Bob Dylan: A Great Artist


บ็อบ ดีแลนได้รับการชื่นชมยกย่องว่าเป็นกวีแห่งเสียงเพลง เขียนบทเพลงได้ลึกล้ำเกินคนธรรมดาสามัญจะทำได้ แต่ในด้านหนึ่งเขาก็โดนโจมตีว่าหลายอย่างที่เขาได้สร้างสรรค์ขโมยมาจากคนอื่น

การเขียนครั้งนี้อยากจะนำเสนอความเชื่อส่วนตัวว่า งานศิลปะโลกนี้ไม่มีอะไรที่เกิดมาโดด ๆ ศิลปินทุกคนล้วนได้รับอิทธิพลจากทางใดทางหนึ่งเสมอ ส่วนจะได้รับอิทธิพลแล้วสั่งสมจนเป็นความคิดของตัวเอง หรือว่ารับมาทั้งดุ้นอย่างที่เรียกว่าขโมยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

บ็อบ ดีแลน เป็นศิลปินที่ไม่มีใครกังขาเรื่องความสามารถ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีคนตั้งข้อสังเกตว่าเขามักใช้ผลงานของคนอื่นโดยไม่บอกที่มา อย่างเช่นเมื่อแสดงนิทรรศการภาพเขียนเมื่อปีค.ศ. 2011 ก็มีคนบอกว่าเขาเขียนภาพจากภาพถ่ายของบุคคลอื่นโดยไม่บอกที่มาของภาพ

บ็อบเคยให้สัมภาษณ์นิตยสารโรลลิงสโตน ฉบับ 27 กันยายน ค.ศ. 2012 เกี่ยวกับเรื่องที่มีคนหาว่าเขาเอาผลงานคนอื่นมาใช้โดยไม่บอกที่มาไว้ดังนี้ (ตัดมาเฉพาะช่วงสุดท้ายที่เกี่ยวข้อง)

ก่อนที่เราจะจบการสนทนาครั้งนี้ ผมอยากจะถามคุณเกี่ยวกับกรณีที่มีการกล่าวหาว่าคุณนำผลงานของคนอื่นมาดัดแปลงในเพลงของคุณ อย่างเช่น “คำสารภาพของยากูซา” ของนักเขียนญี่ปุ่นจุนิจิ ซากะ และบทกวีของเฮรี ทิมร็อด กวีสมัยสงครามกลางเมือง นักวิจารณ์บางคนลงความเห็นว่าคุณไม่ได้แสดงที่มาของผลงานจากบุคคลอื่นอย่างชัดเจน อีกทั้งการอ้างอิงแหล่งที่มาในโฟล์กและแจ๊สเป็นธรรมเนียมที่ใช้กันมาก คุณจะตอบข้อกล่าวหาเหล่านี้อย่างไร?

โอ ใช่ การอ้างอิงแหล่งที่มาในโฟล์กและแจ๊สเป็นธรรมเนียมที่ใช้กันมากอยู่ มันเป็นความจริง เป็นความจริงสำหรับทุกคนยกเว้นผม ผมหมายความว่าทุกคนทำแบบนั้นได้แต่ไม่ใช่ผม ผมมีกฎที่ต่างออกไป ถ้าหากว่าเฮนรี ทิมร็อดกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้คุณเคยได้ยินเขาบ่นมั้ยล่ะ? ใครอ่านบทกวีของเขาล่าสุดเมื่อไหร่? แล้วใครทำให้เขาเป็นที่สนใจอีกครั้ง? ใครทำให้คุณกลับไปอ่านผลงานของเขา และถามลูกหลานของเขาว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? และถ้าคุณคิดว่าการนำประโยคของเขามาใช้มันง่ายและช่วยให้งานคุณดีขึ้น ลองทำดูสิแล้วดูผลว่ามันจะออกมาดีแค่ไหน พวกอ่อนแอและหน้าตัวเมียบ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องเก่า เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม ย้อนกลับไปแล้วก็เป็นพวกเดียวกับที่เคยพยายามปักหมุดผมว่าเป็นจูดาส ชื่อที่มีคนเกลียดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ถ้าคุณคิดว่าคุณโดนเรียกด้วยชื่อแย่ ๆ ลองนึกสิว่าจะทำอย่างไรกับชื่อแบบนี้ เย่ห์ เพราะอะไรล่ะ เพียงเพราะเล่นกีตาร์ไฟฟ้า? ทำราวกับว่าโทษหนักประหนึ่งทรยศต่อพระเจ้าและส่งเขาไปตรึงกางเขน บรรดาแม่มดชั่วร้ายเหล่านี้คงเน่าอยู่ในนรก

คุณจริงจัง?

