George Orwell: 1984


ทุกครั้งที่มีการรัฐประหาร หรือรู้สึกว่าอยู่ในสภาวะเผด็จการ มักจะมีการกล่าวอ้างถึงนิยายเรื่อง 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์เสมอ แม้แต่เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์ได้รับตำแหน่งประธานธิบดีสหรัฐอเมริกาก็ยังมีคนพูดถึง 1984 จนกลายเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่ง เป็นเพราะอะไร?

เกี่ยวกับหนังสือ

ช่วงระหว่างวันที่ 28 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1943 มีการประชุมครั้งสำคัญที่สถานฑูตสหภาพโซเวียตประจำอีหร่าน เรียกว่าการประชุมเตหะราน (Tehran Conference) ระหว่าง โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียต ธีโอดอร์  แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และ วินสตัน เชอร์ชิลล์นายกรัฐมนตรีอังกฤษ สามประเทศที่เป็นสามยักษ์ใหญ่ เหตุการณ์นี้และการแบ่งขั้วเลือกข้างในสงครามโลกครั้งที่สองเป็นแรงบันดาลใจให้จอร์จ ออร์เวลล์นำมาใช้เป็นสภาพจำลองของโลกใน 1984 จอร์จ ออร์เวลล์เคยร่วมสงครามกลางเมืองสเปน ช่วงระหว่างค.ศ. 1936 – 1939 โดยอยู่ฝ่ายพรรคแรงงานสามัคคีนิยมมาร์กซิสต์ แต่แล้วพบว่ากลุ่มผู้นำพรรคเริ่มเปลี่ยนจากลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นเผด็จการสมบูรณ์แบบ ฟรานซิสโก ฟรานโกเป็นผู้นำสเปนตั้งแต่ปฏิวัติสำเร็จในปีค.ศ. 1939 และดำรงตำแหน่งผู้นำจนกระทั่งเสียชีวิตในปีค.ศ. 1975

จอร์จ ออร์เวลล์เขียนเรื่อง 1984 ช่วงระหว่างปีค.ศ. 1947 – 1948 ช่วงนั้นสงครามโลกครั้งที่สองจบแล้วแต่บรรยากาศยังอึมครึม และเป็นช่วงเริ่มยุคสงครามเย็น เดิมทีเขาตั้งใจจะใช้ชื่อเรื่องว่า ลาส์ตแมนออฟยุโรป (Last Man of Europe) แต่เปลี่ยนเป็น 1984 เพราะเฟรด วอร์เบิร์ก ผู้พิมพ์โฆษณาของจอร์จให้คำแนะนำว่ามันจะ “ขาย” มากกว่า ที่มาของชื่อ 1984 ออกจะเป็นปริศนา ความเชื่อหนึ่งอ้างว่าเป็นเพราะสมาคมเฟเบียน (Fabian Society – กลุ่มสังคมนิยมในอังกฤษ) ก่อตั้งเมื่อปีค.ศ. 1884 บ้างก็ว่านิยายเรื่องดิไอออนฮีล ของแจ็ก ลอนดอน ซึ่งเป็นเรื่องโลกไม่พึงประสงค์เกี่ยวกับกลุ่มการเมืองที่ยึดครองบริบูรณ์ในปีค.ศ. 1984 จากบทนำของนิยาย 1984 ฉบับสำนักพิมพ์เพนกวิน เขียนว่าเดิมทีจอร์จจะเขียนให้เหตุการณ์เกิดขึ้นในปีคงศ. 1980 แล้วเปลี่ยนเป็นค.ศ. 1982 แล้วเปลี่ยนเป็น ค.ศ. 1984

เสร็จสมบูรณ์วางจำหน่ายครั้งแรกในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1949

เกี่ยวกับเนื้อหา

1984 กล่าวถึงโลกเลวร้ายในอนาคต (ซึ่งกลายเป็นอดีตไปแล้วในปัจจุบัน) โลกเหลือเพียง 3 รัฐใหญ่ (ในนิยายใช้คำว่า Super State)  คือโอเชียเนีย ยูเรเซีย และอีสเตเซีย (ถ้าเป็นเรื่องจริง ประเทศไทยคงอยู่ในอิสเตเซีย) และยังมีเขตอิสระที่อยู่ในแนวกันชนของทั้งสามรัฐซึ่งทั้งสามรัฐก็พยายามครอบครองดินแดนอิสระเหล่านั้นให้ได้

เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้น ณ ลอนดอน เมืองหลวงของแอร์สตริปวัน (หรือประเทศอังกฤษ) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโอเชียเนีย ภายใต้การปกครองของพรรคสังคมนิยมอังกฤษ (English Socialism แต่ “ภาษาใหม่” ใช้คำว่า Ingsoc) ระบบปกครองใช้วิธีโฆษณาชวนเชื่อให้เคารพเชื่อฟัง “พี่ใหญ่” (Big Brother) ทุกคนจะต้องคิดเหมือนกันหมดใครคิดแตกแยกไปจากที่พี่ใหญ่กำหนดถือเป็นอาชญากรรมทางความคิด และมีตำรวจความคิดคอยดูแลใกล้ชิด ทุกหนแห่งแม้แต่ในสถานที่ส่วนตัวก็มีเครื่องฉายภาพซึ่งปิดไม่ได้ ทำหน้าที่เป็นกล้องสอดส่องประชาชนและคอยฉายภาพพี่ใหญ่พร้อมสโลแกน พี่ใหญ่กำลังมองคุณอยู่ (BIG BROTHER IS WATCHING YOU) หรือไม่ก็เป็นโฆษณาชวนเชื่อเรื่องต่าง ๆ ทุกคนต้องเชื่อตามคำขวัญของพรรค

WAR IS PEACE สงครามคือสันติภาพ

FREEDOM IS SLAVERY เสรีภาพคือการเป็นทาส

IGNORANCE IS STRENGTH ความไม่รู้คือพลัง

ระบบการปกครองใน 1984 เป็นระบบเผด็จการสมบูรณ์แบบ ครอบงำความคิดจากก้นบึ้งของความติด ผ่านสี่กระทรวงคือ กระทรวงสันติภาพ (สำหรับทำสงครามเพื่อสันติภาพ) กระทรวงความจริง (สำหรับเผยแพร่ความจริงจากรัฐ) กระทรวงเศรษฐกิจ (สำหรับควบคุมการลงทุนและระบบการเงิน) กระทรวงความรัก (สำหรับควบคุมคัดสรรและคัดเลือกเผ่าพันธุ์ประชากร)

ระบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ (totalitarianism)

ลดความเป็นปัจเจกชน

สภาพหนึ่งในโอเชียเนียที่น่าสนใจคือ ไม่ปล่อยพื้นที่ว่างสำหรับปัจเจกชนทุกสิ่งอยู่ภายใต้การเฝ้าดูของพรรคอิงซ็อค ทุกหนแห่งในโอเซียเนียจะมีเทเลสกรีน หรือจอภาพขนาดใหญ่ฉายภาพโฆษณาชวนเชื่อและข้อความสื่อสารสั่งการของพี่ใหญ่ แม้แต่ในบ้านซึ่งเป็นสถานที่ส่วนตัวก็ไม่เว้น จอภาพนี้ปิดไม่ได้และยังทำหน้าที่เป็นกล้องโทรทัศน์คอยจับตาการเคลื่อนไหวพูดคุย ไม่ว่าใครก็ไม่มีเวลาคิดหรือพูดคุยซึ่งจะนำไปสู่การจับกลุ่มคิดและทำตัวแปลกแยกไปจากสังคมที่พรรคชี้นำ การกระทำมีทั้งแบบเปิดเผยและแอบแฝง เช่นโอไบรอัน บุคคลที่วินสตันคิดว่าจะเป็นเพื่อนต่อต้านรัฐ กลับกลายเป็นสายลับของรัฐ

ทุกคนจึงระมัดระวังตัว เพราะ “พี่ใหญ่เฝ้ามองคุณอยู่”

แต่ชนชั้นแรงงานส่วนใหญ่ไม่โดนบังคับให้มีเทเลสกรีนในบ้าน เหมือน “สมาชิกพรรควงนอก” ไม่ใช่เพราะได้รับอภิสิทธิ์อะไร แต่พรรคมองชนชั้นแรงงานไม่ต่างจากสัตว์ Proles and animals are free เพราะพวกเขามองว่าสามารถควบคุมชนชั้นแรงงานได้โดยการมอมเมาวิธีอื่น

ในความเป็นจริงไม่นานมานี้ เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดนก็ได้เปิดเผยโครงการปริซึมและการดำเนินงานต่าง ๆ ของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติ (เอ็นเอสเอ) ของสหรัฐที่แทรกซึมดักฟังการติดต่อสื่อสารของประชาชน

