Loveless Cafe

Blockchain,Cryptocurrency และดนตรี


มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เพิ่งนึกได้ว่าลืมเขียนถึงตอนสรุปชีวิตประจำปี นั่นคือเรื่องอัลบั้มยูโทเปียของบียอร์ก แต่ไม่ใช่ในเรื่องดนตรี อยากจะพูดถึงในเรื่องอัลบั้มยูโทเปียแจกเงินคนซื้ออัลบั้ม

แต่เป็นเงินดิจิทัล หรือ คริปโตเคอเรนซี

ทุกคนที่ซื้ออัลบั้มนี้จะได้รับ 100 ออดิโอคอยน์ มูลค่าประมาณ 0.19 ดอลลาร์ ณ เดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2017 สนับสนุนโดยบล็อกพูล บริษัทสตาร์ตอัปหน้าใหม่ใสกิ๊งด้านบล็อกเชนจากเกาะอังกฤษ

โอเค เงินไม่มาก ไม่ใช่จำนวนที่จะเอาไปทำอะไรได้มากนัก แต่ก็พอจะทำให้แฟนเพลงหันมาสนใจคริปโตเคอเรนซีกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลานั้นบิตคอยน์ คริปโตเคอเรนซีสกุลหนึ่งมีราคาสูงถึงหกแสนห้าหมื่นบาทต่อ 1 บิตคอยน์ (โดยประมาณ) น่าจะทำให้นักเก็งกำไรหันมาสนใจกับเงินตราดิจิทัลกันมากขึ้น

แต่บียอร์กไม่ได้ทำเพื่อโฆษณาเงินตราดิจิทัล เธอสนใจเรื่องเทคโนโลยี อย่างเช่นอัลบั้ม ไบโอฟีเลีย เมื่อปีค.ศ. 2011 มันก็ไม่ใช่แค่ “อัลบั้มเพลง” แต่เป็นศิลปะสื่อผสมที่ใช้เทคโนโลยีเป็นสื่อกลางระหว่างศิลปินกับคนดู/คนฟัง ใครใช้ iOS ลองหาแอ็ป Biophilia มาลอง https://itunes.apple.com/us/app/bj%C3%B6rk-biophilia/id434122935?mt=8 ถ้าจำไม่ผิดจะทำในระบบแอนดรอยด์ตามมาภายหลัง

วิดีโอด้านบนนี้เป็นระบบ 360 องศา ลองหมุนเล่นดู

หรือเมื่อตอนเธอออกทัวร์คอนเสิร์ตปีค.ศ. 2016 เธอใช้เทคโนโลยีวีอาร์ (VR – Virtual Reality ความจริงเสมือน โลกเสมือนจริง…คำไหนสักคำ) เพื่อให้แฟนเพลงเข้าถึงบ้านเธอในไอซ์แลนด์ดินแดนน้ำแข็ง เลยทำให้รู้สึกว่า บียอร์กนี่ยังคงทดลองทำอะไรแปลกใหม่อยู่เสมอไม่เปลี่ยนแปลง และยังให้แฟนเพลงลองใช้เทคโนโลยีไปพร้อมกับเธอด้วย ไม่ใช่แค่ขายอัลบั้มด้วยเงินดิจิทัล แต่การให้เงินดิจิทัลเก็บไว้เป็นเงินก้นถุงมันก็เป็นการเย้ายวนเชิญชวนให้คนลองทำความรู้จักกับเงินตราดิจิทัลกันมากขึ้นกว่าเดิม เพราะไหน ๆ ก็มีอยู่ในพอร์ตแล้ว

คริปโตเคอเรนซี และเทคโนโลยีบล็อกเชนเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่าจะเปลี่ยนแปลงวงการดนตรีอย่างไรบ้าง ไม่ได้หมายถึงรูปแบบดนตรี แต่เป็นวิถีการบริโภค เพราะเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่าง ๆ เป็นตัวบังคับการเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในโลกรวมทั้งดนตรี

นึกถึงโลกนี้ ถ้าไม่มีเครื่องเล่นแผ่นเสียง รูปแบบการฟังดนตรีก็จะเป็นแค่การออกไปชมการแสดงคอนเสิร์ตในที่ต่าง ๆ แต่พอมีแผ่นเสียง เฮ้ย เรานั่งฟังเพลงในบ้านได้ ถัดจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงก็เป็นระบบวิทยุกระจายเสียงทั้งเอเอ็ม เอฟเอ็ม คนไม่ต้องซื้อแผ่นเสียงกันมากนัก แต่ได้ลองฟังจากวิทยุที่อาจจะค้นพบเพลงใหม่ที่ชอบหรือเพลงที่คิดว่าจะชอบฟังหลายรอบกลับไม่ชอบ หรือได้รู้จักดีเจผู้เปิดแผ่นซึ่งจะกลายเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดต่อผู้ฟัง

