White Lion: The Beginning


ไวต์ไลออนวงแฮร์แบนด์/แกลมเมทัลที่มีฝีมือยอดเยี่ยมอีกคณะหนึ่ง เคยโด่งดังด้วยอัลบั้มไพรด์และซิงเกิล “เวนเดอะชิลเดรนคราย” ที่ฮิตจนทำให้อัลบั้มขายได้เกิน 2 ล้านชุด

“พอเราเล่น ‘เวนเดอะชิลเดรนคราย’ ก็ได้เห็นคนจุดไฟแช็ก..มันเป็นช่วงเวลาที่ดีมากจริง ๆ” ไมก์ แทรมป์ นักร้องนำบอก และต่อมาเพลง “เวนเดอะชิลเดรนคราย” ขึ้นไปถึงอันดับ 3 ในตารางจัดอันดับเพลงบิลบอร์ด

แต่ช่วงเวลาแห่งความสุขไม่อยู่นาน หลังจากออกอัลบั้มเมนแอตแทรกชัน เจมส์และเกร็ก ก็ลาออก ไมก์กับวีโตหาสมาชิกมาเสริมทีมเพื่อออกทัวร์ต่อให้ครบจบตามกำหนด แล้วก็ยุบวง เพราะ “วีโตกับผมไม่มีปฏิสัมพันธ์กันเรื่องอื่นยกเว้นดนตรี มันเป็นเรื่องเศร้า แต่เป็นความจริง” ไมก์ แทรมป์บอก

เรื่องราวของสิงโตขาว – ไวต์ไลออน เริ่มต้นเมื่อ ไมก์ แทรมป์ เด็กหนุ่มอายุ 21  (ชื่อเดิมคือไมเคิล เทรมเปนู – Michael Trempenau) ชาวเดนมาร์ก ซึ่งมีแววดารามาตั้งแต่ยังวัยรุ่น ได้ออกอัลบั้มตั้งแต่อายุ 13 ในนาม เดนนิสแอนด์ไมเคิล (ร่วมกับพี่ชายของเขาเอง)

จากนั้นก็มาร่วมวงมาเบล (Mabel) ซึ่งได้เป็นตัวแทนประเทศเดนมาร์กไปประกวดรายการยูโรวิชันซองคอนเทศต์ในปีค.ศ. 1978 (ใช้เพลง “บูมบูม”) วงมาเบลดังพอตัวและย้ายมาปักฐานอยู่ที่สเปน แต่ไมก์เริ่มอิ่มตัวกับวงบอยแบนด์ เขาเริ่มฟังดนตรีเฮฟวีเมทัล ตอนนั้นอังกฤษเริ่มสนใจนิวเวฟออฟบริติชเฮฟวีเมทัลอยู่พอดี เขาเลยเปลี่ยนจากวงมาเบลมาเป็นวงสตัดส์ (Studs) แทน และวงก็ย้ายไปปักหลักโฆษณาสร้างฐานแฟนเพลงในสเปน

{วงมาเบลกับเพลง “บูมบูม”}

“แวนเฮเลนมาสเปนเพื่อออกทัวร์สนับสนุนแฟร์วอร์นนิง” ไมก์เล่า “แล้วเรามีบริษัทจัดจำหน่ายเดียวกัน ผมเลยโดนส่งไปรับพวกเขาที่สนามบิน เดวิด ลี ร็อธเดินออกมา ดูราวกับว่าเขาคือโกไลแอธ แล้วสิ่งแรกที่เขาพูดกับผมคือ มีกัญชามั้ย? ผมอยู่กับพวกเขาสามวัน แล้วพอผมพูดถึงวงสตัดส์ เดวิดก็บอกผมว่า คุณต้องไปสหรัฐฯ แล้วถ้าคุณจะไปอเมริกาอย่าเรียกตัวเองว่าสตัดส์ เพราะว่าชื่อมันเหมือนกับวงวิลเลจพีเพิล”

{วงสตัดส์กับเพลง “ร็อกทูไนต์”}

{วงสตัดส์กับเพลง “วีอาร์ดิเอตตีส์”}

ไมก์เชื่อที่เดวิดบอก ในปีนั้น (ค.ศ. 1982) เขาและวงเดินทางมานิวยอร์ก เปลี่ยนชื่อวงเป็นไลออน และได้มีโอกาสพบกับวีโต เบรตตา เป็นครั้งแรกเมื่อวงไลออนเล่นที่คลับลามูร์ และวงดรีมเมอร์ของวีโตก็เล่นที่คลับเดียวกัน และไมก์ก็ได้เห็นวีโตซ้อมมือเล่นเพลง “อีรัปชัน” ของแวนเฮเลนแบบเหมือนเป๊ะไม่หลุดสักเม็ด

“ผมอ้าปากค้างไปเลย” ไมก์เล่า “ผมคิด ไอ้ห่าเอ๊ย วงเราตามหลังอยู่ 10 ปีได้มั้ง” แน่นอน เขาสนใจวีโต แบรตตา แต่ทว่าวงไลออนไม่สามารถสร้างชื่อเสียงได้ในนิวยอร์ก และช่วงเวลาหกเดือนที่มาสร้างชื่อในนิวยอกร์กกลายเป็นว่าพวกเขาตกต่ำไม่อาจไขว่คว้าหาชื่อเสียงจนต้องกลับเดนมาร์ก แต่ไม่นานไมก์ก็ขอเงินแม่เดินทางมาตามหาความฝันอีกครั้งที่นิวยอร์กในปีค.ศ. 1983 และเขาพยายามติดต่อวีโต แบรตตาทั้งคู่ลองเขียนเพลงด้วยกันและหาสมาชิกร่วมทีม

