George Michael: Careless Whisper


จอร์จ ไมเคิลเสียชีวิตไปหลายวัน เปิดแผ่นเก่า ๆ ของแวม! กับงานเดี่ยวของเขาฟังแล้วก็นึกความหลังไปเรื่อย ๆ

เพลงที่ชอบที่สุดคือ “แคร์เลสวิสเปอร์” เพลงเมื่อปีค.ศ. 1984 ของแวม! เพลงนี้ประพันธ์โดยจอร์จ ไมเคิลกับแอนดรู ริดจ์ลีย์ เพื่อนคู่หูวงแวม! โดยตั้งใจจะทำเป็นงานเดี่ยวของจอร์จ ไมเคิล ออกจะน่าแปลกที่จอร์จเลือกเพลงที่เขาประพันธ์ร่วมกับแอนดรูเป็นซิงเกิลแรกในฐานะศิลปินเดี่ยว ทั้งที่เพลงของแวม! เกือบทั้งหมดประพันธ์โดยจอร์จเพียงคนเดียว “แคร์เลสวิสเปอร์” ขึ้นอันดับ 1 ใน 25 ประเทศ ขายได้มากกว่า 6 ล้านแผ่น

“แคร์เลสวิสเปอร์” เขียนตั้งแต่ปีค.ศ. 1979 ตอนนั้นจอร์จเพิ่งอายุ 17 ปี เขียนเนื้อเพลงคร่าว ๆ ตอนรอรถเมล์เพื่อไปทำงานที่โรงภาพยนตร์ และเขานำไปเขียนต่อร่วมกับแอนดรู แต่ไม่เหมาะสมที่จะนำเสนอในวงแวม! เลยเก็บไว้ก่อนจนกระทั่งเขานำมาปัดฝุ่นใหม่เพื่อนำออกมาในฐานะนักร้องเดี่ยว เล่ากันว่า จอร์จไม่ได้ตั้งใจจะยุบวงแวม! แต่เขาอยากทำงานที่ออกทางโซลหรืออะไรที่เข้มข้นเกินกว่าจะนำเสนอในฐานะวงป็อปอย่างที่แวม! เป็น

จอร์จ เล่าในหนังสืออัตชีวประวัติ บาร์ (BARE) ว่า

“ผมกำลังเดินทางไปทำงานเป็นดีเจที่เบลแอร์ตอนเขียน แคร์เลสวิสเปอร์ ผมมักจะเขียนเพลงบนรถบัส รถไฟ หรือนั่งรถยนต์ ทุกวันนี้ก็ในเครื่องบิน สำหรับผมการเขียนเพลงมันเป็นเรื่องของความน่าเบื่อและช่วงจังหวะเวลา คือมันมักจะมีความคิดอะไรออกมาระหว่างเดินทาง เพลง แคร์เลสวิสเปอร์นี่จำได้แม่นยำว่ามันมาในหัวครั้งแรกตอนไหน ผมได้ทำนองแซ็กซ์ออกมาก่อน ผมอาจจะจำอะไรเกี่ยวกับสิ่งที่ผมเขียนหลังจากแวม! ดังแล้วไม่ค่อยได้ แต่สำหรับแคร์เลสวิสเปอร์ผมจำได้แม่นยำแม้กระทั่งวันเวลาและสถานที่ ผมรู้ว่ามันฟังดูประหลาดและเป็นเรื่องเล่าที่ออกจะโรแมนติก แต่ผมจำได้แม่นเลยว่าเพลงนี้เริ่มตอนไหน ผมอยู่ในรถบัส ผมจำได้ว่าผมกำลังถือเงินในมือเพื่อจ่ายค่ารถ แล้วผมก็ได้ทำนองแซ็กซ์เข้ามา ด่า ด๊า ดา ด่า ดา ด๊า ดา ด่า พอเขารับเงินไปแล้ว ผมก็เขียนเพลงนี้ต่อในหัว ทุกอย่างอยู่ในหัว และมันอยู่ในหัวผมกว่าสามเดือน