ผมทำงานภายใต้รูปแบบทางศิลปะของผม มันง่าย ๆ แบบนั้น ผมทำงานภายใต้กฎและข้อจำกัดของมัน มีรูปแบบทางศิลปะเฉพาะตัวซึ่งจะแสดงให้คุณเข้าใจได้ดีกว่า มันเรียกว่า “การเขียนเพลง” มันต้องมีท่วงทำนองและจังหวะ และหลังจากนั้น ทุกสิ่งก็ต้องดำเนินไป คุณทำให้ทุกสิ่งเป็นของคุณ เราทุกคนทำแบบนั้น

ตอนที่ประโยคพวกนั้นไปอยู่ในเพลง คุณยังรู้ตัวเปล่าตอนที่เขียนมันลงไป

ก็ไม่เชิง แต่ต่อให้คุณรู้ตัวดีคุณก็ยังทำต่อไป ผมไม่จำกัดตัวเองว่าจะพูดอะไรได้บ้าง ผมต้องจริงใจต่อบทเพลง มันเป็นรูปแบบทางศิลปะที่มีกฎของตัวเอง มันเป็นสิ่งที่แตกต่างออกไป ผมใช้วัตถุดิบตามธรรมเนียมโฟล์กซึ่งมันคงไม่เข้ากับโลกป็อป

คุณคิดว่าการวิจารณ์มันไม่ถูกจุดหรือว่างี่เง่า?

ผมพยายามที่จะผ่านเรื่องทั้งหมดไป ผมต้องทำ เมื่อคุณถามผมว่าเมื่อเจอคำวิจารณ์ที่ไม่ถูกต้องหรือว่างี่เง่าในงาน ไม่เป็นไร ถ้ามันสร้างสรรค์ ถ้ามีคนสามารถชี้ไปที่นี่ที่นั่นว่างานของผมจะดีขึ้นได้อย่างไร ผมคิดว่าผมยินดีที่จะฟัง แต่คนที่หมกมุ่นอยู่กับการวิจารณ์ – ไม่ใช่การวิจารณ์อย่างจริงจัง พวกเขาไม่ใช่คนที่ผมทำดนตรีให้ฟัง

แต่คุณเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องนี้ใช่มั้ย?

คนพยายามหยุดผมทุกนิ้วที่ผมขยับ พวกเขามีเรื่องแย่ ๆ พูดถึงผม นิตยสารนิวสวิกเป็นคนเริ่ม นิวสวีกพิมพ์ว่ามีเด็กสักคนจากนิวเจอร์ซีย์เขียน “โบลวินอินเดอะวินด์” และบอกว่าผมไม่ได้เขียน แต่พอเรื่องนี้จุดไม่ติด ก็พยายามกล่าวหาว่าผมขโมยท่วงทำนองเพลงมาจากเพลงสวดศตวรรษที่ 16 ของพวกโปรแตสแตนต์ แล้วพอไม่มีใครสนใจอีก พวกเขาก็บอกว่าพวกเขาเข้าใจผิดและจริง ๆ แล้วมันเป็นเพลงเก่าแก่โบราณของนิโกร แตกต่างกันอย่างไร มันเกิดขึ้นมานานแล้วผมคงจะอยู่โดยปราศจากมันไม่ได้แล้ว ช่างแม่ง ผมเห็นทั้งหมดในหลุมศพของพวกเขา

ทุกคนพูดถึงคุณหรือผม ความจริงเขาพูดถึงตัวเอง พวกเขาพูดถึงตัวเอง เข้าใจมั้ย? ในกรณีผมมันคือโลกของการศึกษา ศาสตราจารย์ และ นักวิเคราะห์ดีแลน (dylanologist ทุกสิ่งที่ผมทำกระทบต่อพวกเขาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง และอย่างที่รู้ ในบางแง่ ผมให้ชีวิตพวกเขา พวกเขาคงไปไม่ถึงไหนถ้าไม่มีผม

