ปฐมภาคีมาจากไหน


ถ้าอนาคินกับลุค สกายวอล์กเกอร์กำจัดจักรพรรดิทำลายจักรวรรดิแกแล็กติกลงราบคาบ แล้วปฐมภาคีมาจากไหน?

ก่อนอื่น ต้องย้อนกลับไปว่ามีเสียงลือเสียงเล่าอ้างอันใดพี่เอยน้องเอยสตาร์วอร์สภาค 1–6 ได้เค้าโครงแรงบันดาลใจมาจากสงครามโลกครั้งที่สองและเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์โลก (ความจริงมีการยืนยันด้วยหนังสือ สตาร์วอร์สและประวัติศาสตร์ ของแนนซี เรกินกับเจนิซ ลีเดิลส์ — Star Wars and History Nancy Reagin & Janice Liedls ซึ่งได้รับคำรับรองจากลูคัสฟิล์ม)

ถ้าเราย้อนกลับไปดูการล่มสลายของสาธารณรัฐแกแล็กติกและการกำเนิดของจักรวรรดิแกแล็กติก ก็จะตระหนักว่าภาค 6 การกลับมาของเจได บอกแต่เพียงดาวมรณะโดนทำลายและจักรพรรดิโดนสังหาร แล้วก็คิดกันว่านั่นคือชัยชนะเหนือจักรวรรดิแกแล็กติก แต่ลืมกันไปหรือเปล่าว่าจักรวรรดิไม่ได้มีแค่จักรพรรดิ ดาร์ธ เวเดอร์ และดาวมรณะ

คนส่วนใหญ่มองจักรวรรดิแกแล็กติกในแง่ร้ายเพราะว่าจักรพรรดิคือซิธลอร์ด หรือตัวแทนเผด็จการ สาธารณรัฐเป็นตัวแทนประชาธิปไตย ซึ่งสตาร์วอร์สยกย่องเชิดชูประชาธิปไตยเกินเหตุไปบ้าง

การล่มสลายของสาธารณรัฐแกแล็กติกเกิดจากตัวเอง อุปมาดังสนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อในตน ความอ่อนแอในการควบคุมและจัดสรรผลประโยชน์ เพราะเมื่อมีการทำข้อตกลงทางเศรษฐกิจและความมั่นคงซึ่งเป็นระบบต่างตอบแทนที่ต้องแลกเปลี่ยนอะไรสักอย่าง การได้สิทธิอะไรมาเพิ่มเติมก็ต้องยอมเสียสิทธิอะไรบางอย่างไป

ลองมาดูโลกความจริง อย่างกลุ่มยูโรโซนที่อังกฤษกำลังจะแยกตัวออกก็จะพบปัญหาแรงงานเคลื่อนย้ายได้เสรี (ภายใต้กฎหมายที่กำหนด) การเคลื่อนย้ายโรงงานจากฐานการผลิตเดิมไปยังฐานผลิตใหม่ที่ต้นทุนต่ำกว่า ในทางธุรกิจก็เป็นการลดต้นทุน แต่สิ่งนี้กลายเป็นปัญหาที่สำคัญ เพราะทำให้ประเทศที่เคยทำการผลิตมาก่อนและผลิตมายาวนานเกิดปัญหาคนในประเทศว่างงานเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เช่น รัฐสวัสดิการให้เหมือนเดิม (หรือต้องทำให้ดีกว่าเดิม)

ประเทศที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ หรือเป็นประเทศมหาอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ยังใช้เงื่อนไขต่าง ๆ มากีดกันทางการค้า เช่นกฎหมายมาตรฐานสินค้า หรือออกกฎเกณฑ์เกี่ยวกับแหล่งกำเนิดสินค้า ออกกฎเกณฑ์ด้านสิทธิมนุษยชน ออกกฎเกณฑ์ห้ามใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 โดยไม่เป็นธรรม ออกกฎเกณฑ์ว่าด้วยการค้ามนุษย์ ออกกฎเกณฑ์ว่าด้วยสิ่งแวดล้อม สารพัดที่จะดำเนินการเมื่อไม่สามารถใช้ภาษีเป็นกำแพงกั้นสินค้าทะลักเข้าประเทศตนเองได้อีกต่อไป

