Anvil! The Story of Anvil


ดูสารคดีเรื่องราวของแอนวิลไปค่อนเรื่องก็คิดได้ว่านี่กำลังดูเรื่องราวของคนขี้แพ้อยู่หรือนี่? นี่คือเรื่องราวของนักดนตรีตกอับชัด ๆ เอาแค่เลี้ยงชีพด้วยการเล่นดนตรียังไม่ได้เลย ต้องไปขับรถส่งอาหารเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน

แอนวิลไม่เคยประสบความสำเร็จทางการตลาด ถ้าจะวัดความสำเร็จด้วยยอดขายแล้วล่ะก็…วงดนตรีที่มียอดจำหน่ายหลักหมื่น และหลักพัน (ต้น ๆ ) ในช่วงหลัง คงไม่ใช่วงที่ประสบความสำเร็จ แต่แอนวิลก็ยังคงอยู่มาตั้งแต่ปีค.ศ. 1978 มีเปลี่ยนสมาชิกไปบ้าง แต่สองแกนนำหลักคือ สตีฟ “ลิปส์” คัดโลว์ (มือกีตาร์/ร้องนำ) กับ ร็อบบ์ ไรเนอร์ (มือกลอง) ยังคงทำวงกันมาต่อเนื่อง แม้ว่าจะต้องไปเล่นโดยมีเพียงคนดูเพียงแค่หลักสิบคน (หรือแม้แต่ 5 คนก็ยังมี)

แต่วงดนตรีส่วนใหญ่ก็คงไม่ต่างจากนี้มากนัก เมื่อเทียบกับบรรดานักดนตรีทั้งหมดในโลกนี้ที่พยายามจะไขว่คว้าหาความสำเร็จทั้งชื่อเสียงและเงินทองจะมีวงดนตรีที่ประสบความสำเร็จจริง ๆ แค่หยิบมือ หลายคนฝันจะเป็นเมทัลลิกาหรือว่าเล็ดเซพพลิน แต่ความจริงคือมากกว่าครึ่งอยู่ในสถานะที่ไม่ต่างจากแอนวิลเท่าไหร่นัก วงดนตรีที่มีทั้งโลกนี้ที่ประสบความสำเร็จจริงมีน้อยมาก ส่วนใหญ่จะล้มหายตายจากไปในช่วงเวลาไม่นาน บางวงประสบความสำเร็จสักสี่ห้าปี หรือบางวงอาจจะดังเพลงเดียว บางวงไม่เคยได้เซ็นสัญญาออกแผ่นเสียงเลย พอไม่ประสบความสำเร็จ หลายคนเริ่มท้อ เลิกเล่นดนตรีไปทำอะไรอื่น เราได้เห็นวงดนตรีหลายคณะที่เคยดังในช่วงหนึ่ง พอถึงเวลาก็แยกวง หายไปสักสิบปียี่สิบปีก็กลับมารียูเนียน ครบคนบ้างไม่ครบบ้างเพื่อออกทัวร์หาเงินเฉพาะกิจกินบุญเก่าแล้วแยกย้าย

และในขณะที่วงดนตรีหลายคณะเลือกที่จะแยกวงกันไปคนละทาง สตีฟ คัดโลว์ กับร็อบ ไรเนอร์ ประคับประคองวงแอนวิลสืบต่อมาไม่เคยละทิ้งตลอดเวลาเกือบสี่สิบปี

แอนวิลได้รับคำชื่นชมยกย่องจาก สแลช ลาร์ส อุลริซ สก็อต เอียน เลมมี และทอม อารายา เป็นอย่างมากในฐานะวงดนตรีที่มีอิทธิพลต่อวงการเมทัล แต่ทำไมวงดนตรีฝีมือเยี่ยม ดูท่าจะมีอนาคตไกลกลับไปไม่ถึงฝัน?

[ลองฟังลาร์ส อุลริช มือกลองเมทัลลิกาพูดถึงวงแอนวิล]

ก็คงอย่างที่เลมมีบอกไว้ ถึงจะฝีมือดี เขียนเพลงเก่งขนาดไหน แต่ถ้าอยู่ผิดที่ผิดเวลาก็ไปไม่รอด!

