้ในครอบครองก็ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย

แต่สำหรับดินแดนอื่นตีพิมพ์การต่อสู้ของข้าพเจ้าอย่างเสรี โดยรัฐบาวาเรียทำได้เพียงแค่ขอร้องเท่านั้น ถึงจะเคยพยายามดำเนินการทางกฎหมายในฐานะผู้ถือลิขลิทธิ์ก็ไม่สำเร็จ เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๓๕ รัฐบาวาเรียพยายามยุติการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในสวีเดน เรื่องขึ้นถึงศาลสูงในสวีเดน แต่ผลก็คือให้ตีพิมพ์ต่อไปได้ การสั่งห้ามในโลกที่เชื่อมถึงกันผ่านอินเทอเนทเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง แม้แต่เว็บขายหนังสือออนไลน์ใหญ่เช่นอเมซอนยังมีอีบุ๊คการต่อสู้ของข้าพเจ้าจำหน่าย ในไทยก็มีผู้แปลไว้นานแล้วในชื่อ การต่อสู้ของข้าพเจ้า โดย ศ.ป. สำนักพิมพ์คลังวิทยา (พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกปี พ.ศ. ๒๔๘๐)

แต่เมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๑ สตีเฟน เครเมอร์ เลขาธิการสภากลางชาวยิวในเยอรมนีเสนอให้ยกเลิกการสั่งห้ามตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ รวมทั้งแนะนำให้ทำบทอ้างอิง ค้นคว้า วิจัยเพื่อสร้างความเข้าใจประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้น สถาบันประวัติศาสตร์ร่วมสมัยแห่งมิวนิคก็มีความคล้ายคลึงกัน โดยประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓ ว่ามีโครงการนำไมน์แคมป์ฟมาเผยแพร่ใหม่ โดยมีบทวิเคราะห์ ศึกษาวิจัยจากนักวิชาการหลายคนประกอบ ตอนแรกรัฐบาวาเรียสนับสนุนโครงการนี้ โดยมอบเงินทุนจำนวนห้าแสนยูโรเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๕๕ เพื่อให้บรรดานักวิจัย นักวิชาการ นำไปใช้เป็นทุนค้นคว้า วิจัย เพื่อทำบทความเพิ่มเติม แต่ยุติการสนับสนุนในปี พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยมีข้อสังเกตกว้างขวางว่าเป็นเหตุผลทางการเมืองเพราะการเปลี่ยนใจไม่สนับสนุนโครงการนี้เกิดขึ้นหลังจากผู้นำรัฐบาวาเรียกลับจากเยือนประเทศอิสราเอล แต่คำอธิบายอย่างเป็นทางการของรัฐบาวาเรียคือ เพื่อเป็นการเคารพต่อผู้เป็นเหยื่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันหฤโหดเมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สอง

อย่างไรก็ตาม ลิขสิทธิ์ไมน์แคมป์ฟหมดอายุในปีพ.ศ. ๒๕๕๘ เพราะอดอล์ฟ ฮิตเลอร์เสียชีวิตเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๘๘ หรือเมื่อ ๗๐ ปีที่แล้ว ตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๙ เป็นต้นไป ไมน์แคมป์ฟตกเป็นสมบัติสาธารณะ ทำให้มีนักวิชาการส่วนหนึ่งเห็นว่าแนวคิดของสถาบันประวัติศาสตร์ร่วมสมัยแห่งมิวนิคที่จะเผยแพร่พร้อมบทวิเคราะห์ รายงานวิจัยที่เกี่ยวเนื่องต่าง ๆ เป็นเรื่องที่ดี เพราะมิเช่นนั้นผู้นิยมลัทธินีโอ-นาซีอาจนำไมน์แคมป์ฟมาตีพิมพ์เพื่อสร้างค่านิยมตามแบบตัวเอง ขณะเดียวกันผู้ไม่เห็นด้วยก็มีจำนวนมากเช่นกัน โดยมองว่าหนังสือเล่มนี้เผยแพร่แนวคิดอันเป็นอันตรายต่อความสงบสุขของสังคม ส่งเสริมการแบ่งแยกสีผิวชาติพันธุ์