แต่ไม่นานมานี้ก็มีข่าวกฎหมายกำแพงภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่จะเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศมาสหรัฐฯ เพื่อจะดึงดูดให้เกิดการผลิตหรือย้ายฐานการผลิตมาประเทศสหรัฐฯ ซึ่งกำลังมีคนสงสัยว่าผิดผิดระเบียบองค์การการค้าโลก

ถ้าเป็นประเทศ (หรือดาว) เล็ก ๆ ทำแบบนี้คงโดนองค์การการค้าโลก (หรือสาธารณรัฐแกแล็กติก) จัดการเพื่อให้อยู่ในระเบียบ แต่ถ้าเป็นประเทศ (หรือดาว) ใหญ่ องค์การการค้าโลก (หรือสาธารณรัฐแกแล็กติก) ออกคำสั่งอะไรไปก็ไม่ทำตาม

และถ้าเกิดสองมาตรฐานเมื่อใด คนที่เสียผลประโยชน์จากการใช้สองมาตรฐานจะเสื่อมศรัทธาและแยกตัวออกมาเป็นรัฐอิสระ จึงเกิดกลุ่มผู้มีอำนาจอิสระอย่าง แจ๊บบาเดอะฮัต

อันนี้คือเหตุผลง่าย ๆ ว่าทำไมจึงมีดวงดาวต่าง ๆ แยกตัวจากสาธารณรัฐแกแล็กติกเข้าร่วมสมาพันธ์รัฐอิสระมากมายจนแข็งแกร่งเข้าทางสมุหนายก ชีฟ พัลพาทีน (ซึ่งชักใยทั้งฝ่ายสาธารณรัฐแกแล็กติกและสมาพันธ์รัฐอิสระ) และนำไปสู่สงครามกลางเมือง (สงครามโคลนในภาค 2) จนสาธารณรัฐตัดสินใจประกาศกฎอัยการศึกซึ่งนำอำนาจใส่มือสมุหนายก ชีฟ พาลพาทีน และนำไปสู่การสถาปนาตัวเองเป็นจักรพรรดิในเวลาต่อมา

สาธารณรัฐแกแล็กติกก็มีกลุ่มอำนาจซ้อนทับกันอยู่คือสมาพันธ์พาณิชย์ ซึ่งผูกขาดเส้นทางการขนส่งและมักจะใช้วิธีต่าง ๆ เพื่อหาผลประโยชน์ให้กลุ่มของตัวเองมากที่สุด ใช้ช่องโหว่ในกฎหมายเขตการค้าเสรีของสาธารณรัฐ ใช้วิธีทางการฑูตผูกมิตรและเสนอประโยชน์ให้กับผู้มีอำนาจ คอยยุยงปั่นหัวให้กลุ่มสภาแกแล็กติกแตกแยกเพื่อให้เกิดผลประโยชน์กับกลุ่ม รวมถึงพัฒนากองกำลังของตัวเองคือกลุ่มดรอยด์ติดอาวุธที่เป็นเสมือนกองทัพส่วนตัว

สมาพันธ์พาณิชย์มีเงินทุน มีอาวุธ และมีกองทัพของตัวเอง แทบจะตั้งตัวเป็นเอกเทศไม่ขึ้นกับสาธารณรัฐแกแล็กติก ไม่ต่างไปจากบริษัทอินเดียตะวันออก (East India Company) ในอดีต