สามอัลบั้มแรกของแอนวิลเป็นผลงานคลาสสิก ฮาร์ดแอนด์เฮฟวี เมทัลออนเมทัล และ ฟอร์จด์อินไฟร์ แม้ว่าจะออกกับบริษัทเล็ก ๆ แต่ก็เข้าตาสื่อมวลชนสายเมทัลจึงได้รับการพูดถึงพอสมควร แต่โชคชะตาก็มักจะไม่เป็นใจกับชีวิตใครหลายคน

[เพลง “เมทัลออนเมทัล”]

ในสารคดีไม่ได้เล่าเรื่องนี้อย่างละเอียด เพราะเน้นไปที่สภาพของวงแอนวิลในปัจจุบัน (ณ เวลาที่ทำสารคดี) มากกว่า ก็เลยจะเล่าเป็นเกร็ดว่า สมัยที่แอนวิลทำอัลบั้มสาม ฟอร์จด์อินไฟร์ เรียบร้อยเขาก็ได้เดวิด เคร็บส์ ซึ่งเป็นผู้จัดการวงแอโรสมิธ  (ร่วมกับสตีฟ เลเบอร์) ในตอนนั้นมาเป็นผู้จัดการวง อนาคตเหมือนจะสดใสมากสำหรับชาวแอนวิล แต่เรื่องไม่เป็นดังคาดเพราะเดวิดเจรจาบอกเลิกสัญญากับแอตติก บริษัทต้นสังกัดแอนวิลในตอนนั้นได้สำเร็จก็จริง แต่กลับหาสัญญาจากบริษัทใหญ่ในสหรัฐฯให้แอนวิลไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่บริษัทใหญ่ในอเมริกาอยากจะได้สิทธิจำหน่ายสามอัลบั้มแรกด้วย แต่แอตติกไม่ยอมปล่อยสามอัลบั้มแรกให้ ผลของการให้เดวิด เคร็บส์เป็นผู้จัดการช่วงนั้น (1983 – 1985) ก็คือ แอนวิลหายเงียบจากสาธารณะชนไปเลย ซึ่งเป็นการพลาดโอกาสทองเพราะกระแสดนตรีตอนนั้นเป็นช่วงก่อตัวของแธรชเมทัลและเป็นช่วงที่เฮฟวีเมทัลเริ่มเป็นดนตรีกระแสหลักบ้าง แอนวิลพลาดโอกาสเกาะขบวนรถไฟที่กำลังเร็วแรงไปอย่างน่าเสียดาย

กว่าแอนวิลจะกลับมาออกอัลบั้มอีกครั้งก็ปีค.ศ. 1987 โดยให้เมทัลเบลดเป็นผู้จัดจำหน่าย และผลงานชุด สเตรนธ์ออฟสตีล ก็เป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จด้านการตลาดอย่างที่สุดของแอนวิล แต่มันเทียบไม่ได้เลยกับวงดนตรีที่รับอิทธิพลของพวกเขาเช่นเมทัลลิกา หรือว่าวงร่วมรุ่นเช่นไอออนเมเดนที่แซงหน้าไปไกลแล้ว ยิ่งเมื่อเข้าสู่ทศวรรษ 1990 ซึ่งบรรดาดนตรีเมทัลต่างล้มหายตายจากแยกย้ายระส่ำระสาย เหลือแต่วงใหญ่จริงที่ยังอยู่ได้ ซึ่งแอนวิลก็ยังอยู่ได้ ทศวรรษ 2000 เป็นต้นมาพวกเขาคือวงโอลสคูลที่ไม่อยู่ในความสนใจของชาวเมทัลเท่าไหร่ ยกเว้นแฟนเพลงผู้คลั่งไคล้วงแอนวิลจริง ๆ ที่ยังติดตามอยู่

สารคดีเรื่องนี้ก็เปิดเผยชีวิตของสมาชิกแอนวิล เน้นที่สองแกนนำหลัก สตีฟ “ลิปส์” คัดโลว์ มือกีตาร์และร้องนำ กับ ร็อบ ไรเนอร์ มือกลอง สองคู่หูที่อยู่สร้างวงด้วยกันมาตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแต่ละคนต้องไปหางานอื่นทำเพื่อเลี้ยงชีพ เล่นดนตรีในที่มีคนดูเพียงแค่หลักสิบ การออกทัวร์ยุโรปที่แสนอนาถา เห็นความพยายามของสตีฟ คัดโลว์ที่พยายามฟื้นความจำไมเคิล เชงเกอร์ หรือ คาร์ไมน์ อะพีซี แต่ล้มเหลว ไม่มีใครจำเขาได้ ดูถึงตอนนี้อดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้