และแรงบันดาลใจ

ไม่ พวกเขาไม่ดีพอจะมีมัน

อีกด้านหนึ่งคนที่วิจารณ์…

เย่ห์ เพื่อยกบางคนให้ได้รับความนับถือมากมายมหาศาล (หัวเราะ)

อีกด้านหนึ่งคือ มันยังมีคนฟังที่รักคุณจริง ๆ

แน่นอน พวกเขาคิดว่าพวกเขารักผม พวกเขารักดนตรีและเพลงที่ผมเล่น ไม่ใช่ผม

ทำไมคุณพูดเช่นนั้น

เพราะนั่นคือวิถีของคน ปากคนบอกว่ารักอะไรมากมายหลายอย่าง แต่ความจริงพวกเขาไม่ได้รักอะไร มันเป็นคำพูดมักง่าย เวลาที่คุณให้ชีวิตของคุณเพื่อบางคน – ความรัก แต่คุณไม่มีทางรู้จนกว่าคุณจะอยู่ในช่วงเวลานั้นเมื่อบางคนพร้อมจะตายเพื่อคุณ มันเป็นความรักเหมือนกัน

อ่านความคิดของบ็อบแล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง?

ศิลปินไทยหลายท่านก็คงคิดแบบนี้เหมือนกัน คือสมัยก่อนไม่ได้นึกว่าอะไรคือลิขสิทธิ์ทางปัญญา คิดเพียงแต่ว่าผลงานที่เผยแพร่ในวงกว้างจะกลายเป็นของที่หยิบยืมกันมาใช้ได้ อย่างสรวง สันติ ลูกทุ่งอันเดอร์กราวนด์ก็ได้แรงบันดานใจจากฮาร์ดร็อกยุคนั้นมาประยุกต์เข้ากับลูกทุ่ง บ็อบ ดีแลนก็ไม่ต่าง นำผลงานของคนอื่นมาประยุกต์ใช้กับผลงานของตัวเอง ถ้าฟังอย่างตั้งใจจะเห็นว่าห่างไกลจาก โจรวรรณกรรม (Plagiarism) พอสมควร

หนังสือ อะฟรีวีลลิงไทม์ ของซูซี โรโทโล อดีตแฟนสาวของบ็อบช่วงปีค.ศ. 1961 – 1964 เขียนเล่าถึงบ็อบว่าเป็นคนเปิดกว้างฟังอัลบั้มของศิลปินคนอื่น ฟังวิทยุ ดูการแสดงสดของคนอื่น และนำมาปรับปรุงผลงานของตัวเอง บางทีนี่อาจจะเป็นข้อดีของบ็อบที่ไม่ยึดติดกับอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง จนกล้าที่จะทิ้งกีตาร์โปร่งมาจับกีตาร์ไฟฟ้าและโดนแฟนเพลงตัวเองกล่าวหาว่าละทิ้งอุดมการณ์เดิม

บ็อบ ดีแลนออกอัลบั้มแรกเมื่อปีค.ศ. 1962 ก็เป็นเพลงของคนอื่นเกือบทั้งอัลบั้ม มีที่เขียนเองเพียงแค่ 2 เพลงเท่านั้น แต่เพลงหนึ่งเด่นมาก คือ “ซองฟอร์วู้ดดี้” หรือเพลงเพื่อวู้ดดี (กูธรี) โดยใช้เพลง “1913 มาสซาเคอ” ของวู้ดดี กูธรีเป็นโครงสร้างหลัก เสริมด้วยเพลงอื่น เช่นดึงประโยค “that come with the dust and are gone with the wind” มาจากเพลง “พาสเจอรส์ออฟเพลนตี” ของวู้ดดี (ซึ่งเนื้อเพลงดั้งเดิมคือ “we come with the dust and we go with the wind”