ในที่สุด ตอนที่เราทำเดโม แคร์เลสวิสเปอร์ และเพลงอื่น ๆ ผมโดนให้ออกจากเบลแอร์เพราะมาสายบ่อยและไม่ค่อยชอบเล่นเพลงที่นายจ้างอยากให้เล่น ที่ตรงนั้นตอนนี้กลายเป็นสควซคลับไปแล้ว ผมเคยเป็นดีเจตามร้านอาหาร และมาเป็นดีเจในคลับสุขภาพ อาชีพดีเจสำหรับผมมีแต่ขาลง

แต่คืนสุดท้ายที่ผมเป็นดีเจ ผมเปิดเดโม แคร์เลสวิสเปอร์ ผมคิดว่ามันคงไม่เป็นไรเพราะยังไงผมก็รู้ว่าจะต้องออกจากงานตั้งสัปดาห์ก่อนหน้าแล้ว ดังนั้นจึงเล่นเพลงนี้เป็นเพลงทิ้งทวน แต่คนเต็มฟลอร์เลย พวกเขาไม่เคยฟังเพลงนี้มาก่อน แต่มากันเต็มฟลอร์ ผมจำได้ว่าผมรู้สึกว่ามันคือสัญญาณที่ดี และสงสัยอยู่ว่าเพลงนี้จะไปได้ขนาดไหนนะ”

เขาบันทึกเสียงในฐานะ แวม! โดยมีเจอรี เว็กซ์เลอร์เป็นโปรดิวเซอร์ เพื่อทำเป็นเพลงกับแวม! แต่ไม่ได้เสียงอย่างที่ตั้งใจ เขาจึงมาบันทึกเสียงอีกครั้ง

คริส พอร์ตเตอร์ ซึ่งทำงานเป็นซาวนด์เอนจิเนียร์ให้จอร์จในครั้งนั้นเล่าว่า “ผมได้รับโทรศัพท์บอกว่าจอร์จไม่ชอบ แคร์เลสวิสเปอร์ และอยากรู้ว่าผมจะช่วยเขาบันทึกเพลงใหม่ได้หรือไม่ แน่นอน ผมช่วยแน่ เรากลับไปที่สตูดิโอทูและทำงานร่วมกับทีมนักดนตรีแบบสด ๆ และมันต้องเสียเวลาอยู่นานกว่าจะได้อย่างที่ใจต้องการ มีนักเป่าแซ็กซ์ถึง 11 คนมาร่วมงานเพื่อจะหาว่าใครเป่าท่อนหลักได้ในลมหายใจเดียว”

และคนที่ทำได้ก็คือ สตีฟ เกรกกอรี นักดนตรีรับจ้างซึ่งมีประวัติยาวเหยียด เขาเป็นคนเป่าแซ็กโซโฟนติดหูคนฟัง โดยคริสเล่าว่าตอนบันทึกเสียงแซ็กซ์เขาลดความเร็วของเทปลง แล้วค่อยมาเล่นในความเร็วปกติที่ได้ยินในเพลง

I feel so unsure
As I take your hand and lead you to the dance floor

ประโยคแรก ขึ้นต้นด้วยความไม่มั่นใจ ตอนที่จูงมือกันไปสู่ฟลอร์เต้นรำ

As the music dies, something in your eyes
Calls to mind the silver screen
And all it’s sad goodbyes

as the music dies คือช่วงเวลาที่ดนตรีหยุดนิ่ง โปรดนึกถึงภาพยนตร์ที่เวลาสำคัญเสียงทุกอย่างเงียบโดยฉับพลัน และคำอำลาแสนเศร้ากำลังบังเกิด

I’m never gonna dance again
Guilty feet have got no rhythm
Though it’s easy to pretend
I know you’re not a fool

ฉันคงเต็นรำแบบนี้อีกไม่ได้ เพราะความรู้สึกผิดเกาะติดอยู่ ถึงจะพยายามปิดบังแต่คุณก็ไม่ใช่คนโง่

Should’ve known better than to cheat a friend
And waste the chance that I’ve been given
So I’m never gonna dance again
The way I danced with you

