The Quietus: Ads Decline

เว็บไซต์เดอะไควเอตทัสจากเกาะอังกฤษอาจปิดตัวในปีนี้ ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนเพียงพอ จอห์น โดแรน บรรณาธิการ/ผู้ก่อตั้งเดอะไควเอตทัสได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงผู้อ่านว่าโฆษณาลดลงถึงร้อยละ 90 ทำให้สถานการณ์ทางการเงินอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงต่อการปิดตัว

เดอะไควเอตทัสเป็นเว็บไซต์ที่รวมนักวิจารณ์และนักเขียนด้านดนตรี ภาพยนตร์ หนังสือ ศิลปะ และวัฒนธรรมป็อปมากฝีมือมาร่วมนำเสนอ ซึ่งล้วนแล้วแต่เคยมีประสบการณ์เขียนให้กับนิตยสารหรือบริษัทชั้นนำเช่น คิว เมโลดีเมกเกอร์ ซีเล็ก เอ็นเอ็มอี บีบีซีเรดิโอ ร่วมด้วย นักเขียน นักวิจารณ์ชื่อดัง หลายคนและได้รับการยอมรับว่าเป็นเว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลเข้มข้นน่าเชื่อถือ

แต่เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ทางเว็บได้ออกแถลงการณ์ว่าขอให้ผู้อ่านช่วยสนับสนุนการเงินต่อเว็บหากต้องการให้เว็บดำเนินการต่อไป เนื่องจากรายได้จากการโฆษณาหายไปถึงร้อยละ 90

และล่าสุด จอห์น โดแรน ผู้ก่อตั้งได้บรรยายความรู้สึกในวาระครบรอบ 9 ปี บอกว่าถ้าคนอ่านไม่ช่วยบริจาค เดอะไควเอตทัสอาจไม่ได้อยู่ฉลองครบรอบปีที่ 10

เรื่องนี้น่าเศร้าแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับรูปแบบธุรกิจในรอบ 10 ปีที่ผ่านมามีความเปลี่ยนแปลงรุนแรงพอสมควร อย่างในบ้านเราจะเห็นได้ชัดจากธุรกิจดนตรี บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งสองบริษัท คืออาร์เอสและแกรมมีต่างประสบความแปรผันทางธุรกิจ สุรชัย เชรษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท อาร์เอส จำกัด(มหาชน) เคยกล่าวถึงทิศทางบริษัทว่าสัดส่วนรายได้กลุ่มธุรกิจเพลงที่เคยเป็นรายได้หลักให้กับอาร์เอสลดลงทุกวัน ปัจจุบันเหลือเพียง 5% ของรายได้รวม ส่วนแกรมมีเพิ่งขายหุ้นช่องโทรทัศน์ ให้เครือเบียร์ช้างไปครึ่งหนึ่ง

พูดถึงแกรมมี มี (คนที่เรียกตัวเองว่า) อาจารย์ท่านหนึ่งเขียนวิเคราะห์ว่าโดน Disruptive Technology ปรับตัวไม่ทันทำให้ธุรกิจอยู่ในภาวะขาลง โดยเขียนทำนองว่าแกรมมีตามเทคโนโลยีไม่ทัน และไม่ทำแพลตฟอร์มเอง ไปอาศัยสื่อเช่น เฟซบุ๊ก ยูทูป เป็นหลักแทน

อันนี้ออกจะงง คือถ้าใครคนนั้นก็น่าจะรู้ว่าเฟซบุ๊กมีอิทธิพลขนาดไหน มีคนใช้งาน 4,700 ล้านคน แต่ละวันจะมีคนใช้งานเฟซบุ๊กประมาณ 1.2 พันล้านคน คนไทยใช้งานเฟซบุ๊กติดสิบอันดับแรกด้วยตัวเลข 41 ล้านคน (ใครคนนั้นยังมาเขียนลงเฟซบุ๊ก)  เอาตัวอย่างง่าย ๆ เว็บวงใน (wongnai.com) ทำแพลตฟอร์มของตัวเอง มีรายได้ปีพ.ศ. 2560 มากกว่า 90 ล้านบาท (ยอด 8 เดือนแรก) แต่เจคิวปูม้านึ่งซึ่งไม่มีแพลตฟอร์ม ไม่มีหน้าร้าน อาศัยขายในเฟซบุ๊กทำรายได้เมื่อปี พ.ศ. 2559 ประมาณ 600 ล้านบาท ปีนี้ก็คงไม่น้อยไปกว่าเดิม