อันนี้จะว่าอะไรบ็อบก็ไม่เต็มปาก เพราะชื่อเพลงก็บอกโต้ง ๆ ว่าเพลงนี้เขียนให้วู้ดดี้ กูธรีโดยเฉพาะ ดังนั้นถ้าจะมีผลงานของวู้ดดีในเพลงก็เป็นเรื่องปกติ

ถึงแม้ว่าอัลบั้ม บ็อบ ดีแลน จะเป็นเพลงเทรดดิชันแนล (เพลงเก่าที่ร้องต่อ ๆ กันมาบางทีก็หาคนประพันธ์ไม่ได้) เสียเยอะ แต่งานนี้ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ช่วยทำให้ดนตรีโฟล์กกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งหนึ่ง โดยที่บ็อบไม่ได้เคร่งครัดความเป็นโฟล์กรุ่นเก่า เขาผสมกับสิ่งร่วมสมัยเข้าไปบ้าง เช่น “เฟรจเทรนบลูส์” ของเจมส์ ลาร์ด ก็เอามาผสมร็อกแอนด์โรล เขาเล่น “เฮาส์ออฟเดอะไรซิงซัน” เวอร์ชันของเดฟ แวน ร็องก์เพื่อนสนิทในช่วงนั้นโดยไม่ให้เครดิตผู้เรียบเรียง แต่เขียนไว้ในปกอัลบั้มว่าเขาเรียนรู้การเล่นเพลงนี้จากการเล่นของเดฟ แวน ร็องก์ และเดฟก็ให้สัมภาษณ์ในสารคดี โนไดเร็กชันโฮม ว่าตอนนั้นเขาคิดจะเอาเพลงนี้มาบันทึกเสียง แต่บ็อบเอาเวอร์ชันที่เขาเรียบเรียงไว้มาบันทึกเสียงตัดหน้าก่อน (เดฟบันทึกเสียงเพลงนี้ในอัลบั้ม จัสต์เดฟ แวน ร็องก์ ในปีค.ศ. 1964)

กรณีนี้จะถือว่าบ็อบ “ขโมย” หรือ “ได้รับอิทธิพล” แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการเปิดกว้างของบ็อบทำให้อัลบั้มแรกของเขาทรงอิทธิพลต่อดนตรีโฟล์กร่วมสมัยในยุคนั้นเป็นอย่างมาก

แต่อัลบั้มที่โดนตั้งข้อสังเกตว่ามีปัญหาเรื่อง “ยืมผลงานคนอื่น” คือ อัลบั้ม เลิฟแอนด์ธริฟต์ เมื่อปีค.ศ. 2001 ตั้งแต่ชื่ออัลบั้มก็ได้รับแนวคิดมาจาก เลิฟแนด์ธริฟต์: แบล็กเฟซมินสเทรลซีแอนด์เดอะอเมริกันเวิร์กกิงคลาส ของอีริก ลอตต์ (Love & Theft: Blackface Minstrelsy and the American Working Class)

ชื่ออัลบั้ม “ความรักและหัวขโมย” บอกถึง “ความรัก” ที่บ็อบมีต่อดนตรีบลูส์/โฟล์ก และการ “ขโมย” เอาเพลงเหล่านั้นมาบรรเลง

การเลือกใช้ถ้อยคำจากผลงานคนอื่นมาใส่ในเพลงยังมีตัวอย่างให้เห็นอีกหลายเพลง เช่น “ชูการ์เบบี” บ็อบใช้ Look up, Look up seek your maker fore Gabriel blows his horn เอามาจาก “โลนซัมโรด” ของจีน ออสติน (ค.ศ. 1927) เพลง “โฟตเตอร์” My Old Man he’s like a Feudal Lord ก็มาจากนิยายเรื่อง คำสารภาพของยากูซา (Confessions of a Yakuza, 1991) ของจูนิจิ ซากะ ซึ่งต้นฉบับเขียนว่า My Old Man sits there like a Feudal Lord’ (1991) อ่านรายละเอียดได้ที่วอลสตรีตเจอนัล

