For Your Information,Glamorous Days

Shrapnel Records


ว่ากันว่าดนตรีร็อก/เมทัลทศวรรษ 1980 เป็นยุคของพวก “บ้ากีตาร์” เหล่าเชร็ดเตอร์ดาหน้าออกมาเป็นกีตาร์ฮีโรให้เหล่าสาวกเชิดชูบูชา จีไอที (Guitar Institute of Technology ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Musician Institute) กลายเป็นแหล่งผลิตมือกีตาร์หน้าใหม่ที่มีทั้งทักษะความชำนาญและศาสตร์ดนตรี ไม่มีอีกแล้วประเภทครูพักลักจำแล้วเก่งทะลุฟ้าอย่างจิมี เฮนดริกซ์ มือกีตาร์ยุคนี้ล้านอ่านโน้ตดนตรีคล่องราวกับอ่านเอบีซี

และมีบริษัทดนตรีที่ขึ้นชื่อลือชาว่าเป็นแหล่งรวมเหล่ายอดฝีมือทางกีตาร์ไว้มากมายมหาศาล ชื่อว่า แชรปเนลเร็คคอร์ดส (Shrapnel Records)

บุคคลผู้อยู่เบื้องหลัง (และเบื้องหน้า) บริษัทแชรปเนลก็คือ ไมค์ วาร์นีย์ อดีตมือเบสวงเดอะนันส์ยุคแรก ประมาณช่วงปีค.ศ. 1978 – 1979 ต่อมาเป็นมือกีตาร์ให้วงเดอะร็อกกี้ ซัลลิแวน แบนด์ แถมยังเข้าตามาร์ตี แบลิน มือกีตาร์เจฟเฟอร์สันสตาร์ชิปจนได้ร่วมกันเขียนละครเพลง ร็อกจัสติส และไมค์เอาเงินที่ได้จากละครเพลงร็อกจัสติส บวกขอยืมเงินจากพ่อมาก่อตั้งบริษัทแชรปเนลเร็คคอร์ดสโดยเน้นทำวงดนตรีฮาร์ดร็อกและเมทัลที่มือกีตาร์ฝีมือโดดเด่น ออกอัลบั้มแรกเป็นอัลบั้มรวมเพลง ชื่อ ยูเอสเมทัล (อันซังกีตาร์ฮีโรส์) [U.S. Metal (Unsung Guitar Heroes)] อัลบั้มนี้เน้นเฮฟวีเมทัลหน้าใหม่ไฟแรง และส่วนใหญ่ก็เงียบหายไป มีเพียงเดอะร็อดส์ (The Rodz) วงเดียวที่พอจะมีชื่อเสียงบ้าง เพราะเดวิด ฟีนสตีน มือกีตาร์/นักร้องนำ เคยอยู่วงเอลฟ์ วงเก่าของรอนนี เจมส์ ดีโอก่อนไปอยู่กับเรนโบว์ ส่วนวงที่เหลือก็เงียบหายไป

ปีค.ศ. 1982 นิตยสารกีตาร์เพลเยอร์เริ่มหันมาหาดนตรีเมทัลบ้าง จากที่ก่อนหน้านั้นไม่มีเนื้ออะไรเกี่ยวกับเฮฟวีเมทัลเลย แต่กระแสเมทัลทั้งนิวเวฟออฟบริติชเฮฟวีเมทัลและแกล็มเมทัลเริ่มร้อนแรง ไมค์ วาร์นึย์ก็มองเห็นโอกาส เขาเสนอตัวทำคอลัมน์สปอร์ตไลต์แนะนำมือกีตาร์หน้าใหม่ฝีมือดี ทอม วีลเลอร์บรรณาธิการบริหารนิตยสารกีตาร์เพลเยอร์ในขณะนั้นเล็งเห็นแล้วว่าไมค์คงหาทางใช้หน้ากระดาษของกีตาร์เพลเยอร์มาสร้างฐานสำหรับบริษัทแชรปแนล แต่เขาก็พร้อมลองเสี่ยงโดยถือว่าอย่างน้อยกีตาร์เพลเยอร์ก็จะได้ฐานคนอ่านและเข้าร่วมกระแสเฮฟวีเมทัลด้วย