สะท้อนอารมณ์ และรู้สึกเสียดายว่าคงไม่มีบรรยากาศคู่รักแบบนี้ ต่อให้เขาไปมีคนใหม่ก็ไม่มีทางจะเป็นแบบนี้ ไม่มีใครเหมือนเธออีกแล้ว

Time can never mend
The careless whispers of a good friend
To the heart and mind
Ignorance is kind
There’s no comfort in the truth
Pain is all you’ll find

ตอนนี้อธิบายว่าทำไมถึงเป็น เสียงกระซิบที่ไร้ความใส่ใจ The careless whispers of a good friend คือมีคนบอกคนรักของเขาว่าเขานอกใจ

แต่ตรงนี้อาจจะเป็นที่จอร์จ ไมเคิลบอกว่าไม่ชอบและ “ไร้เดียงสา” เพราะในท่อนนี้เหมือนจะบอกว่าถ้าคู่รักไม่รู้ความจริงก็จะดีกว่า ไม่ต้องเจ็บปวดกับความจริง แต่ถ้าเป็นผู้ใหญ่หน่อยจะต้องรู้ เข้าใจ และตระหนักว่า ไม่ควรจะนอกใจตั้งแต่แรก ต้นเหตุทั้งหมดทั้งมวลจึงไม่ควรเป็นอย่างที่ท่อนนี้พร่ำเพ้อ

I’m never gonna dance again
Guilty feet have got no rhythm
Though it’s easy to pretend
I know you’re not a fool
I should’ve known better than to cheat a friend
And waste the chance that I’ve been given
So I’m never gonna dance again
The way I danced with you

Never without your love

Tonight the music seems so loud
I wish that we could lose this crowd
Maybe it’s better this way
We’d hurt each other with the things we’d want to say

เมื่อความจริงเปิดเผย เขารู้สึกว่าโลกแตกเป็นเสี่ยง พูดคุยเปิดอกกันเลยคงจะดีที่สุด และคำพูดเหล่านั้นคงไม่ดีเท่าไหร่ ได้แต่เชือดเฉือนทำร้ายความรู้สึกกัน

We could have been so good together
We could have lived this dance forever
But now who’s gonna dance with me
Please stay

เรื่องมันควรจะจบอย่างมีความสุข เราควรเต้นรำแบบสุขสันต์แบบนี้ตลอดไป แต่ตอนนี้ใครจะเต้นรำกับฉันล่ะ อย่าจากไปได้หรือ

And I’m never gonna dance again
Guilty feet have got no rhythm
Though it’s easy to pretend
I know you’re not a fool

Should’ve known better than to cheat a friend
And waste the chance that I’ve been given
So I’m never gonna dance again
The way I danced with you

Now that you’re gone
What I did’s so wrong, so wrong
That you had to leave me alone

ในที่สุดเธอก็จากไป ปล่อยให้อยู่คนเดียวโดยที่เจ้าตัวยังพร่ำเพ้อว่าทำอะไรผิด…

ถึงแม้จอร์จไม่ค่อยชอบแคร์เลสวิสเปอร์เท่าไหร่ แต่สุดท้ายเพลงนี้ก็ยังโด่งดังทั่วโลก เขาเคยให้สัมภาษณ์ในบีบีซีเรดิโอทูว่า “ผมคิดว่าเพลงนี้มันดูแย่และน่าเกลียดมาก แต่คนมักจะเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นเพลงรักนุ่มนวล ซึ่งความจริงแล้วตรงข้ามเลย”

ในบทสัมภาษณ์หลายครั้ง จอร์จเอ่ยปากว่าไม่เข้าใจทำไมคนถึงชอบเพลงนี้ และตัวเขาก็ไม่ค่อยชอบการเขียนเนื้อเพลงนี้ ออกจะไร้เดียงสา ไม่รับรู้เข้าใจชีวิตเพียงพอ