คำถามคือ บ็อบ ไดแลน นำผลงานของศิลปินอื่นมาใช้อย่างไม่เหมาะสมหรือไม่? คำถามข้อนี้ตอบยาก โดยส่วนตัวคิดว่าไม่ได้ขโมย ในความหมายของ plagiarism ความลึกล้ำของบ็อบอยู่ที่เขาดึงบางอย่างของศิลปินอื่นมาใช้แล้วใส่ในบางช่วงเพื่อเน้นความหมายให้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น “ไฮวอเตอร์ (ฟอร์ชาร์ลี แพตตัน)” ชื่อเพลงมาจากเพลง “ไฮวอเตอร์เอฟรีแวร์” ของชาร์ลี แพตตัน บลูส์แมนผู้เกริกก้อง เนื้อเพลงก็จะมีประโยค high water everywhere ตบท้ายตลอด

แต่เนื้อหาที่บ็อบ ดีแลนเขียนขึ้นไม่มีความเกี่ยวพัน หรือถ้าจะมีความเกี่ยวพันกับชาร์ลี แพตตันก็มีเพียงเล็กน้อย น้ำท่วม หรือ high water โดนนำมาเปรียบเทียบกับอคติทางสีผิว อ้างอิงบิ๊ก โจ เทอเนอร์ในท่อนแรก

Big Joe Turner lookin’ East and West
From the dark room of his mind
He made it to Kansas City
Twelfth Street and Vine

บิ๊กโจ เทอเนอร์ บลูส์แมนจากแคนซัสซิตี้ มีอัลบั้มหนึ่งใช้ชื่อว่า แคนซัสซิตีเฮียร์ไอคัม และเพลง “แคนซัสซิตี้” ซึ่งขึ้นต้นเพลงว่า Kansas City here I come ที่มีคนร้องหลายคนหลายเวอร์ชัน เช่น แฟตส์ โดมิโน ลิตเติล ริชาร์ด วิลเบิร์ต แฮร์ริสัน เจมส์ บราวน์ หรือแม้กระทั่งเดอะบีตเทิลส์!! ประโยคว่า “Kansas City Twelfth Street and Vine” หมายถึงถนนสาย 12 ซึ่งเต็มไปด้วยคลับแจ๊สมากกว่า 50 แห่งรวมตัวอยู่ในถนนสายนั้น

ท่อนต่อมา

Bertha Mason shook it, broke it
Then she hung it on a wall
Says, “You’re dancin’ with whom they tell you to
Or you don’t dance at all

ประโยคนี้ต้องรู้จักคาแร็กเตอร์ เบอธา เมสัน จากเจน แอร์ เธอสติไม่ดีและโดนสามี เอ็ดเวิร์ด โรเชสเตอร์จับขังไว้ในห้องใต้หลังคา และต้องรู้จักเพลง “เชกอิตแอนด์เบรกอิต (บัตดอนต์เลตอิตฟอล, มามา)” ของชาลี แพตตันด้วย เพราะประโยคแรกเหมือนจะดัดแปลงมาจากท่อนที่ร้องว่า You can shake it, you can break it, you can hang it on the wall

เพลงนี้ทั้งเพลง ต้องอาศัยความรู้เรื่องดนตรีบลูส์/โฟล์กและวัฒนธรรมอเมริกันพอสมควร เพราะบ็อบอ้างอิงถึงสิ่งที่เกิดขึ้นไว้มากมาย และจะเห็นได้ว่าเขาไม่ได้ “ลอก” แต่เอามาใช้เพื่อจะสื่อความหมายถึงอะไรบางอย่างที่เขาต้องการสื่อออกมา เขาไม่ได้เป็นศิลปินกระจอกที่ลอกเลียน แต่เป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ที่ขโมยเอามาสร้างผลงานใหม่

ปัญหามีเพียงข้อเดียว บ็อบไม่บอกที่มาของผลงานที่เขานำมาปรับใช้ผิดมารยาทหรือไม่? และข้อเสียต่อคนฟังเพลงของเขาก็คงจะเป็นที่ว่าไม่ใช่ทุกคนรู้ว่าประโยคไหนบ้างที่บ็อบขโมยเอามาใช้ และเมื่อไม่รู้ว่าเอาประโยคไหนมาจากใครหรือผลงานไหนก็ไม่มีพื้นฐานหรือว่าไม่อาจต่อยอดหรือสร้างความรู้ความเข้าใจเพิ่มเติมได้

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.