Run-DMC and Aerosmith: Walk This Way


ตั้งแต่โจ เพอรีลาออกจากวงแอโรสมิธในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1979 (แต่ในหนังสืออัตชีวประวัติของสตีเวน ไทเลอร์บอกว่าเขาเป็นคนไล่โจออกจากวง) สถานการณ์ในวงแอโรสมิธก็ดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากกระแสความนิยมดนตรีเปลี่ยนไป แต่ส่วนใหญ่เป็นเพราะสมาชิกวงเกิดความบาดหมางติดเหล้าติดยาอย่างหนัก โดยเฉพาะสตีเวน ไทเลอร์นักร้องนำของวงที่ติดยางอมแงมจนถึงขั้นหมดสติบนเวที จนถึงที่สุดแบรด วิตฟอร์ดก็ลาออกจากวงไปอีกคนขณะเริ่มบันทึกเสียงอัลบั้มร็อกอินอะฮาร์ดเพลส

แต่หลังจากที่แตกแยกกันไปคนละทางสองทางแล้วไม่มีใครประสบความสำเร็จสักคน

รวมกันเราอยู่ แยกกันอดตาย!

ทิม คอลลินส์ ผู้จัดการส่วนตัวของโจ เพอรีมองเห็นอนาคตลูกค้าตัวเองแล้วว่าถ้าโจยังฉายเดี่ยวท่าทางจะดิ่งเหว เขาเริ่มเสนอความคิดให้โจลองทบทวนวางความบาดหมางในอดีต ผลักดันให้โจปรับปรุงตัวเสียใหม่ให้ห่างไกลยาเสพติด และหาทางนัดหมายให้โจได้พบสตีเวน ไทเลอร์เพื่อนเก่าเพื่อหาความเป็นไปได้ที่จะกลับมารวมตัวกันใหม่

ระหว่างนั้นทิมก็ติดต่อแบรด วิตฟอร์ดเพื่อทาบทามให้เขากลับมารวมตัวแอโรสมิธ ทิมจัดแจงจนแบรดและโจไปดูการแสดงสดของแอโรสมิธที่ออเฟียมเธียเตอร์ในบอสตัน ค่ำคืนวันวาเลนไทน์ปีค.ศ. 1984 และได้พบปะพูดคุยกับสมาชิกแอโรสมิธหลังคอนเสิร์ต นำไปสู่การนัดหมายพูดคุยเรื่องการกลับมาร่วมวงกันใหม่ที่บ้านของทอม แฮมิลตัน

เวลานั้นแอโรสมิธทั้ง 5 คนเต็มใจจะกลับมารวมตัวกัน ติดขัดตรงที่ใครเป็นผู้จัดการวง ระหว่าง  เดวิด เครบส์ ที่ยังมีสัญญาอยู่กับแอโรสมิธ แต่โจอยากให้ทิม ผู้จัดการของเขาเป็นผู้จัดการวงเพราะมีปัญหากับเดวิดเป็นการส่วนตัว

เดวิดก็รู้ตัวว่ากำลังจะโดนเขี่ยออกจากวง เขาแก้เกมด้วยการเร่งให้แอโรสมิธเข้าสตูดิโอเพื่อทำอัลบั้มใหม่ต่อไปโดยใช้ไลน์อัปที่มีจิมมี เคสโปกับริก ดูเฟย์เป็นมือกีตาร์ แต่สตีเวนไม่ยอมเขียนเนื้อเพลงเสียอย่างนั้น แต่อย่างไรก็ตาม ในที่สุดแอโรสมิธยุคคลาสสิกไลน์อัปก็กลับมารวมตัวกันจนได้ พร้อมเขี่ยเดวิด เครบส์ออกจากวง ตั้งทิม คอลลินส์เป็นผู้จัดการซึ่งทำให้ได้เซ็นสัญญากับเกฟเฟน แน่นอนว่าเดวิดดำเนินการทางกฎหมายเพื่อเรียกค่าเสียหายจากวงเป็นตัวเลขไม่น้อย