ลัทธิบูชาบุคคล Cult of Personality

กลุ่มผู้นำรัฐโอเชียเนียใช้ลัทธิบูชาบุคคลสร้าง พี่ใหญ่ ขึ้นมา พี่ใหญ่ผู้นี้ตามเรื่องเล่าของพรรคก็คือผู้นำพรรคอิงซ็อค (Ingsoc) หรือ England Socialist) ซึ่งสามารถแย่งชิงการนำได้แบบเบ็ดเสร็จหลังสหรัฐอเมริกาควบรวมกับอังกฤษและอัฟริกาใต้ไม่นาน เขาและเอมมานูเอล โกลด์สตีนได้วางรากฐานและระบบต่าง ๆ จนกระทั่งเอมมานูเอลเริ่มรู้สึกว่าพี่ใหญ่เปลี่ยนอุดมการณ์ไปจากเดิม ภายหลังจึงแยกตัวมาตั้งกลุ่มบราเธอร์ฮู้ดซึ่งมีวัตถุประสงค์ล้มพรรคอิงซ็อค

แต่ใน 1984 ไม่ได้เอ่ยว่าพี่ใหญ่ชื่อจริงว่าอะไร หรือ ตัวจริงอายุเท่าไหร่ อาจจะไม่มีตัวตนอยู่จริงก็ได้ เช่นเดียวกับเอมมานูเอล โกลด์สตีนอาจไม่มีอยู่จริงอีกแล้วเพราะข้อมูลทั้งหมดที่ประชาชนรู้มาจากการสร้างของรัฐเท่านั้น บทบาทของทั้งสองคนในนิยายเป็นสัญลักษณ์มากกว่า

ลัทธิบูชาตัวบุคคลในโลกความจริง มีทั้งอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เบนิโต มุสโสลินี ฟรานซิสโก ฟรานโก หรืออาจจะเป็นโจเซฟ สตาลิน ผู้นำลัทธิมาร์กซิสต์มาดัดแปลงเพื่อผลประโยชน์ในการปกครองในแบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะบทบาทของพี่ใหญ่และเอมมานูเอล โกลด์สตีนก็คล้ายกับโจเซฟ สตาลินกับเลออน ทรอตสกี

ความเชื่อลวง Pseudophilosophy

ความสำเร็จของพรรคอิงซ็อคเกิดจากทำให้ประชาชนมีความเชื่อแบบผิด ๆ อย่างคำขวัญของพรรคคือ สงครามคือสันติภาพ เสรีภาพคือการเป็นทาส ความไม่รู้คือพลัง ด้วยเหตุนี้ชนชั้นแรงงานจึงไม่จำเป็นต้องติดตั้งจอภาพในบ้านเหมือนสมาชิกพรรควงนอก เพราะพรรคล้างสมองเบ็ดเสร็จ แต่ก็ยังมีสายลับคอยแทรกซึมเพื่อกำกับอีกชั้นหนึ่ง

การสร้างความเชื่อลวง ต้องสร้างความจริงลวงขึ้นมา และเป็นตัวอย่างอันดีของคำว่า ผู้ชนะคือผู้เขียนประวัติศาสตร์ เพราะพวกเขาจะแก้ไขประวัติศาสตร์ รวมทั้งสร้างหลักฐานขึ้นมาด้วยความเชื่อมั่นว่า ใครที่ควบคุมอดีตได้ก็จะควบคุมปัจจุบันและอนาคตได้ อย่างเช่นวินสตัน สมิธ ตัวเอกของเรื่องทำงานอยู่ในกระทรวงความจริง มีหน้าที่เขียนประวัติศาสตร์และสร้างหลักฐานเพื่อสนับสนุนความจริงตามหน้าที่หลักของกระทรวงความจริงคือจัดการข่าวสารทุกรูปแบบให้ประชาชนรับรู้และเชื่อในสิ่งที่ผู้นำพรรคอยากให้รู้

การสร้างความเชื่อลวงแบบนี้ขึ้นมาได้ต้องควบคุมการรับรู้ทุกวิถีทาง ซึ่งทำได้ยากในปัจจุบันที่อินเตอร์เน็ตเข้าถึงทุกที่ แต่ก็มีเช่นประเทศจีนจำกัดการรับรู้ด้วยวิธีการหลากหลาย หรือเกาหลีเหนือที่ควบคุมทุกสื่อ หรือแม้แต่ประเด็นซิงเกิลเกตเวย์ที่เคยพูดถึงในประเทศไทย

ความคิดสองชั้น (Double Think)