การอาศัยแพลตฟอร์มคนอื่น ที่ใหญ่และประสบความสำเร็จเพื่อเสนอผลงานของตัวเองไม่ใช่เรื่องล้าหลังหรือน่าอาย บริษัทใหญ่ระดับโลกยังมีช่องอย่างเป็นทางการในยูทูบ (แม้แต่เว็บวิมีโอยังลงโฆษณาในยูทูบ…) จะว่าไปแกรมมีเคยเอาเพลงออกจากยูทูบไประยะหนึ่งเพื่อบีบให้คนที่อยากฟังเพลงไปฟังในแพลตฟอร์มของตัวเอง คือ จีเมมเบอร์ แต่โดนโจมตีหนักพอสมควรจนต้องย้อนกลับเอาเพลงมาลงยูทูบเหมือนเดิม และเมื่อยูทูปเปิดช่องทางการให้บริษัทได้ (น่าจะไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง) ใครต่อใคร ทั้งแกรมมี เวิร์กพอยต์ เจเอสแอล ฯลฯ ต่างก็ต้องเอาคอนเทนต์ตัวเองมาลงยูทูบเพื่อหารายได้ และดูจากยอดวิวในประเทศไทยที่ติดอันดับต้น ๆ ก็เป็นของจีนีเร็คคอร์ด (บริษัทในเครือแกรมมี) อยู่หลายวิดีโอ

เชื่อว่าถ้าวันนั้นแกรมมียังดึงดันเอาเพลงไปลงแพลตฟอร์มตัวเองเพียงช่องทางเดียว คงจะเสียโอกาสไปมากพอสมควร เพราะเชื่อว่าจะอย่างไรคนก็จะเข้าไปดู/ฟังเพลงในยูทูบมากกว่าจีเมมเบอร์ของแกรมมีแน่นอน ต้นทุนการทำตลาดก็ต้องทุ่มไปมากกว่า ในขณะที่ยูทูบ เฟซบุ๊ก มีต้นทุนการทำตลาดต่ำกว่ามาก

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือช่วงรายการเดอะมาสค์ซิงเกอร์ฤดูกาลแรกกำลังพีคถึงขีดสุด บริษัทเวิร์กพอยต์เผยแพร่ทั้งทางช่อง 23 ของตัวเอง เฟซบุ๊กไลฟ์ ยูทูปไลฟ์ เพื่อเก็บยอดวิวทุกทาง อย่าลืมว่า ณ เวลานี้ เวิร์กพอยต์พร้อมเทียบบารมีช่อง 3 แบบไม่ทิ้งห่าง ทั้งที่ช่อง 3 สะสมบารมีมามากกว่า 40 ปีปัจจุบัน แต่ช่อง 23 ของเวิร์กพอยต์เพิ่งแพร่ภาพเพียง 5 ปี และเพิ่งเข้าสู่วงการฟรีทีวีเพียง 3 ปี สมัยนั้นเวิร์กพอยต์ยังห่างชั้นจากช่อง 3 เป็นสิบเท่าตัว แต่ ณ เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2560 เวิร์กพอยต์ (เวิร์ก) มีรายได้รวม 1,952 ล้านบาท กำไร 546 ล้านบาท มาร์เกตแคป 34,000 ล้านบาท ส่วน ช่อง 3 (บีอีซี) มีรายได้รวม 6,275 ล้านบาท กำไร 362 ล้านบาทมาร์เกตแคป 34,000 ล้านบาทเท่ากัน

การปรับตัวแบบนี้คือหนทางที่เห็นได้ชัดเจนว่าเป็นหนทางทำเงินที่เป็นไปได้จริง ดังนั้นหากจะบอกว่าการมาอาศัยแพลตฟอร์มของโซเชียลมีเดียเช่นยูทูบ เฟซบุ๊กแล้วเป็นตัวบ่งชี้ว่าแย่หรือด้อยคุณภาพตามเทคโนโลยีไม่ทันก็คงไม่ใช่

ย้อนกลับมาที่เดอะไควเอตทัส (อ่านถึงบรรทัดนี้แล้วรู้สึกหรือไม่ว่าพอออกนอกเรื่องไปไกล?) ปัญหาสำคัญของเดอะไควเอตทัสเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี หรือจะให้เจาะจงลงไปก็คือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเฟซบุ๊ก ส่งผลกระทบต่อเว็บไซต์ที่นำเสนอข่าวสารอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง คนยังต้องการข่าว แต่ต้องเป็นข่าวที่เข้าถึงตัวคนอ่าน ไม่ใช่เป็นการเรียกคนอ่านเข้าไปหาเว็บไซต์เหมือนเมื่อก่อน ทุกวันนี้เรารู้ข่าวแผ่นดินไหว ไฟไหม้ รถชน หรืออะไรต่อมิอะไรจากโซเชียลมีเดีย จนทำให้สำนักข่าวบางแห่งไร้สติพอที่จะหยิบเอาสิ่งที่กำลังแพร่หลายในโซเชียลมีเดียไปเผยแพร่ต่อโดยไม่ไตร่ตรองคัดกรองหาความถูกต้อง

