For Your Information

Paul McCartney: Sued Sony/ATV


พอล แม็กคาร์ตนีย์ฟ้องโซนี/เอทีวี เพื่อยืนยันสิทธิ์ในเพลงที่เขาประพันธ์สมัยเดอะบีตเทิลส์

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะพอลพยายามเรียกกรรมสิทธิ์ในเพลงของเดอะบีตเทิลส์กลับคืนมานับสิบปีแล้ว

สำหรับคนไม่รู้เรื่องราว และสงสัยว่า อ้าว พอลไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงที่ตัวเองเขียนขึ้นหรือ?  ขอเล่าดังนี้

สมัยที่ออกซิงเกิลแรก “เลิฟมีดู” คนที่ดูแลเรื่องการเผยแพร่ (Publisher- การพิมพ์ ทำซ้ำ ) คือบริษัทลูกของอีเอ็มไอ ซึ่งจอร์จ มาร์ติน โปรดิวเซอร์คู่บารมีเดอะบีตเทิลส์มองว่าไม่ค่อยใส่ใจจะทำงานให้เดอะบีตเทิลส์เท่าไหร่ เลยแนะให้เดอะบีตเทิลส์ไปพึ่งพาผู้ดูแลเรื่องการเผยแพร่ชื่อดัง ดิ๊ก เจมส์ ซึ่งอดีตเคยเป็นนักดนตรี จะเข้าใจความสำคัญและคุยกันรู้เรื่องว่าควรโฆษณาประชาสัมพันธ์และดูแลผลประโยชน์ให้สมาชิกเดอะบีตเทิลส์ได้ดีกว่า

ดิ๊กเป็นคนแนะนำให้ตั้งบริษัทดูแลผลประโยชน์ ซึ่งก็คือ นอร์ทเธิร์นซองส์ (Northern Songs) เมื่อปีค.ศ. 1963 หุ้นส่วนสำคัญมีสี่คนคือ ดิ๊ก เจมส์ ไบรอัน เอปสไตน์ (ผู้จัดการวง) จอห์น เลนนอน และ พอล แม็กคาร์ทนีย์ เพื่อดูแลลิขสิทธิ์เพลงของเดอะบีตเทิลส์ ตอนแรกที่ก่อตั้งดูแลลิขสิทธิ์ของจอห์นกับพอล เพราะเป็นคนแต่งเพลงทั้งหมดของเดอะบีตเทิลส์ จึงไม่มีชื่อจอร์จ แฮริสันกับริงโก สตารร์เป็นผู้ถือหุ้น

แต่สิ่งที่เดอะบีตเทิลส์ไม่รู้ก็คือ หุ้นส่วนในบริษัทไม่ใช่ คนละ 25 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็น จอห์นและพอล คนละ 20 เปอร์เซ็นต์ ไบรอันได้ 10 เปอร์เซ็นต์ อีก 50 เปอร์เซ็นต์เป็นของดิ๊กและชาร์ล ซิลเวอร์ (เป็นประธานบริหารบริษัท) เรื่องนี้พอลให้สัมภาษณ์ภายหลังว่าเป็นเพราะเขาไว้ใจไบรอันเป็นอย่างมาก จึงเซ็นสัญญาโดยไม่ได้อ่านข้อความด้วยซ้ำ (ซวยไปนะ)

แต่พอปีค.ศ. 1965 เปลี่ยนแปลงจากบริษัทจำกัด เป็นบริษัทมหาชนเพื่อเลี่ยงภาษี โดยแตกหุ้นออกเป็น 1,250,000 หุ้น เปิดซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งสัดส่วนผู้ถือหุ้น ณ วันที่เข้าตลาดหลักทรัพย์กลายเป็น จอห์น กับ พอล คนละ 15 เปอร์เซ็นต์ ดิ๊กกับชาร์ลรวมกัน 37.5 เปอร์เซ็นต์ ส่วนริงโกกับจอร์จถือหุ้นเพียงคนละ 1.6 เปอร์เซ็นต์

