Queen: News of The World


หลังจากควีนประสบความสำเร็จจาก อะไนต์แอตดิโอเปรา และ อะเดย์แอตเดอะเรซ ควีนก็เดินหน้าต่อในอัลบั้ม นิวส์ออฟเดอะเวิลด์ ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจนอย่างหนึ่งคือควีนลดบทบาทการใช้เทคนิคในห้องบันทึกเสียง โดยเฉพาะบันทึกมัลติแทร็กที่เคยมีอยู่มากมายจนทำให้แสดงสดบนเวทีไม่ได้อย่างในอัลบั้ม เช่น “โบฮีเมียนแรปโซดี” จาก อะไนต์แอตดิโอเปรา “ซัมบอดีทูเลิฟ” อะเดย์แอตเดอะเรซ ที่ซ้อนเสียงร้องประสานจนเหมือนมีคณะนักร้องประสานเสียงเป็นร้อยคน

ควีนแสดงตัวชัดเจนมาเนิ่นนานว่าอาศัยเทคโนโลยีทางการบันทึกเสียงช่วยทำเพลงให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เรื่องนี้เฟรดดี เมอคิวรี นักร้องนำผู้ล่วงลับของควีนเคยให้สัมภาษณ์ช่วงอัลบั้ม เชียร์ฮาร์ตแอตแท็ก ว่า “อัลบั้ม (เชียร์ฮาร์ตแอตเเท็ก) มีความหลากหลายมาก ผมคิดว่าเราทำมันจนถึงที่สุดในตอนนั้นนะ เราสนใจเรื่องเทคนิคสตูดิโอและต้องการใช้สิ่งที่มีอยู่ เราได้เรียนรู้เทคนิคมากมายในขณะที่เราทำ 2 อัลบั้มแรก แน่นอนว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ตามมา และการวิจารณ์ที่สร้างสรรค์เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา แต่ให้พูดตรง ๆ แล้วละก็ ผมเข้ากับพวกสื่อมวลชนอังกฤษไม่ค่อยได้ และพวกเขาก็ไม่เป็นธรรมกับเรา ผมรู้สึกว่าบรรดานักข่าวทำตัวใหญ่โตเหนือศิลปิน…”

เพลง “โบฮีเมียนแรปโซดี” จาก อะไนต์แอตดิโอเปรา กลายเป็นเครื่องหมายการค้าที่แสดงเอกลักษณ์ของควีนในเรื่องการใช้เทคโนโลยีได้ชัดเจน โดยเฉพาะท่อนร้องประสานเสียงแบบโอเปราที่วงควีนต้องใช้วิธีเปิดเทประหว่างการแสดงสดเพราะคนเพียงไม่กี่คนบนเวทีไม่สามารถสร้างเสียงแบบนั้นแบบสดสดได้สมบูรณ์แบบ การดึงโอเปราเข้ามาสู่ดนตรีร็อกเป็นความตื่นตาตื่นใจสำหรับคนฟังเพลงร็อกไม่น้อย และเมื่อพวกเขาสร้างสรรค์อัลบั้ม อะเดย์แอตเดอะเรซ กันเองโดยปราศจากรอย โธมัส เบเกอร์ ผู้ดูแลการผลิตสี่อัลบั้มแรกของพวกเขา ก็ออกมาประสบความสำเร็จมากพอตัว แต่นักวิจารณ์หลายคนในอังกฤษและสหรัฐวิจารณ์ว่ามันเหมือนเดินรอยตาม อะไนต์แอตดิโอเปรา มากเกินไปสักหน่อย แม้แต่รอย โธมัส เบเกอร์ ผู้ซึ่งดูแลการผลิตสี่อัลบั้มแรก แต่ไม่ได้ทำงานใน อะเดย์แอตเดอะเรซ ยังบอกว่าอัลบั้มเดินตามรอย อะไนต์แอตดิโอเปรา ทุกกระเบียดนิ้ว ส่วนไบรอัน เมย์ ออกมาพูดถึงอัลบั้มนี้ในภายหลังว่ามันอาจจะ “ใช้เทคนิคในห้องบันทึกเสียงมากเกินไปหน่อย” อันนี้จะว่าไปก็ไม่ใช่ข้อเสียเพราะสิ่งที่ควีนทำใน อะไนต์แอตดิโอเปรา เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนทั้งการประสานเสียงและการใช้เทคโนโลยีในห้องบันทึกเสียงตกแต่งซ้อนทับจัดวางเสียงราวเป็นวงออเคสตราผสมคณะประสานเสียงขนาดย่อม แต่ถึงแม้ว่ายอดจำหน่ายอัลบั้มอะเดย์แอตเดอะเรซ แตะหลักล้านแผ่นในอเมริกา แต่มันก็ขายได้ต่ำกว่า 1 ใน 3 ของยอดจำหน่าย อะไนต์แอตดิโอเปรา บวกกับเสียงวิจารณ์จากสื่อมวลชนไม่ค่อยดี ทำให้รู้สึกเหมือนพวกเขาสะดุดขาตัวเอง ซวนเซไปบ้าง