ฉบับที่จะตีพิมพ์ใหม่ในเยอรมนีครั้งนี้ จะแทรกบทความและเนื้อหาอื่น ๆ ที่เคยมีการวิจัย วิเคราะห์ และความเห็นจากแนวคิดอื่นรวมแล้วกว่า ๒,๐๐๐ หน้า เพื่ออธิบายถึงความเป็นไปทางประวัติศาสตร์และแนวคิดในแง่มุมต่าง ๆ เบื้องต้นตั้งราคาไว้ ๕๙ ยูโร หรือประมาณ ๒,๓๐๐ บาท

meinkampf

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขียนไมน์แคมป์ฟ (Mein Kampf) หรือการต่อสู้ของข้าพเจ้า ระหว่างโดนจำคุกเพราะพยายามก่อการรัฐประหารวันที่ ๘-๙ พฤศจิกายน ค.ศ. ๑๙๒๓ แต่ไม่สำเร็จ กลายเป็นคดีที่ต่อมารู้จักกันในชื่อ กบฏโรงเบียร์ (Beer Hall Putsch) เพราะกลุ่มก่อการใช้โรงเบียร์เป็นฐานที่มั่น  หรือบางทีเรียก กบฏมิวนิค (Munich Putsch) ตามชื่อเมืองที่พยายามก่อการรัฐประหาร ครั้งนั้นอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ถูกจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปี ซึ่งในระหว่างนั้นเอง เขาเขียนบันทึกความทรงจำย้อนประวัติชีวิตตัวเองรวมทั้งแนวคิดด้านการเมืองที่เขาคิดไว้ว่าดีออกเผยแพร่และหารายได้เป็นทุนสู้คดี เดิมเขาใช้ชื่อว่าการต่อสู้เป็นเวลาสี่ปีครึ่งของข้าพเจ้า แต่ทางผู้พิมพ์จำหน่ายหนังสือเล่มนี้ขอให้ตัดชื่อเรื่องเป็นการต่อสู้ของข้าพเจ้าเพื่อให้กระชับขึ้น

เนื้อหาแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นชีวิตส่วนตัวของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ตั้งแต่เกิด กับส่วนที่สองเป็นแนวคิดทางการเมืองของเขา มีคนตั้งข้อสังเกตจากเนื้อหาในหนังสือว่าอดอล์ฟ ฮิตเลอร์เพิ่งมีความคิดเป็นปรปักษ์กับคนเชื้อชาติยิว แนวคิดชาตินิยมและเชื่อมั่นในการใช้กำลังทหารสมัยที่เขาย้ายมาอยู่เวียนนา

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เชื่อทฤษฎีสมคบคิดว่า รัฐบาลและสภาสาธารณรัฐไวมาร์ (ตั้งขึ้นเพื่อปกครองเยอรมนีหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ค.ศ. ๑๙๑๙ ถึง ๑๙๓๓) แนวคิดสังคมนิยมของคาร์ล มาร์ซ์ และยูดาห์ ล้วนแล้วแต่มีเชาวยิวอยู่เบื้องหลัง เพื่อสั่งสมอำนาจ ความมั่นคง และความมั่งคั่งของชาวยิว เขาตำหนิรัฐบาลสาธารณรัฐไวมาร์หลายประการ (ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะเขาติดคุกข้อหารัฐประหาร ก็ต้องหาความชอบธรรมด้วยการบอกว่าฝ่ายรัฐบาลไม่ดีอย่างไร) แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือแนวคิดการใช้กำลังทหาร และแบ่งแยกเผ่าพันธุ์มนุษย์ชัดเจน (โดยเฉพาะเชื้อสายยิว) อดอล์ฟ ฮิตเลอร์แสดงความมุ่งมั่นสร้างชาติพันธุ์บริสุทธิ์ โดยคนอ่อนแอ หรือไม่ใช่สายพันธุ์บริสุทธิ์จะโดนจำกัดหรือกำจัดทิ้ง

การร่วมเชื้อชาติกันโดยสัมพันธ์กับชนชาติอื่นทางสายโลหิต ย่อมทำให้ความเจริญเก่าแก่เสื่อมหายไป การแพ้สงครามไม่ทำให้มนุษยธรรมหายไปได้ แต่การถูกผสมทางสายโลหิตทำให้โลหิตเดิมไม่บริสุทธิ์และไม่อาจทำให้ความเจริญของชาติคงอยู่ได้เลย

(การต่อสู้ของข้าพเจ้า)