บริษัทอินเดียตะวันออก เป็นบริษัทที่ได้สัมปทานการค้าขายกับอินเดีย(ตะวันออก) หมายถึงการซื้อขายสินค้ากับอินเดีย (รวมประเทศงตะวันออกทั้งหลาย) นั้นต้องทำผ่านบริษัทนี้เท่านั้น บริษัทจะเจรจาทำสัญญากับผู้ปกครองรัฐในอินเดีย โดยแลกเปลี่ยนกับสินค้าจากประเทศตะวันตก อย่างเช่น อาวุธ หรืออื่น ๆ

นอกจากบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษแล้วยังมีบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอแลนด์ โปรตุเกส ฝรั่งเศส (และอีกหลายประเทศ) ทำให้เกิดการปะทะกันหลายครั้ง ทั้งห้ามเรือบริษัทคู่แข่งเข้าเทียบท่าของตัวเอง หรืออาจใช้กำลังโจมตียึดครองสถานีการค้าของบริษัทคู่แข่ง หรือทำตัวเป็นโจรสลัดปล้นสดมภ์ก็มี บริษัทอินเดียตะวันออกมีกำลังทหารของตนเองถึง 200,000 คน (ความจริง “ขอยืม” มาจากกองทัพเรืออังกฤษ หรือ Royal Navy เพราะผู้ถือหุ้นคนสำคัญมีทั้งพระราชวงศ์ นักการเมือง ข้าราชการระดับสูง)

พูดง่าย ๆ เป็นบริษัทการค้าที่พร้อมใช้อาวุธเพื่อทำสงคราม มีสถานีการค้าเพื่อเป็นแหล่งพักและขนถ่ายสินค้า (ลอจิสติกส์) อย่างเช่นบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษเคยทำสงครามในอินเดียเพื่อแย่งชิงและรักษาเส้นทางการค้าไม่ให้บริษัทอื่นมาก้าวก่าย และเคยทำสงครามฝิ่นกับจีนสมัยราชวงศ์แมนจู บริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอแลนด์ก็ไม่น้อยหน้า เคยใช้กำลังรุกรานหมู่เกาะโมลุกกาของอินโดนีเซียเพื่อควบคุมการค้าเครื่องเทศเบ็ดเสร็จเพียงผู้เดียว

การที่นัต กันเรย์ อุปราชสมาพันธ์พาณิชย์ (ภายใต้การชักใยของชีฟ พาลพลาทีน) ใช้กำลังทหารบุกดาวนาบูเพราะเห็นว่าเหมาะสำหรับใช้เป็นเมืองท่าในเส้นทางการค้า หากยึดนาบูสำเร็จก็จะเป็นการผูกขาดการค้า ไม่ต่างจากบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษทำสงครามฝิ่นในประเทศจีน หรือบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอแลนด์ใช้กำลังรุกรานหมู่เกาะโมลุกกาของอินโดนีเซีย

ในเมื่อสมาพันธ์พาณิชย์ใช้กำลังอย่างไม่เกรงใจสาธารณรัฐแกแล็กติก ก็หมายความว่าขณะนั้นต้องศึกษามาแล้วว่าสาธารณรัฐแกแล็กติกอ่อนแอเกินกว่าจะตอบโต้ (หรือตอบโต้แล้วไม่คุ้ม) เพราะขนาดที่กว้างใหญ่มีจำนวนดวงดาวมากมายจนไม่อาจดูแลได้ทั่วถึง ดาวนาบูไม่ใช่ดาวสำคัญในระบบสาธารณรัฐ อีกทั้งสมาชิกสภาสาธารณรัฐแกแล็กติกก็เอาแต่ปกป้องผลประโยชน์ของดาวตัวเองเป็นหลัก การใช้เจไดเพียงแค่สองคน คือไคว-กอน-จิน กับ โอบีวัน เคโนบี (ซึ่งยังไม่ได้เป็นเจไดเต็มตัว) ไปเจรจากับสมาพันธ์พาณิชย์ดูจะเป็นการตอบโต้ที่ไม่มีประสิทธิภาพนักจนราชินีอมิดาลาตัดสินใจเดินทางกลับดาวนาบูเพื่อหาทางปลดปล่อยดาวนาบูจากการยึดของสมาพันธ์พาณิชย์