เรื่องงนี้เล่าเรื่องได้ดี ต้องชม ซาชา เจอวาซี ผู้กำกับสารคดีผู้เคยเป็นลูกทัวร์ให้กับแอนวิลช่วงปี ค.ศ. 1982 – 1985 เขาเป็น นักเขียนบทภาพยนตร์ (เช่นเดอะเทอมินัล ที่มีทอม แฮงก์เป็นดารานำแสดง) และกำกับภาพยนตร์โดยเฉพาะสารคดีเกี่ยวกับดนตรี ซาชามีเทคนิคการเล่าเรื่องที่น่าติดตาม เขาเปิดตัวด้วยความยิ่งใหญ่ของแอนวิลเพื่อแนะนำให้คนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนได้รับรู้ว่าแอนวิลเคยมีผลงานอะไรบ้างในช่วงสั้น ๆ จากปากคำของนักดนตรีผู้มีชื่อเสียงระดับซูเปอร์สตาร์ซึ่งยอมมาเล่าความรู้สตัวเองที่มีต่อวงแอนวิลแบบไม่รับค่าตัว แล้วตัดมาที่ชีวิตปัจจุบันของสตีฟกับร็อบบ์ที่ต้องทำงานอื่นเพื่อเลี้ยงชีวิต บอกเล่าเรื่องราวความพยายามที่จะเล่นดนตรีต่อไป สารคดีเรื่องนี้ยอดเยี่ยมหลายด้าน แต่ที่สำคัญคือตัวสมาชิกวงแอนวิลที่ดูเป็นตัวตนที่แท้จริง ไม่ได้เกิดความรู้สึกว่าเขากำลังโอ้อวดหรือดรามาเกินความจริง

การดูเรื่องราวของวงแอนวิลที่ยังสู้ไม่ถอยเพื่อสิ่งที่ตัวเองรัก ได้เห็นว่าพวกเขาก็พยายามเต็มที่แล้วเพียงแต่อะไรต่อมิอะไรมันไม่เป็นใจให้พวกเขา มันก็ทำให้รู้สึกว่าพวกเขามีความแน่วแน่มั่นคงต่อสิ่งที่คิดจริง ๆ แม้ว่าช่วงเวลาชั่วโมงกว่าที่ผ่านไปจะได้เห็นแต่ความพยายาม และความพยายาม

ความพยายามอยู่ที่ไหน ย่อมได้รับผลตอบแทนสักวันหนึ่ง สารคดีเลยปิดท้ายด้วยงานลาวด์พาร์ก 06 ซึ่งจัดที่ประเทศญี่ปุ่น มีวงดนตรีเมทัลมาร่วมงานหลายคณะ เช่นเมกาเดธ ฮาร์ดคอร์ซูเปอร์สตาร์ แอนแธรกซ์ นาปาล์มเดธ และอีกมากมาย แอนวิลได้เล่นเป็นวงแรกของวันแรก (14 ตุลาคม) เริ่มเล่นเวลา 11.35 นาฬิกา ซึ่งตามหลักการจัดเรียงวงดนตรีเล่นตามเทศกาลทั่วไปก็ต้องคิดว่าวงไหนบารมีชื่อเสียงน้อยที่สุดก็เล่นก่อน โอกาสที่จะมีคนดูน้อยที่สุดก็เป็นไปได้มากที่สุด

โชคดี เห็นคนเต็ม…น่าจะสร้างกำลังใจให้กับสมาชิกแอนวิลได้บ้างพอสมควร

[เพลง “แบดแอสร็อกแอนด์โรล”]

หลังจากสารคดีนี้ออกฉายแอนวิลก็ได้รับความสนใจมากขึ้น มีทัวร์และได้เป็นวงเปิดให้กับวงดังเช่น เอซี/ดีซีและยังผลิตอัลบั้มต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ

อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าสตีฟรับข้อเสนอของเลมมีที่ให้มาเป็นมือกีตาร์วงมอเตอร์เฮดในปีค.ศ. 1982 ตอน เอ็ดดี คล้ากลาออกจากวงจะเป็นอย่างไร? แต่สตีฟเชื่อมั่นในวงแอนวิล แม้ว่าตอนนั้นแอนวิลจะเป็นเพียงวงดนตรีที่เซ็นสัญญากับบริษัทเล็ก ๆ ในแคนาดา ขณะที่มอเตอร์เฮดเป็นวงระดับโลก แต่ดูเหมือนสตีฟจะพอใจกับความสำเร็จ (แน่นอน เขาคงผิดหวังอยู่ไม่น้อยที่ไม่ดังและทำเงินได้มากกว่านี้) แต่เขาบอกในช่วงปิดท้ายสารคดีว่า

“เราได้สัมผัสช่วงเวลาที่มีชื่อเสียง 15 นาที แล้วมันก็ผ่านไป นั่นคือสิ่งที่ผมมอง ผมโชคดีพอที่จะมีช่วงเวลาแบบนั้นและได้ทำช่วงเวลานั้นให้ดีพอที่จะให้ผมยึดมันเป็นอาชีพมากว่า 30 ปี ดังนั้นมันถือว่าประสบความสำเร็จ เป็นความสำเร็จที่น่าอัศจรรย์ไม่มีอะไรให้รู้สึกดูแคลนหรือว่าไม่ภูมิใจกับมันเลย”

ดูจากสารคดีเรื่องนี้ก็ค่อนข้างเชื่อว่าสตีฟคิดอย่างที่พูดจริง ๆ สำหรับคนหนึ่งคนถ้าเคยทำอะไรสักอย่างที่น่าภูมิใจมีคนจำได้ ก็น่าจะเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งของชีวิต

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.