ตอนแรกก็ไม่มีปัญหาอะไร จนกระทั่งไบรอันเสียชีวิตในปีค.ศ. 1967 ก็เริ่มมีปัญหา ช่วงนั้นจอห์นและพอลเดินเกมเพื่อซื้อหุ้นคืนจากดิ๊กและชาร์ล แต่ความขัดแย้งดูจะรุนแรง กลายเป็นว่าดิ๊กและชาร์ลขายหุ้นให้เอทีวี ในช่วงเดือนตุลาคม ค.ศ. 1969 ผลลัพธ์นะตอนนั้นคือเพลงที่จอห์นและพอลแต่งทั้งหมดสมัยอยู่กับเดอะบีตเทิลส์ (ยกเว้นสองเพลงแรกที่อีเอ็มไอครอบครองอยู่) ไปจนเพลงที่พวกเขาทำจนถึงปีค.ศ. 1973 ตกเป็นของบริษัทเอทีวี

พอลเล่าว่าในปีค.ศ. 1981 เมื่อบริษัทแม่ของเอทีวีมีปัญหาทางการเงิน เขาได้รับข้อเสนอให้ซื้อบริษัทนี้ 20 ล้านปอนด์ แต่เนื่องจากไม่ต้องการให้เกิดข้อครหาว่าแย่งชิงลิขสิทธิ์จากจอห์นมาเป็นของตัวเองคนเดียว จึงเชิญโยโกะ ภรรยาม่ายของจอห์นมาร่วมกันซื้อ โยโกะคิดว่าน่าจะซื้อได้ในราคาแค่ 10 ล้านปอนด์ ข้อเสนอเลยล้มไป ปีถัดมาเอทีวีจึงขายหุ้นให้โรเบิร์ต โฮล์ม อะคอร์ต ชาวออสเตรเลียในราคา 60 ล้านปอนด์

ในช่วงเวลาเดียวกัน ไมเคิล แจ็กสัน เริ่มตามซื้อลิขสิทธิ์เพลงมาเป็นของตัวเอง อย่างเช่น “เดอะแวนเดอะเรอร์” ของดีออน เมื่อเขารู้ว่าลิขสิทธิ์เพลงของเดอะบีตเทิลส์อยู่ในมือโรเบิร์ต จึงเจรจาจนสำเร็จในปีค.ศ. 1985 ด้วยจำนวนเงิน 47.5 ล้านดอลลาร์ โดยมีข้อเสนอพิเศษว่าต้องจัดการแสดงพิเศษสำหรับโรเบิร์ตด้วย ต่อมาไมเคิลตั้งบริษัทร่วมกับโซนีชื่อ โซนี/เอทีวี

ปัจจุบัน พอลซื้อลิขสิทธิ์สองเพลงแรก “เลิฟมีดู” กับ “พีเอสไอเลิฟยู” ซึ่งอยู่ในครอบครองของอีเอ็มไอกลับมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980

สำหรับการยื่นฟ้องโซนี/เอทีวี ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือจะให้ลิขสิทธิ์เพลงกลับเป็นของเขาในทันที เพราะยังไงก็ตาม กฎหมายลิขสิทธิ์ปีค.ศ. 1976 บอกไว้ชัดเจนว่าผลงานใดใดที่เกิดขึ้นก่อนปีค.ศ. 1978 จะต้องกลับไปเป็นของผู้สร้างสรรค์เมื่อครบ 56 ปีนับจากวันที่เผยแพร่ ซึ่งจอห์น เลนนอนและพอล แม็กคาร์ธนีย์เริ่มต้นเพลงแรกตั้งแต่ปีค.ศ. 1962 ดังนั้นลิขสิทธิ์จะต้องทะยอยกลับไปสู่พอลในปีค.ศ. 2018 เป็นต้นไป (แล้วแต่ว่าเพลงใดครบกำหนดก่อน)

แต่ที่เขายื่นฟ้อง ก็เพื่อแสดงเจตจำนงว่า เขาเป็นเจ้าของเพลง เมื่อถึงเวลาทางโซนีจะต้องคืนสิทธิ์ครอบครองให้เขา อย่าได้บิดพลิ้ว

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s