เครื่องมือหนึ่งที่พรรคอิงซ็อคใช้คือ “ความคิดสองชั้น” (Double Think) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของพรรคอินซ็อค เพราะเป็นเครื่องมือควบคุมความเชื่อที่ขัดแย้งในใจของคนให้ยอมรับความหมายทั้งสองทาง คือเชื่ออย่างจริงใจเต็มใจทั้งที่รู้ว่าเป็นเท็จ หรือเชื่อในสิ่งนั้นโดยไม่ไตร่ตรอง เช่นเชื่อว่าแม่ชีปัดระเบิดปรมาณูที่หย่อนลงกรุงเทพไปตกที่ฮิโรชิมาหรือนางาซากิ ทั้งที่ความจริงคือเครื่องบินไม่มีแนวโน้มจะบินมากรุงเทพเพราะไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์สำคัญแต่อย่างใด

ด้วยวิธีนี้นี้เหมือนฝังความทรงจำลงในหัวเลยว่าจะให้รับรู้เรื่องใดอย่างไร โดยใช้เทคนิคเล่นกับความจริง และเป็นการทำให้ประชาชนไม่เชื่อความจริง (หรือคิดว่าความจริงคือเรื่องหลอกลวง) หันมาเคารพการนำของพรรคอย่างหมดหัวใจ ดังที่บอกไว้ในนิยายว่า In the end the Party would announce that two and two made five, and you would have to believe it. ท้ายที่สุดถ้าพรรคประกาศว่าสองบวกสองเท่ากับห้าแล้ว คุณก็จะเชื่ออย่างนั้น

ภาษาใหม่ (Newspeak)

การสร้างความจริงลวง ต้องควบคุมความคิดและเครื่องมือสำคัญอีกอย่างคือภาษา โดยพรรคอินซ็อคได้สร้างภาษาใหม่ หรือ Newspeak ขึ้นมาแทน ภาษาเก่า หรือ Oldspeak ซึ่งหมายถึงภาษาอังกฤษ ตัวอย่างที่ชัดเจนก็คือจากชื่อพรรค English Socialism กลายเป็น Ingsoc หรือ

  • Ministry of Love กลายเป็น miniluv
  • Ministry of Peace กลายเป็น minipax
  • Ministry of Truth กลายเป็น minitrue
  • Ministry of Plenty กลายเป็น miniplenty

แต่ภาษาใหม่ไม่ได้มีแค่ใช้แทนคำเดิมหรือใช้เป็นสื่อกลางการสื่อสาร แต่ใช้เป็นเครื่องมือกำหนดความคิดประชาชน ให้คิดน้อยลงจะได้ปกครองง่ายขึ้น

ภาษาใหม่เปลี่ยนโครงสร้างไวยากรณ์ทั้งหมดและให้เหลือคำศัพท์น้อยลง คำที่ใช้แทนกันได้จะยุบให้เหลือเพียง 1 เดียวโดยไม่สนใจว่าเป็นคำนามหรือกริยาเช่น เช่นจะไม่ใช้ Thought ให้ใช้ Think เช่นในนิยายใช้คำว่า Crimethink แต่ตามหลักภาษาจะต้องใช้ Thoughtcrime หรือ Good ถ้าเป็นคำตรงข้ามให้ใช้ Ungood แทนที่จะเป็น Bad ขณะเดียวกัน บางคำก็เลือกเก็บคำที่มีความหมายเชิงลบเอาไว้ เช่น ไม่เย็น (Uncold) ใช้แทน อุ่น (Warm) เพราะคำว่าเย็นจะให้ภาพทางลบ คำในกลุ่มนี้จึงใช้ Uncold (ไม่เย็น) Cold (เย็น) Pluscold (หนาว) และ Doublepluscold (หนาวมาก)

โดยเชื่อว่ายิ่งศัพท์น้อยลงเท่าไหร่จะทำให้คนคิดน้อยลงและยิ่งโง่มากขึ้นสามารถควบคุมได้ง่าย เขียนถึงตรงนี้แล้วนึกถึงสมัยปฏิวัฒนธรรมของจีนช่วงปีค.ศ. 1966 เป็นต้นมาจนเหมาเจ๋อตุงเสียชีวิต และก็นึกถึงสมัย จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วสั่งปรับปรุงวัฒนธรรมและภาษาไทย