นั่นก็เป็นความเห็นของจอร์จ แต่สำหรับแฟนเพลงคนหนึ่ง เห็นตรงข้าม เพราะประโยคเช่น “As the music dies, something in your eyes Calls to mind the silver screen And all it’s sad goodbyes” เป็นประโยคพื้น ๆ ไม่ได้ใช้คำวิจิตรแต่ติดหูมาก หรือประโยคเด็ดของเพลง “I’m never gonna dance again guilty feet have got no rhythm” เหมือนเหวี่ยงหมัดน็อกตรงหัวใจคนฟัง

จากหนังสือ บาร์ จอร์จเล่าที่มาของเนื้อหานี้ว่า

“ตอนที่ผมอายุ 12 หรือ 13 ผมมักจะตามพี่สาวที่อายุมากกว่า 2 ปีไปที่ลานสเก็ตน้ำแข็งที่ควีนสเวย์ในลอนดอน มีเด็กผู้หญิงผมบลอนด์ยาวคนหนึ่งชื่อเจน ผมเป็นเด็กอ้วนใส่แว่น และสนใจเธอมากแม้รู้ตัวว่าคงไม่มีโอกาส พี่ผมมักจะไปเล่นสเก็ตและผมก็ใช้เวลาช่วงบ่ายหมกมุ่นอยู่กับเจน

พอผมอายุ 16 ผมมีความสัมพันธ์ครั้งแรกกับคนชื่อเฮเลน ตอนแรกมันก็ไปได้สวยจนกระทั่งผมพบว่าสาวผมบลอนด์จากควีนสเวย์ย้ายมาอยู่หัวมุมถนนแถวโรงเรียน เธออยู่ตรงบริเวณที่ผมรอเพื่อนบ้านเพื่ออาศัยกลับบ้านด้วย วันหนึ่งเผมเห็นเธอเดินมา แล้วก็คิดเธอมาจากไหนนะ เธอคงไม่รู้ว่านี่คือผม เพราะมันผ่านไปหลายปีและรูปร่างหน้าตาผมก็เปลี่ยนไปแล้ว

ต่อมาวงผมได้เล่นงานโรงเรียนกับวงดิเอ็กเซ็กคิวทีฟ เธอเห็นผมร้องเพลงและสนใจผม ตอนนั้นเธออายุมากกว่าเดิมและอวบอั้นขึ้น และในที่สุดผมก็ได้เจอเธอ มีอยู่วันเธอชวนผมไปตอนผมรอคนมารับ และผมก็…ขึ้นสวรรค์

ผมไม่อยากเชื่อว่าความฝันจะเป็นจริง ผมเลิกใส่แว่น ได้รับเชิญไปงานปาร์ตี้ และหญิงที่เคยเมินตอนผมอายุ 12 ก็มาสนใจผม ผมคบกับเธอหลายเดือน ตอนนั้นก็คงเฮเลนไปด้วย ผมคิดว่าผมเท่จัง จากคนที่ไม่มีใครคบมาเป็นคนที่คบสาวสองคนพร้อมกัน ผมยังจำได้ว่าพี่สาวผมไม่ค่อยพอใจตอนที่รู้เรื่อง เพราะชอบคนแรกมากกว่า แนวคิดของ แคร์เลสวิสเปอร์มาจาก แฟนคนแรกพบว่ามีคนทีสองอยู่ด้วย แถมตอนนั้นผมยังมีความสัมพันธ์กับหญิงอีกคนชื่ออเล็กซิส โดยที่ยังไม่จบกับเจน มันออกจะซับซ้อน แต่สุดท้ายเจนก็พบความจริงและทิ้งผมไป

ตลอดเวลาผมคิดว่าผมเท่ ที่คบแฟนพร้อมกันได้ แต่มันไม่ใช่เรื่องของอารมณ์ ผมรู้สึกผิดกับผู้หญิงคนแรก และไอเดียของเพลงก็มีที่มาจากเธอ ผมใช้การเต้นรำเป็นสื่อเพราะเราชอบการเต้นรำมาก ไอเดียจึงเป็นว่าเรากำลังเต้นรำ เธอรู้ความจริง จบลงไป

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.