แต่ถึงแม้ว่าจะกลับมารวมตัวกัน สถานการณ์ของแอโรสมิธก็ไม่ใช่ว่าจะดีขึ้น ทัวร์ แบ็กอินเดอะแซดเดิล ประสบความสำเร็จด้วยดี เมื่อเทียบกับการออกทัวร์ในช่วงหลายปีก่อนหน้าแต่ก็เทียบกับสมัยที่พวกเขารุ่งเรืองไม่ได้ อัลบั้มดันวิธมิเรอรส์ อาจจะได้มีคำชื่นชมอยู่บ้าง แต่ยอดจำหน่ายก็ไม่ใช่ว่าดี ปัญหาเรื่องยาเสพติดโดยเฉพาะตัวสตีเวน ไทเลอร์ยังเป็นปัญหาหนักที่ทิมยังแก้ไม่ตก แต่ก็พยายามผลักดันบีบบังคับให้สตีเวนทำความสะอาดตัวเองเสียที แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะสำเร็จจนทำท่าเหมือนว่าอนาคตของแอโรสมิธท่าทางจะริบหรี่

แต่โอกาสกลับมาอยู่ข้างแอโรสมิธอย่างไม่คาดคิด เมื่อริก รูบินกำลังดูแลการผลิตอัลบั้มเรซซิงเฮลของรัน-ดีเอ็มซี ได้พูดคุยกับซู คัมมิงส์ บรรณาธิการนิตยสารสปินแล้วได้ไอเดียว่าน่าจะเอา “วอล์กดิสเวย์” ของแอโรสมิธมาให้รัน-ดีเอ็มซีทำใหม่

ตอนนั้นริก รูบินอายุเพียง 22 ปีเท่านั้น เขาพร้อมที่จะลองอะไรใหม่เสมอ (อย่างเช่นที่ลองสนับสนุนบีสตี้บอยส์ใช้บีตของเอซี/ดีซีมาใช้ในเพลง) เมื่อเขาเสนอไอเดียต่อโจเซฟ (รัน) และ ดาร์ริล (ดีเอ็มซี) ทั้งคู่ไม่รู้ว่าแอโรสมิธเป็นใครมาจากไหนด้วยซ้ำ แต่เจสัน (แจมมาสเตอร์เจย์) กลับคิดว่าเป็นสิ่งที่น่าลองดูจึงลองนัดสตีเวนให้มาพูดคุยกันในแมนฮัตตัน

ตอนนั้นทิม คอลลินส์ ผู้จัดการวงยังลังเล เขาคิดว่ามันมีโอกาสจะเยี่ยมและออกมาเละพอพอกัน แต่สตีเวนเปิดกว้างกับดนตรีของคนผิวดำอยู่แล้ว เลยตกลงเต็มใจร่วมงานกับรัน-ดีเอ็มซี ส่วนโจกลับคิดหนักเพราะเขาไม่รู้ว่าดนตรีจะออกมาอย่างไร

แอโรสมิธและรัน-ดีเอ็มซี

คนที่ช่วยโจตัดสินใจคืออารอน ลูกเลี้ยงของโจที่ฟังบีตตี้บอยส์ รัน-ดีเอ็มซี ดนตรีแร็ปและฮิปฮ็อปตามประสาเด็กวัยรุ่นยุคนั้นอยู่แล้ว เล่ากันว่าอารอนถึงขั้นเต้นเบรกแดนซ์โชว์ โจจึงเริ่มฟังเพลงฮิปฮ็อปบ้าง