เมื่อไมค์ทำคอลัมน์สปอร์ตไลต์ ก็มีมือกีตาร์จากทุกสารทิศส่งเทปมาให้เขาฟัง ในจำนวนนั้นคือมาร์ตี ฟรีดแมน ซึ่งส่งเดโมเทปให้ไมค์ฟัง แล้วไมค์ตอบกลับไปว่า ท่อนลีดกีตาร์ยังน้อยไป เล่นลีดกีตาร์ให้มากขึ้นแล้วค่อยส่งมาให้ฟังใหม่ มาร์ตี้เลยกลับไปทำเพลงใหม่ ซึ่งเขาบอกว่ามัน “เล่นมากเกินไป” แต่ถูกใจไมค์จนเขาเอาเพลงของวงวิเซนของมาร์ตี ไปรวมในอัลบั้ม ยูเอสเมทัล (อันซังกีตาร์ฮีโรส์) ทู อัลบั้มนี้กลายเป็นชุดแจ้งเกิดของวงดนตรีและนักดนตรีเมทัลชื่อดังหลายคน เช่น วงไวลด์ด็อกส์ ที่ได้ออกอัลบั้มตามมาสองสามชุด (และมือกลองวงนี้คือดีน คาสโทรโนโว) วงเอ็กไซเตอร์ วงแทรชเมทัลรุ่นบุกเบิกที่ทำอัลบั้มออกมาหลายชุด แต่ไม่ดังระดับแนวหน้าเสียที วงเวอจินสตีล ยอดวงเมทัลที่ทำงานต่อเนื่องยาวนาน วงเลอแมน ซึ่งมีมือกีตาร์ชื่อ ดีเร็ก ฟริโก ซึ่งต่อมาเป็นมือกีตาร์ให้วงอีนัฟซีนัฟ (แต่น่าเสียดายที่เสียชีวิตจากเสพยาเกินขนาด) มีมือกีตาร์ ไมค์ บาติโอ ซึ่งต่อมารู้จักในชื่อ ไมเคิล แอนเจโล หรือ ไมเคิล แอนเจโล บาติโอ สุดยอดมือกีตาร์เล่นเร็วประมาณ 1,000,000 โน้ตต่อวินาที

แต่จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์จริง ๆ เกิดขึ้นเมื่อไมค์ วาร์นีย์ได้รับเดโมเทปจากชายหนุ่มชาวสวีเดนชื่อ อิงเว เจ มาล์มสทีน

“ตอนผมฟังอิงเว ผมไม่อยากเชื่อเลย เขาเล่นกีตาร์แบบรับอิทธิพลจากสายคลาสสิคัลแต่เล่นด้วยความเร็วน่าเหลือเชื่อ ผมรู้ตั้งแต่ตอนนั้นเลยว่าเขาจะต้องเป็นอิทธิพลยิ่งใหญ่ต่อมือกีตาร์อเมริกันต่อไปแน่ ๆ” ไมค์ วาร์นีย์บอก หลังจากฟังเทปของอิงเวเขาก็โทรศัพท์ตามตัวอิงเวให้มาอเมริกา ซึ่งอิงเวรำลึกความหลังว่า “ตอนนั้นผมมีวง มีแฟน มีแมว มีสตูดิโอ แต่ช่างหัวแม่ง ผมจะไป เหมือนไวกิ้งไง”

ไมค์จับอิงเวให้ร่วมงานกับสตีลเลอร์ ซึ่งกำลังขาดมือกีตาร์อยู่พอดี แต่สตีลเลอร์ทำอัลบั้มได้แค่ชุดเดียว อิงเวก็ลาออกจากวงเมื่อได้รับการทาบทามจากวงอัลคาทราซ

“ผมรู้ว่าอิงเวทะเยอทะยานมากเกินกว่าจะอยู่กับแชรปแนลได้นาน เขาก็จากไปและที่เหลือก็เป็นประวัติศาสตร์” ไมค์ วาร์นีย์ออกแนวปลงที่เพชรเม็ดงามที่บรรจงเจียระไนหลุดมือไป แต่เขาก็มีมือกีตาร์มากมายที่เข้ามาทดแทน อย่างเช่น วินนี มัวร์ ซึ่งได้ลงคอลัมน์สปอร์ตไลต์ฉบับมกราคม 1985 ทำให้เขาได้งานเล่นดนตรีประกอบโฆษณาเป๊ปซี และออกอัลบั้มกับแชรปเนล

มือกีตาร์อีกคน โทนี แม็กอัลไพน์เสนอเดโมเทปให้ไมค์ในนามวงดนตรี เป็นเมทัลตามสมัยนิยมแต่ไมค์นินทาว่านักร้องนำร้องเพี้ยนหลุดคีย์เลยไม่ค่อยสนใจวงของโทนีเท่าไหร่ โทนีส่งเทปให้ไมค์ฟังเรื่อย ๆ จนกระทั่งสุดท้ายส่งเป็นเพลงบรรเลงที่จับใจไมค์เข้าจนได้ โทนีได้ออกอัลบั้มเดี่ยว และกลายเป็นทีมงานของแชรปเนล ช่วยเล่นกีตาร์และคีย์บอร์ด (เช่นงานเดี่ยวชุดแรกของวินนี มัวร์) และเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับนักดนตรีที่ออกอัลบั้ม