“ผมเป็นเครื่องยนต์ที่ทำให้วีโตเคลื่อนที่” ไมก์เล่า “วีโตอาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่สเตตันไอส์แลนด์ และเขาไม่เคยหาเงินเลย ถ้าเขาต้องมาหาผมที่ควีนส์ ผมต้องให้เขา 10 ดอลลาร์เป็นค่าแก๊ส” ไมก์นินทาอดีตเพื่อนร่วมวง

“ตอนนั้นผมทำงานเป็นคนงานผสมคอนกรีต ไม่ใส่เสื้อ ผมทองแล้วก็เครื่องบลาสเตอร์บิ๊กเบิ้ม ฟังไพโรมาเนียของเดฟเลิพเพิร์ด แล้วก็ร็อกแอนด์โรลอเมริกัน ชีวิตไม่มีทางดีไปกว่านี้” เขาเชื่อมั่นว่าดนตรีที่เขาและวีโตเขียนขึ้นมีศักยภาพพอจะโด่งดังได้ และเพลงแรก “โบรกเคนฮาร์ต” ก็มีแนวโน้มว่าจะโด่งดังได้จริง

ปลายปีค.ศ. 1983 วงไลออนก็เป็นรูปเป็นร่างอีกครั้ง มีนิกกี คาโพสซี เป็นมือกลอง และ เฟลิกซ์ โรบินสัน อดีตมือเบสแองเจิลเข้าร่วมวง โดยมีเจ้าของคลับลามูร์เป็นผู้จัดการวง ลงมือทำอัลบั้มแรกภายใต้การดูแลของปีเตอร์ ฮูเก แต่ก่อนที่เขาจะเดินทางไปแฟรงก์เฟิร์ตเพื่อบันทึกเสียงอัลบั้มแรก พวกเขาก็คิดชื่อวงใหม่

“ตอนนั้นมีวงในนิวยอร์กวงหนึ่งชื่อไวต์ไทเกอร์” ไมก์เล่าที่มาของชื่อ “แล้วีโตก็พูด ทำไมเราไม่เรียกวงเราว่าไวต์ไลออนล่ะ? ความจริงผมอยากได้ชื่ออื่นที่ดูเป็นเอกลักษณ์กว่านี้ แต่ไวต์ไลออนมันติดหูมาก”

อัลบั้มแรก ไฟลต์ทูเซอร์ไวฟ์ บันทึกเสร็จเรียบร้อย บริษัทอีเล็กตราเซ็นสัญญาทำอัลบั้มกับไวต์ไลออนด้วยเงินก้อนโตสำหรับวงในตอนนั้น แต่ไม่ถึงสองเดือนผู้จัดการวงกลับบอกว่าอีเล็กตราขอยกเลิกสัญญากับพวกเขา โดยไม่มีเหตุผลอย่างเป็นทางการหลุดออกมาให้หายคาใจ

{ไวต์ไลออน กับเพลง “โบรกเคนฮาร์ต” จากอัลบั้มแรก}

ดูท่าอนาคตของไวต์ไลออนอาจจะไม่สดใสเสียแล้ว ผลของการโดนยกเลิกสัญญาทำให้เฟลิกซ์กับนิกกีตัดสินใจลาออกจากวง แต่ไม่นานเกร็ก ดิแอนเจโลกับเดฟ สปิตซ์ก็เข้ามาร่วมวง แต่เดฟอยู่ไม่นานก็ไปอยู่กับแบล็กซับบาท เจมส์ โลเมนโซก็เดินเข้ามาเป็นสมาชิก

ส่วนอัลบั้ม ไฟลต์ทูเซอร์ไวฟ์ ยังมีโอกาสได้เผยแพร่ โดยบริษัทวิกเตอร์ซื้อไปจำหน่ายในญี่ปุ่น หลังจากนั้นแกรนด์สแลมถึงขอซื้อไปจำหน่ายในสหรัฐอเมริกาและยุโรป พวกเขาได้รับเสียงตอบรับค่อนข้างดี โดยเฉพาะไมก์ที่ราวกับถอดแบบเดวิด ลี ร็อธ ในเรื่องภาพลักษณ์ และเสียงร้องที่ออกโมโนโทนเหมือนกัน

และโอกาสแรกที่พวกเขาได้รับก็คือการไปแสดงภาพยนตร์ เป็นวงดนตรีแฮร์เมทัลในภาพยนตร์เรื่อง เดอะมันนีพิตของสตีเวน สปีลเบิร์ก ตอนนั้นพวกเขายังไม่มีบริษัทไหนเซ็นสัญญา แต่ปีเตอร์ ฮูเก เสนอให้พวกเขาไปบันทึกเสียงอัลบั้มที่เยอรมนี

“เราต้องเดินหน้าต่อ” ไมก์เล่า “ตอนนั้นเรามีชื่ออัลบั้ม ไพรด์ อยู่ในหัวแล้ว และมีเพลง เวต และ ฮังกรี แต่ว่ามันออกมาไม่ดีเลยระหว่างบันทึกเสียง พอเรากลับมานิวยอร์ก เราลองเปิดอัลบั้มฟังดู เราก็รู้ว่ามันยังไม่ดีพอ ณ จุดนั้นเราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำยังไงกันต่อ”

ใช่แล้ว ถ้าย้อนกลับไปฟังอัลบั้มแรกของพวกเขาก็ไม่ใช่ว่าดีเยี่ยมขนาดต้องตะลึง มันมีอะไรบางอย่างขาดหายไป และไวต์ไลออนต้องพยายามหาทางแก้ไขให้ได้

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s