เว็บไซต์ข่าวหรือที่มีเนื้อหาเฉพาะด้านจึงต้องอาศัยการสมัครสมาชิกเพื่ออ่านเนื้อหาเพิ่มเติม หรือได้สิทธิพิเศษในการอ่านข่าวย้อนหลัง อย่างเช่น ทีมร็อก จะมีระบบสมาชิกที่สามารถอ่านเนื้อหาในนิตยสารฉบับที่กำลังวางแผง และย้อนกลับไปถึงเนื้อหาเก่า ๆ ในอดีต หรือไม่ก็มีเนื้อหาพิเศษสำหรับสมาชิกเท่านั้น

แต่สำนักข่าวรอยเตอร์เคยเสนอข้อมูลว่า มีคนอเมริกันเพียงร้อยละ 11 ที่ยอมจ่ายเพื่อเนื้อหาสาระของข่าว ในขณะที่สหราชอาณาจักรมีเพียงร้อยละ 6 เท่านั้นที่ยอมจ่ายเงิน ก็ถ้าคนเราเข้าถึงข่าวสารหรือเรื่องต่าง ๆ ได้ขณะที่กำลังคุยกับเพื่อนในเฟซบุ๊ก พวกเขาเหล่านั้นจะยอมจ่ายเงินเพื่ออ่านข่าวทำไม?

และที่น่าตกใจคือปริมาณคนที่เข้าชมเว็บไซต์เพื่ออ่านเนื้อหาเฉพาะทางเริ่มน้อยลง อย่างเช่นนิวยอร์กไทม์มีอยู่ช่วงปี ค.ศ. 2011 – 2013 มีแนวโน้มลดลงครึ่งหนึ่ง  คือคนจะเข้ามาอ่านโดยคลิกจากเรื่องราวที่สะดุดตาในโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ บล็อก ได้รับผลกระทบจากเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์กันถ้วนหน้า แต่ก็มีการสำรวจพบว่าคนอ่านที่คลิกมาที่เว็บโดยตรงจะใช้เวลาอยู่ในเว็บนานและอ่านหลายหน้ามากกว่าที่คลิกมาจากโซเชียลมีเดีย

เราอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการสื่อสารผ่านสื่อกลาง มันเปลี่ยนมาตั้งแต่สมาร์ตโฟนหรือ แท็บเลต หรือไอแพ็ด เริ่มเป็นที่นิยม (พร้อมการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่ง่ายแสนง่าย) ความสะดวกรวดเร็วเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค และผลกระทบที่ตามมาคือเม็ดเงินโฆษณาก็เปลี่ยนตามพฤติกรรมผู้บริโภคด้วย

ทำไมโฆษณาจะต้องจ่ายซื้อแบนเนอร์ในเว็บไซต์หรือบล็อก ในเมื่อซื้อโฆษณาผ่านเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายชัดเจนกว่า ด้วยเหตุนี้การขายโฆษณาในเดอะไควเอตทัสถึงลดลงมากถึงร้อยละ 90 ในช่วงสองปี

เหล่าเว็บไซต์หรือบล็อกก็ต้องอาศัยโซเชียลมีเดีย (แบบเดียวกับเวิร์กพอยต์ใช้เป็นแหล่งรายได้)  พวกอาร์เอสเอสฟีดส์ จากเว็บหรือบล็อกไปโผล่ตามโซเชียลมีเดียได้อย่างง่ายดาย และเมื่อมีข่าวด่วนหรือเรื่องใหญ่ที่กำลังพูดถึง การใช้ทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊กตอบสนองและรับปฏิกิริยาได้เร็วกว่า

คนทำเนื้อหายังอยู่ได้ เพียงแต่ต้องปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคเท่านั้น อย่างเช่นนิวยอร์กไทม์ที่เคยมียอดคนเข้าเว็บลดลง ปรับตัวจนเมื่อปีที่แล้วพบว่ามีคนอ่านสมัครสมาชิกและยินดีจ่ายเงินให้มากขึ้น

ก็ต้องใช้ชีวิตกันต่อไป อย่าง FridayIAmInRock.com นี่สมัยเมื่อ 10 ปีที่แล้ว (ตอนนั้นใช้อีกชื่อหนึ่งอยู่) มียอดวิววันละไม่ต่ำกว่า 800 คน ปัจจุบันมียอดวิวอยู่ที่ 20 คน สงสัยตัวเองอยู่เหมือนกันว่าจะเขียนต่อไปทำไม?

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s