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นสถานภาพของสาธารัฐแกแล็กติกที่ล้มเหลว ปล่อยให้มีการคอรัปชันหาผลประโยชน์ส่วนตน ข้อตกลง ถึงจะไม่ได้อยู่ในระดับวิกฤติจนกระทั่งเกิดสมาพันธ์พิภพอิสระซึ่งก่อตั้งโดยเคาต์ดูกู ปรมาจารย์เจไดผู้หันหลังให้สภาเจไดเพราะมองว่าเจไดรับใช้สาธารณรัฐ แต่สาธารณรัฐมีแต่เรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวง นักการเมืองผู้บริหารเอาแต่รักษาระบบรัฐ เขาจึงออกมาก่อตั้งสมาพันธ์พิภพอิสระเพื่อกำจัดระบบที่อ่อนแอและมีปัญหานี้ (ภายใต้การชักใยของสมุหนายก ชีฟ พาลพาทีน อีกแล้ว)

สถานการณ์ของสาธารณรัฐวิกฤติเมื่อสมาพันธ์พิภพอิสระเจรจาตกลงกับสมาพันธ์พาณิชย์ จึงลงคะแนนเสียงมอบอำนาจให้สมุหนายก ชีฟ พาลพาทีนมีอำนาจสั่งการเด็ดขาดพร้อมประกาศกฎอัยการศึก และเมื่อได้อำนาจเต็มที่ก็กำจัดเหล่าเจได กำจัดฝ่ายที่ไม่ยอมสยบอำนาจเรียบร้อย ชีฟ พาลพาทีน สถานปนาตัวเองเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิแกแล็กติก

ในสมัยนั้นก็มีคนสำคัญในสาธารณรัฐเก่าที่เห็นด้วยกับสมุหนายก ชีฟ พาลพาทีน เพราะมองว่าสาธารณรัฐเดิมอ่อนแอ เป็นการรวมตัวกันโดยที่ดาวแต่ละดวงปกป้องผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก เกิดความวุ่นวายในหลายพื้นที่จากคนที่ไม่ยอมรับระเบียบที่สาธารณรัฐวางเอาไว้ สมาชิกของจักรวรรด์ส่วนใหญ่ก็คือสมาชิกของสาธารณรัฐเดิมนั่นเอง ถ้ามองอย่างเป็นกลาง (ไม่มองว่าจักรพรรดิเป็นซิธลอร์ด) จักรวรรดิก็เป็นระบบการบริหารอย่างหนึ่งซึ่งมีทั้งดีและไม่ดี จักรพรรดิกับทรราชย์ก็คือสิ่งเดียวกันเพียงแต่จะมองในมุมไหน เราได้เห็นสมาชิกสาธารณรัฐเปลี่ยนเป็นหนึ่งในจักรวรรดิ และกลายเป็นสมาชิกของสาธารณรัฐใหม่

ดังนั้น ต่อให้จักรพรรดิตาย จักรวรรดิล่มสลาย แต่บรรดาแม่ทัพนายกองทั้งหลายก็ยังอยู่ และใครที่ไม่เห็นด้วยกับการย้อนไปเป็นสาธารณรัฐที่บริหารงานล้มเหลวก็แยกตัวตีจากไปสร้างฐานกำลังของตัวเอง แต่เมื่อกลุ่มจักรวรรดิเดิมเมื่อพ่ายแพ้สงครามที่แจ็กคู ด้านหนึ่งทำสัญญาสงบศึกกับสาธารณรัฐใหม่ อีกด้านก็หลบไปซ่องสุมฟื้นฟูกำลังดินแดนที่ยังไม่เป็นที่ไม่รู้จักห่างไกลอำนาจสาธารณรัฐ ยึดโลกใหม่ที่ยังไม่ได้พัฒนาเพื่อสร้างฐานทัพสร้างกองทัพและพัฒนาเทคโนโยลีในที่ห่างไกลจากสายตาของสาธารณรัฐใหม่ อย่าลืมว่ากลุ่มทุนอย่างสมาพันธ์พาณิชย์ไม่ได้มีเพียงกลุ่มเดียว และกลุ่มเหล่านี้พร้อมจะสนับสนุนทุกฝ่ายเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของตัวเอง รวมทั้งจะได้มีรายได้จากการขายอาวุธและเทคโนโลยีต่าง ๆ ด้วย