แนวคิดข้างต้นของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนหน้านั้นได้มีหนังสือ การแข่งขันครั้งใหญ่ (The Passing of the Great Race) ของเมดิสัน แกรนท์ ที่กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของเผ่าพันธุ์นอร์ดิกในยุโรป  และในเยอรมันก็มีนักคิดนักเขียนคนสำคัญ ฮันส์ เอฟ เค กุนเธอร์ ที่เขียนหนังสือเกี่ยวกับเรื่องสายพันธุ์บริสุทธิ์ ซึ่งอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ก็เห็นดีงามด้วย

แนวคิดสังคมนิยมชาตินิยมของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์มีจุดมุ่งหมายประการเดียว คือรวบรวมแผ่นดินของสายเลือดอารยัน ที่ใช้ภาษาเยอรมันเข้าไว้ด้วยกัน โดยกีดกันชาติพันธุ์อื่น (อย่างเช่นชาวยิวจะต้องออกไปให้พ้นจากเยอรมนี) เขาต้องการรวบรวมดินแดนเยอรมนีโดยยึดเอาพื้นที่ที่มีคนใช้ภาษาเยอรมนีในประเทศอื่นเข้าไว้เป็นปึกแผ่นเดียวกันเหมือนเช่นในอดีตเมื่อครั้งจักรวรรดิ์เยอรมันรุ่งเรือง (ช่วงปีค.ศ. 1871 – 1918๗) ซึ่งดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล ถ้าเป็นปัจจุบันคือ เยอรมนี โปแลนด์ ฝรั่งเศส เดนมาร์ก รัสเซีย เบลเยียม ลิธัวเนีย สาธารณรัฐเชค และเนเธอแลนด์

แต่อย่างไรก็ตาม ในหนังสือ “ห้องสมุดส่วนตัวของฮิตเลอร์: หนังสือที่กำหนดชีวิตเขา (Hitler’s Private Library: The Books that Shaped his Life) เขียนโดยทิโมธี ดับเบิลยู ไรแบ็ค อ้างว่า เมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ดำรงตำแหน่งสูงสุดทางการเมืองแล้ว เขากล่าวกับฮานส์ แฟรงก์ว่า ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าจะได้ดำรงตำแหน่งนี้ ครั้งนั้นจะไม่เขียนหนังสือเล่มนี้ (ฮานส์ แฟรงก์เป็นทนายความส่วนตัวของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และต่อมาได้ร่วมดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองเมื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์เรืองอำนาจ) แต่ความคิดนี้น่าจะเกิดจากเริ่มตระหนักว่านโยบายต่างประเทศของเยอรมนีและทางเลือกต่าง ๆ มีอะไรบ้างที่ปฏิบัติติได้จริง และมีอะไรบ้างที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย

จอร์จ ออร์เวลล์ ผู้เขียนนิยายดังหลายเรื่อง เช่น ๑๙๘๔ และฟาร์มสัตว์ (Animal Farm) เคยเขียนวิจารณ์หนังสือการต่อสู้ของข้าพเจ้าเอาไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม ๑๙๔๐ หลังจากได้อ่านฉบับแปลอังกฤษ

ณ เวลานั้นอังกฤษและฝรั่งเศสได้ประกาศสงครามกับเยอรมนีหลังเยอรมนีรุกรานโปแลนด์ แต่สงครามยังไม่ลามใกล้ตัวนัก

ในย่อหน้าที่สามของบทวิจารณ์นี้กล่าวว่า อาณาจักรในฝันของฮิตเลอร์เป็นเพียงประเทศไร้สมองเท่านั้น

สมมติว่าสิ่งที่ฮิตเลอร์วาดฝันไว้กลายเป็นจริง คือรัฐที่สืบต่อกันนับร้อยปี มีคนเยอรมัน ๒๕๐ ล้านอยู่ใน “ห้องรับแขก” (คือการขยายขอบเขตไปถึงอัฟกานิสถานหรือราว ๆ นั้น) จักรวรรดิน่ากลัวไร้สมองนี้ไม่มีหลักอะไรเลยนอกจากฝึกอบรมหนุ่มสาวสำหรับการทำสงครามและการปรับปรุงเผ่าพันธุ์ไม่มีที่สิ้นสุด

การต่อสู้ของข้าพเจ้าเปรียบเสมือนคัมภีร์ศักดิ์สิทธ์ของพรรคนาซี มีการประมาณว่าในสมัยเรืองอำนาจของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์น่าจะพิมพ์หนังสือเล่มนี้มากกว่า ๑๒ ล้านเล่ม

Advertisements

One Reply to “การต่อสู้ของข้าพเจ้า – อดอล์ฟ ฮิตเลอร์”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.