Tom Petty: American Girl


ทอม เพตตีแสดงคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 25 กันยายน ค.ศ. 2017 ที่ฮอลลีวู้ดโบวล์ในฮอลลีวู้ด เพียงสัปดาห์ก่อนหน้าเสียชีวิต และเพลงปิดท้ายในวันนั้นคือ “อเมริกันเกิร์ล”

(อเมริกันเกิร์ลในงานที่เขาได้รับการเสนอชื่อให้จารึกชื่อในหอเกียรติยศร็อกแอนด์โรล)

“อเมริกันเกิร์ล” เป็นเพลงสุดท้ายของอัลบั้มแรก ทอม เพตตี แอนด์เดอะฮาร์ตเบรกเกอร์ ที่ออกมาเมื่อปีค.ศ. 1976 ออกเป็นซิงเกิลไม่ประสบความสำเร็จในอเมริกาแต่ไปขึ้นท็อป 40 ที่สหราชอาณาจักร และกลับมาเป็นเพลงคุ้นหูคนทั่วไปเพราะภาพยนตร์ ไซเลนซ์ออฟเดอะแลมปส์ เมื่อปีค.ศ. 1991

ก่อนหน้าและหลังจากนั้น เพลงนี้ก็เคยอยู่ในภาพยนตร์หลายเรื่อง เอฟเอ็ม (1978) แฟสต์ไทมส์แอตริดจ์มอนต์ไฮ (1982) เดอะโซปราโนส์ (1999) เดอะแฮนด์เมดส์เทล (2017)

(แฟสต์ไทมส์แอตริดจ์มอนต์ไฮ เขียนบทโดยคาเมรอน โครว์ เป็นภาพยนตร์ที่สร้างชื่อเสียงให้กับ ฌอน เพน เจนนิเฟอร์ เจสัน ลีห์ จัดจ์ เรนโฮลด์ ฟีบี เคตส์ ไบรอัน แบ็กเกอร์ โรเบิร์ต โรมันนัส เรย์ วัลส์ตัน หรือแม้แต่ตัวประกอบต่อมาเป็นดาราดังก็มี นิโคลัส เคจ ฟอเรสต์ วิตเทเกอร์ อิริก ซโตลตส์ แอนโธนี เอ็ดเวิร์ดส์ วงเล็บยาวเนอะ)

ทอม เพตตีเขียนเพลง “อเมริกันเกิร์ล” ไว้เพื่อรำลึกถึงเด็กหญิงสักคนที่เติบโตในเมืองเล็ก ๆ ที่รู้ว่ามีอะไรกว้างใหญ่กว่านี้อยู่นอกเมือง แต่ก็ไปไหนไม่ได้ต้องอยู่ในเมืองเล็กนั้นต่อไป เขาได้แรงบันดาลใจประโยคเปิดเพลง “เธอเป็นเด็กผู้หญิงอเมริกันเติบโตขึ้นพร้อมคำมั่นสัญญา…” จากภาพยนตร์เรื่อง ดีเมนเทีย 13 กำกับโดยฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา เมื่อปีค.ศ. 1963

Especially an American Girl. You can tell she was raised on promises.

เนื้อเพลงของทอมเป็นแบบนี้

Well she was an American girl
Raised on promises
She couldn’t help thinkin’
That there was a little more to life somewhere else
After all it was a great big world
With lots of places to run to
And if she had to die tryin’
She had one little promise she was gonna keep

Oh yeah, all right
Take it easy, baby
Make it last all night
She was an American girl

Well it was kinda cold that night
She stood alone on her balcony
Yeah, she could hear the cars roll by
Out on 441 like waves crashin’ on the beach
And for one desperate moment there
He crept back in her memory
God it’s so painful when something that’s so close
Is still so far out of reach

Oh yeah, all right
Take it easy, baby
Make it last all night
She was an American girl

เคยมีคนตั้งข้อสังเกตว่าเนื้อเพลงท่อนนี้น่าจะหมายถึงนักศึกษาที่กระโดดตึกบีตตีทาวเวอร์ในมหาวิทยาลัยฟลอริดา เพราะตึกบีตตีทาวเวอร์ตั้งอยู่ใกล้ ถนนสาย 441 และทอมก็เติบโตที่เมืองเกนวิลล์ซึ่งเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยฟลอริดา

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าจะมีกรณีฆ่าตัวตายในบริเวณมหาวิทยาลัยฟลอริดาหลายครั้ง แต่ไม่มีใครจำได้ว่ามีกรณีกระโดดตึกบีตตีทาวเวอร์ และลักษณะทางกายภาพของตึกก็ไม่เอื้ออำนวยเพราะหน้าต่างแคบและไม่มีระเบียง