1984 โลกไม่พึงประสงค์

นิยาย 1984 สร้างโลกที่น่ารังเกียจและหวาดกลัวภายใต้ระบบเผด็จการสมบูรณ์แบบ โดยเน้นล้างสมองสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง และท้ายสุดสร้างบรรยากาศความกลัวเพื่อให้ปกครองง่าย มีตำรวจความคิดตามจับคนที่คิดออกนอกลู่นอกทาง และไม่มีใครไว้วางใจเพราะคนที่คุยด้วยอาจะเป็นสายลับของพรรค

การเอ่ยอ้างความเท่าเทียมซึ่งก็ไม่ได้ทำให้เกิดความเท่าเทียม แม้จะบอกว่าทุกคนจะเท่าเทียมด้วยความรักและเมตตา แต่ความจริงโอเชียเนียมีชนชั้นสามระดับ คือ “สมาชิกพรรคระดับวงใน” (Inner Party) ที่เป็นระดับผู้นำ “สมาชิกพรรคระดับวงนอก” (Outer Party) เป็นเจ้าหน้าที่คอยรับใช้และทำตาม “คนในพรรค” สั่ง และสุดท้ายคือประชากร 85 เปอร์เซนต์ในประเทศเป็นแค่โพรล (Proles หรือ Proletariat แปลว่าชนชั้นแรงงานก็ได้ ประชาชนธรรมดาสามัญก็ได้)

น่าสังเกตว่าพี่ใหญ่ไม่ได้สนใจเฝ้ามองชนชั้นแรงงานเข้มงวดเต็มร้อย อย่างที่เฝ้าดูสมาชิกวงนอกและวงใจพรรคเพราะมองว่าคนกลุ่มนี้มีหน้าที่แค่ทำงานและสืบพันธุ์ แต่พรรคให้ความหวังและความฝันว่าชนชั้นแรงงานเหล่านี้มีอิสระเสรี พรรคใช้เครื่องจักรผลิตความบันเทิงหลากหลายแขนง ไม่ว่าจะเป็นเพลง นิยาย และสื่ออื่น ๆ เพื่อหลอกให้ชนชั้นแรงงานเหล่านี้เพ้อฝันไปวันวัน ใช้ชีวิตหมกมุ่นเรื่องทางเพศ เป็นผลงานอะไรก็ได้ที่จะไม่มีเนื้อหาอะไรให้คนอ่านสะดุดใจคิดเรื่องต่อต้านพรรค ปล่อยให้ชนชั้นแรงงานเพ้อฝันว่าจะรวยด้วยสลากกินแบ่ง มีการซื้อขายสินค้าเสรีที่ความจริงแล้วไม่เสรีจริงเพราะระบบเศรษฐกิจและผลิตผลทุกประการล้วนอยู่ในมือพรรค ขณะเดียวกันสายลับของพรรคจะแทรกซึมคอยปล่อยข่าวลือ และกำจัดคนที่มีแนวโน้มจะแปลกแยกต่อต้านพรรค

If there is hope,’ wrote Winston, ‘it lies in the proles. “ถ้ามันมียังมีความหวัง” วินสตันเขียน “มันอยู่กับชนชั้นแรงงาน” If there was hope, it MUST lie in the proles “ถ้ามันยังมีความหวังอยู่ มันต้องอยู่ในชนชนแรงงาน” วินสตันเขียนเช่นนี้เพราะเขารู้สึกว่าชนชั้นแรงงานเหล่านี้ยังมีอารมณ์และชีวิตเหมือนมนุษย์ทั่วไปมากกว่าโดนควบคุมล้างสมองกว่าอีกสองชนชั้น

ท้ายที่สุด วินสตันก็พ่ายแพ้ เขาโดนล้างสมองด้วยวิธีทารุณในห้องหมายเลข 101 ห้องที่น่าหวาดกลัวจนเขาต้องตะโกนออกมาว่า “ไปทำกับจูเลีย อย่าทำผม ผมไม่สนใจว่าคุณจะทำอะไรกับเธอบ้าง ลอกผิวหน้าเธอออกหรือว่าสับกระดูกเธอ แต่อย่าทำกับผม ทำกับจูเลีย อย่างทำผม”

ช่างเป็นวีรบุรุษในอุดมคติที่โบ้ยไปให้หญิงคนรัก หมดกันผู้หาญกล้า และสุดท้ายเขาก็กลายเป็นพลเมืองธรรมดาสามัญที่เคารพรักเชิดชูพี่ใหญ่ไม่ต่างจากคนอื่น

Advertisements

3 Replies to “George Orwell: 1984”

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.