ถัดจากวิทยุกระจายเสียง ก็เป็นยุคของโทรทัศน์ ยุคของเทปคาสเซตต์กับเครื่องเล่นวอล์กแมนของโซนีททำให้เอาเทปคาสเซตต์ติดตัวไปฟังที่ไหนก็ได้ แล้วก็มายุคไอพอดทำให้ดิจิทัลมิวสิกเริ่มทำรายได้เป็นกอบเป็นกำหลังจากอินเตอร์เน็ต เพียร์-ทู-เพียร์ และ เอ็มพีทรีถล่มยอดจำหน่ายซีดีเสียเละเทะ

ยุคหลังที่เปลี่ยนจริง ๆ ไม่ใช่เรื่องของไฟล์เอ็มพีทรี แต่เป็นสมาร์ตโฟน ซึ่งทำให้การฟังเพลงเปลี่ยนไป ทั้งดาวน์โหลดมาเก็บไว้ในเครื่องและฟังออนไลน์หรือสตรีมมิง

นี่คือเทคโนโลยีเปลี่ยน พฤติกรรมคนฟังเพลงก็เปลี่ยน

และตอนนี้ไม่รู้ว่าบล็อกเชนจะเปลี่ยนรูปแบบพฤติกรรมผู้บริโภคไปอีกหรือเปล่า เพราะคริปโตเคอเรนซีไม่ใช่แค่เรื่อง “เงิน” หรือ “มูลค่าของการแลกเปลี่ยน” หากแต่เป็นเรื่องของกระบวนการวิธีแลกเปลี่ยน ด้วยการตัดคนกลางออก ยกตัวอย่าง ยูโจมิวสิก (Ujo Music) เป็นสตาร์ตอัปที่เพิ่งเกิดไม่นานเท่าไหร่ วางตัวว่าจะเป็นผู้ช่วยศิลปินนำดนตรีไปสู่แฟนเพลง โดยไม่ต้องมีบริษัทต้นสังกัด ผู้ดูแลลิขสิทธิ์เพลง หรือรูปแบบธุรกิจเดิมไปทั้งหมด เงินที่ได้มา แบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งส่งตรงสู่ศิลปินกับอีกส่วนเป็นเปอร์เซนต์ที่บริษัทจะได้รับเป็นค่าดำเนินการ ถ้านึกถึงอัตราผลตอบแทนแล้ว แน่นอนว่ารูปแบบนี้ศิลปินจะได้รับส่วนแบ่งเป็นเปอร์เซนต์มากกว่ารูปแบบธุรกิจเดิมมาก แล้วด้วยสื่อสังคมออนไลน์ในทุกวันนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้กับไวรัลและการตลาดแบบปากต่อปาก ไม่ต้องพึ่งโฆษณาและพื้นที่สื่อรูปแบบเดิมเช่นโทรทัศน์ นิตยสาร สิ่งพิมพ์ บิลบอร์ดโฆษณา ฯลฯ

กรามาทิก ศิลปินเพลงรายหนึ่งถึงกับสร้างระบบเงินดิจิทัลสกุล GRMTK ขึ้นมาเอง ในวงเงิน 2.5 ล้านดอลลาร์ และปล่อยให้แฟนเพลง 25 เปอร์เซ็นต์ โดยคนที่ถือเงินสกุลนี้อยู่จะเป็นผู้รับค่าตอบแทนทางลิขสิทธิ์ของเขาตามสัดส่วน จะว่าไปก็เหมือนขายหุ้นอยู่เหมือนกัน แต่เปลี่ยนมือกันได้โดยไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

คำถามเดียวในตอนนี้คือมันจะไปไกลสักแค่ไหน? เพราะปัญหาที่รออยู่ก็คงไม่น้อยเช่นกัน เพราะรูปแบบธุรกิจดนตรีในโลกกระแสหลักยังเป็นแบบเดิมอยู่

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเพลงของศิลปินที่ใช้ระบบนี้ไปอยู่ในสปอติไฟ ก็จะได้รับเงินค่าตอบแทนลิขสิทธิ์กลับมา แต่…ใครเป็นคนดูแลลิขสิทธิ์การเผยแพร่ (ที่เรียกกันว่า Publsher) ซึ่งจะเป็นคนรวมเงินก้อนนี้ไว้ให้คนเขียนเพลง แล้วถ้าคนเขียนเพลงมีมากกว่าหนึ่งจะแบ่งอย่างไร? ถ้ามีคนหยิบเพลงนี้มามิกซ์ใหม่จะเป็นอย่างไร? เพรารูปแบบธุรกิจที่ใช้อยู่ในปัจจุบันยังพึ่งพาคนดูแลลิขสิทธ์การเผยแพร่เป็นหลัก

ซึ่งตอนนี้ทางฝั่งผู้บุกเบิกบล็อกเชนสำหรับธุรกิจดนตรีก็เริ่มคิดเรื่องนี้กันแล้ว แต่ยังไม่มีรูปธรรมชัดเจนออกมา เพราะระบบเก่าก็คงจะไม่ยอมอะไรง่าย ๆ เหมือนกัน

ตอนนี้การเปลี่ยนแปลงยังไม่เห็นชัดนัก อาจจะต้องรอเวลาสักพักน่าจะมีอะไรให้ดูมากกว่านี้

แนะนำศิลปินที่ใช้บล็อกเชน  http://imogenheap.com/home.php?article=2430

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s