“มันกลายเป็นตำนานเมืองร่วมสมัยในฟลอริดาไปแล้ว แต่มันไม่ใช่เรื่องจริง” ทอมเคยให้สัมภาษณ์ไว้แบบนั้น “และเพลงนี้ก็ไม่เกี่ยวกับอะไรกับเรื่องนั้นเลย แค่เรื่องมันใช้สถานที่บริเวณนั้นเป็นฉากหลัง แต่พวกเขาก็สร้างเรื่องให้มันอยู่ดี ผมเคยอ่านบทความในนิตยสารเกี่ยวกับเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ใช่เรื่องจริง? โธ่เอ๋ย แค่พวกเขาโทรศัพท์หาผมก็จะรู้แล้วว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง”

“ผมอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ใกล้กับฟรีเวย์ซึ่งจะมีรถวิ่งไปมาตลอด มันอยู่ที่เอนซิโน ใกล้บ้านลีออน (รัสเซล) และผมจำได้ว่าตอนที่ฟังเสียงรถวิ่งไปมา ความรู้สึกที่ผมมีคือมันเหมือนเสียงมหาสมุทร นั่นคือมหาสมุทร มาลิบูที่ผมได้ยินเสียงคลื่นคล้ายแบบนั้น แต่ความจริงมันเป็นเสียงรถยนต์ นั่นคือแรงบันดาลใจในการเขียนเนื้อเพลง”

ไมก์ แคมป์เบลล์มือกีตาร์เดอะฮาร์ตเบรกเกอร์เล่าถึงเรื่องนี้ว่า “เรามักจะพบคนที่เข้ามาพูดว่า เพลงนี้มันเกี่ยวกับการฆ่าตัวตายแน่ ๆ เพราะมีประโยคหนึ่งร้องว่า ถ้าเธอตาย (If she had to die) แต่นั่นมันไม่เกี่ยวกันเลย เพราะประโยคที่ร้องจริงคือ ถ้าเธอพยายามจนสุดตัว (If she had to die trying) บางคนอ่านเนื้อเพลงตามตัวอักษรไม่ได้ดูความเชื่อมต่อของเนื้อหา สำหรับผมเพลงนี้เป็นเพลงรักที่งดงาม”

จูเลียน คาซาบลังกาส์ นักร้องนำเดอะสโตร์กได้แรงบันดาลใจจากเพลง “อเมริกันเกิร์ล” ไปทำเพลง “ลาสต์ไนต์” อยู่ในอัลบั้ม อิสดิสอิต เมื่อปีค.ศ. 2001 ทั้งท่อนกีตาร์ช่วงต้นและโครงสร้างเพลง แต่ทอมให้สัมภาษณ์นิตยสารโรลลิงสโตนเมื่อปีค.ศ. 2006 ว่า “เดอะสโตรกเอาอเมริกันเกิร์ลไปใช้ พวกเขาให้สัมภาษณ์ยอมรับมันด้วย ทำให้ผมขำ เออ มันดีสำหรับพวกคุณก็เอาไปเหอะ มันไม่ได้ทำให้ผมหงุดหงิดอะไรหรอก”

น่าจะเป็นเพราะทอมนึกถึงตัวเองตอนเขียนเพลงนี้ เพราะตอนที่เขาเอาเพลงนี้ไปให้โรเจอร์ แม็กกวินน์ (จากวงเดอะเบิร์ดส์) ฟัง โรเจอร์แซวทอมว่า “เอ๊ะ นี่ผมไปเขียนเพลงนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”

โรเจอร์นำเพลง “อเมริกันเกิร์ล” มาทำใหม่ในอัลบั้ม ธันเดอร์เบิร์ด ซึ่งออกหลังอัลบั้มของทอมเพียงไม่กี่เดือน

ฮิลลารี คลินตัน มิเชลล์ บาคแมนน์ เคยใช้เพลงนี้ในการหาเสียง ตัวแทนของทอมต้องยื่นจดหมายขอร้องไม่ให้ใช้เพลงนี้ในทางการเมือง ทอมไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเดโมแครตมากนัก แม้แต่จอร์จ ดับเบิลยู บุชเคยใส่เพลง “ไอโวนต์แบ็กดาวน์” ไว้ในเพลย์ลิสเมื่อปีค.ศ. 2000 เขายังขอให้ถอดเพลงจากเพลย์ลิสต์

ปิดท้ายด้วยการแสดงช่วงพักครึ่งการแข่งขันซูเปอร์โบวล์ ครั้งที่ 42 ปีค.ศ. 2008

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.