หรือ พอล กิลเบิร์ต ซึ่งตอนอายุ 15 คิดว่าตัวเองฝีมือดีมากอยากจะเข้าร่วมวงของออสซี ออสบอร์น เพราะขณะนั้นแรนดี โรดส์เพิ่งเสียชีวิตเป็นข่าวใหญ่โต เขาคิดว่าการส่งเทปการเล่นเพลงของออสซีทั้งหมดให้ไมค์ฟัง แล้วบอกเจตนารมณ์ชัดเจนว่าอยากให้ไมค์ส่งเสริมให้เขาเป็นมือกีตาร์ข้างกายออสซี่หน่อย ซึ่งไมค์ได้ฟังที่เขาเล่นทั้งหมดแล้วก็ตอบกลับไปว่า “ผมไม่คิดว่าออสซีอยากได้เด็กอายุ 15 เป็นมือกีตาร์หรอกนะ แต่ผมชอบการเล่นของคุณ ส่งเพลงของตัวเองมาให้ผมสิ บางทีเราอาจจะทำอัลบั้มกัน”

พอไมค์ได้รับเทปของพอล เขาก็ให้ความคิดเห็นคล้าย ๆ ที่ให้มาร์ตี นั่นคือ เสียงกีตาร์ยังไม่พอ เมื่อพอลเถียงว่าเขาอยากเป็นอย่างแวนเฮเลน ให้ความสำคัญกับเพลงมากกว่า ไมค์ก็ตอบกลับว่า คุณมีเวลาทั้งชีวิตทำอย่างที่อยากทำ แต่ตอนนี้เติมช่องว่างด้วยกีตาร์และต้องทำให้มันเข้มข้นด้วยนะ

นอกเหนือจากทำอัลบั้มกีตาร์แล้ว ไมค์รู้ดีว่าเพลงที่มีเสียงร้องจะขายได้ง่ายกว่า เขาจึงสนับสนุนให้วงดนตรีแจ้งเกิดด้วย “ไมค์มีความสามารถพิเศษที่ดังนักดนตรีที่แตกต่างกันมาเล่นด้วยกันได้” โทนี แม็กอัลไพล์ สุดยอดมือกีตาร์ผู้เคยร่วมงานกับไมค์ วาร์นีย์เอ่ยชื่นชม ตัวอย่างของการผสมผสานก็เช่น จับอิงเวมาร่วมงานกับวงสตีลเลอร์ ดึงมาร์ตี ฟรีดแมนมาร่วมงานกับเจสัน เบ็คเกอร์ ในนามคาโคโฟนี รวมรวมวงเรเซอร์เอ็กซ์ให้พอล กิลเบิร์ต และ มาร์ส (M.A.R.S. – MacAlpine Aldridge Rock Sarzo) วงคนดังคือ ทอมมี อัลดิดจ์ (มือกลอง) รูดี ซาร์โซ (มือเบส) และบ็อบ ร็อก (นักร้องนำ)

มาร์ตี เล่าเบื้องหลังความเป็นมาของคาโคโฟนีไว้ว่า “อัลบั้มแรกของคาโคโฟนีความจริงเป็นงานเดี่ยวของผม ผมเขียนเพลงไว้ 80 หรือ 90 เปอร์เซ็นต์และกำลังจะเข้าสตูดิโอบันทึกเสียง ไมค์ก็มาหาแล้วเอาเทปการเล่นของเจสันมาให้ผมฟัง บอกว่า คุณต้องเด็กอายุ 16 คนนี้ ผมเลยเชิญเจสันไปที่อพาร์ตเมนต์ เอาใจไมค์เสียหน่อย แล้วผมก็ตกหลุมรักเด็กคนนี้ ถ้าผมเล่นอะไร ซึ่งปกติจะเป็นการเล่นที่บ้าบอที่ผมมั่นใจว่าไม่มีใครเล่นมาก่อน เขาเล่นกลับมาได้เลย”

แชรปเนลเป็นแค่บริษัทเล็ก ๆ ยอดจำหน่ายอัลบั้มไม่ได้มากมายนัก ส่วนใหญ่หมดไปกับการบันทึกเสียง ที่ไมค์ต้องมาทำหน้าที่โปรดิวเซอร์เองเพื่อประหยัดงบ หนึ่งในวิธีประหยัดต้นทุนคือ ต้องบันทึกเสียงและมิกซ์ให้เสร็จภายในเวลา 100 ชั่วโมง อย่างอัลบั้มของฮาวายได้งบทำอัลบั้มเพียง 800 ดอลลาร์เท่านั้น หน้าปกจึงออกมาแย่หน่อย ราวกับเป็นงานดีไอวายของวงใต้ดิน มาร์ตีก็ไม่ชอบแต่เขาก็เข้าใจ แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่าในขณะที่วงสังกัดบริษัทใหญ่มีโฆษณาในนิตยสาร ทำมิวสิกวิดีโอโผล่หน้าในเอ็มทีวี ออกทัวร์ระดับประเทศหรือระดับโลก แต่สำหรับแชรปแนลแล้วมีแค่ทำอัลบั้มเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นเพราะไม่มีงบเหลือ นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งทำให้บรรดามือกีตาร์ยุคแรกต่างหันเหไปสู่บริษัทอื่น

แต่เพราะแชรปเนลนี่แหละ ทำให้คำว่า เชร็ดเดอร์ (shedder) เริ่มแพร่หลาย ใช้เรียกมือกีตาร์ที่มีเทคนิคล้ำเลิศราวกับไม่ใช่คน

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s