ขณะที่ฝ่ายกบฏ (หรือ พันธมิตรฟื้นฟูสาธารณรัฐ) ที่ชนะ เมื่อก่อตั้งสาธารณรัฐใหม่ก็อ่อนแอเสียเหลือเกิน พูดถึงกำลังเงินทุนน่าจะน้อยกว่ากลุ่มอำนาจเก่าที่แยกตัวไปเสียอีก และแบ่งออกเป็นสองฝ่ายคือพรรคป็อปพูลิสส์ นำโดยเลอา ออกานา ผู้ต้องการกระจายอำนาจและกลุ่มเซนทริสต์ส ผู้ต้องการอำนาจในการควบคุมรัฐบาลกลางที่เข้มแข็งซึ่งส่วนใหญ่เคยเป็นจักรวรรดิและยังชื่นชมจักรวรรดิเก่าว่าเป็นผู้นำกาแล็กซี และกลัวว่าหากขาดอำนาจควบคุมกลางสาธารณรัฐใหม่จะกลายเป็นอ่อนแอและไม่ได้ผลเหมือนสาธารณรัฐเก่า จึงเกิดสงครามเย็นระหว่างสองฝ่าย กระทั่งฝ่ายเซนทริสต์สได้ประสานงานกับกลุ่มจักรวรรดิที่หลบซ่อนอยู่ในดินแดนห่างไกล และประกาศตัวเป็นปฐมภาคีเมื่อมั่นใจในศักยภาพว่าจะครองแกแล็กซีได้

และนี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมในภาค 7 อุบัติการณ์แห่งพลัง ฝ่ายต่อต้านของเลอา ออร์กานาจึงมีกำลังพลน้อยเหลือเกิน ยิ่งในหนังสือบอกว่าการที่เธอเป็นลูกสาวของดาร์ธ เวเดอร์ทำให้กลุ่มป็อปปูลิสต์ไม่ค่อยไว้ใจเธอด้วย ส่วนกลุ่มเซนทริสต์สก็เอาใจช่วยปฐมภาคีอยู่ลับหลัง

เมื่อการใช้วิธีทางการทูตไม่สำเร็จ เลอา ออร์กานาจึงถอนตัวมาตั้งฝ่ายต่อต้าน เพื่อสู้กับปฐมภาคีโดยมีเพื่อนเก่าจากพันธมิตรกบฏมาช่วยบ้าง โดยสาธารณรัฐใหม่ปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับฝ่ายต่อต้านเพื่อรักษาความเป็นกลาง (หรือจะบอกว่าไม่กล้าปะทะกับปฐมภาคี รวมทั้งมีฝ่ายสนับสนุนปฐมภาคีอยู่ด้วย) แต่ก็มีบางส่วนที่แอบให้เงินทุนอุดหนุนลับ ๆ ต่อฝ่ายต่อต้านอยู่เหมือนกัน

ส่วนผู้นำสูงสุด สโน้ก ผู้มีพลังอยู่ในตัวน่าจะเป็นคนที่ได้อยู่ในยุคที่จักรวรรดิแกแล็กติกเริ่มก่อตั้งจนล่มสลาย แต่เขาเป็นใครมาจากไหนยังเป็นปริศนาอยู่

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.