เพลง “วอล์กดิสเวย์” เกิดจากความคิดของโจ เพอรี ในวัย 24 ปี คิดริฟฟ์ของเพลงออกมาได้ระหว่างที่แอโรสมิธกำลังเล่นอยู่ในโฮโนลูลู ฮาวาย เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 1974 ช่วงกำลังซาวนด์เช็กก่อนขึ้นแสดงเขาเลยเล่นและบอกให้โจอี เครเมอร์มือกลองลองใส่จังหวะกลองเข้ากับริฟฟ์กีตาร์ของเขา แล้วสตีเวนซึ่งได้ยินการแจมของทั้งคู่เลยเข้ามาร่วมแจมด้วย และเพลงนี้ก็มีกำเนิดมาจากตอนนั้น

สตีเวนร้องเพลงนี้ราวกับแร็ป ทั้งลีลาริฟฟ์แบบฟังกี้ก็ไม่น่าแปลกใจที่ริกเลือกเพลงนี้มาให้รัน-ดีเอ็มซีทำใหม่ และก่อนหน้ารัน-ดีเอ็มซีก็มีแกรนมาสเตอร์แฟลชเคยนำบีตของ “วอล์กดิสเวย์” มาใช้แล้วตั้งแต่ปีค.ศ. 1978 ก่อนที่รัน-ดีเอ็มซีจะตั้งวงเสียด้วยซ้ำ (ตั้งวงเมื่อปีค.ศ. 1981)

ถึงวันบันทึกเสียงจริง รัสเซล ซิมมอนส์ ผู้จัดการวงรัน-ดีเอ็มซีนินทาสตีเวนและโจว่า “ผมจำอะไรเกี่ยวกับวันที่แอโรสมิธมาร่วมบันทึกเสียงน่ะเหรอ พวกเขาเข้าห้องน้ำบ่อย สูดโคเคนมากเชียว” ส่วนดีเอ็มซี ถึงกับบอกว่า “มันเป็นวันที่แย่ที่สุดในชีวิตผมเลยล่ะ ผมเพิ่งมีบัตรเครดิตใบแรก รันยังไม่มีบัตรเครดิตใช้เลยตอนนั้น แล้วสุดสัปดาห์นั้นรถของรันเข้าอู่ ผมเป็นคนไปสนามบินแล้วเช่ารถให้พวกเขาใช้เพราะว่ารันกับเจย์เมากัญชากันหมด โจมาบ้านแล้วดันทิ้งกุญแจไว้ในรถ แล้วรถคันนั้นก็โดนขโมย”

ส่วนโจ เพอรีได้แต่ปลอบดีเอ็มซีว่า เดี๋ยวประกันก็จ่ายเองแหละ อย่าไปคิดมาก!!!

วันบันทึกเสียงนั่นเองที่สตีเวนและโจได้รู้ว่า สมาชิกรัน-ดีเอ็มซีไม่รู้จักเพลงของพวกเขาจริง ๆ เพราะไม่รู้ว่าเพลงนี้มีเนื้อร้องอะไรบ้าง สตีเวนต้องสอนร้องกันแบบสด ๆ และรัน-ดีเอ็มซีก็เอามาดัดแปลงตามประสาแร็ปเปอร์ชั้นยอดเพราะไม่ค่อยชอบเนื้อเพลงต้นฉบับเท่าไหร่

ส่วนโจแค่เข้าไปเล่นกีตาร์ แล้วก็เล่นเบสแล้วก็นั่งเงียบ ๆ ไม่คิดอะไรมาก

เรสซิงเฮลว่างจำหน่ายเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1986 และปล่อย “วอล์กดิสเวย์” ในเดือนกรกฎาคมและขึ้นไปถึงอันดับ 8 ในชาร์ตบิลบอร์ดฮอต 100 ไม่เพียงแต่จะเป็นเพลงฮิตของรัน-ดีเอ็มซี ยังเป็นการดึงแอโรสมิธให้กลับมาสู่ความนิยมอีกครั้ง นอกจากนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นการผสมผสานระหว่างแร็ปกับฮาร์ดร็อกชัดเจนเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ดนตรี

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.