ชะตากรรมของควีนในช่วงแรกไม่ต่างจากเลดเซพพลินช่วงแรก…นั่นคือสื่อมวลชนไม่ค่อยเป็นมิตรสักเท่าไหร่ หรืออาจจะเพราะหมั่นไส้พวกเขาก็ได้

“…ผมคิดว่าพวกเราเป็นนักแต่งเพลงที่ดี แล้วเราก็ต้องการเล่นดนตรีที่ดีไม่ว่าพวกเขาจะว่าให้เราอับอายขนาดไหน ดนตรีเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับพวกเรา ตอนที่เราออกทัวร์เป็นวงหลักครั้งแรก และมันก็ประสบความสำเร็จโดยที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากสื่อเลย ผมคิดว่าพวกเขาคงอยากจะหาวงของพวกเขา แล้วเราก็ล้ำหน้าเกินไปสำหรับพวกเขา” เฟรดดี เมอร์คิวรีบอก

ถ้าตัดประเด็นว่า อะเดย์แอตเดอะเรซ เป็นเสมือนภาคต่อของ อะไนต์แอตดิโอเปรา ตั้งแต่ชื่ออัลบั้มยันดนตรีภายใน อัลบั้ม อะเดย์แอตเดอะเรซ ก็มีเพชรเม็ดงามและคลาสสิกอยู่หลายเพลง แต่สื่อมวลชนหลายคนก็ว่า (ในตอนนั้น) ว่ามันไม่มีอะไรเปลี่ยน ย่ำอยู่กับสิ่งเดิม และปัจจัยสำคัญอีกอย่างคือกระแสพังก์อังกฤษเริ่มกำเนิดขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็ว ดนตรีหรูหราอลังการแบบควีนจึงโดนจัดให้อยู่ในกลุ่มไดโนเสาร์แบบเดียวกับเลดเซพพลิน เยส พิงก์ฟรอยด์ และอีกมากมายหลายคณะ

ในเวลานั้นกระแสดนตรีกลับไปสู่ดนตรีร็อกเรียบง่าย แม้แต่อีเอ็มไอยังเซ็นสัญญากับเซ็กซ์พิสทอลส์และให้บันทึกเสียงในสตูดิโอเดียวกับวงควีน ในเวลาเดียวกัน จึงทำให้ทั้งสองวงซึ่งเป็นตัวแทนของคลื่นลูกใหม่กับคลื่นลูกเก่าได้กระทบไหล่กันบ้าง

ในหนังสือ ควีนอันซีน (Queen Unseen, 2011) ปีเตอร์ ฮินซ์ ลูกทัวร์ของวงควีนเล่าเหตุการณ์เมื่อเฟรดดี เมอคิวรีได้พบซิด วิเชียส มือเบสวงเซ็กซ์พิสทอลส์ว่า

ตอนบ่ายวันหนึ่ง ตอนที่ควีนกำลังอยู่ในห้องบันทึกเสียง ซิด วิเชียสก็เดินเข้ามาแล้วป่วนเฟรดดี ด้วยคำถามว่า “คุณประสบความสำเร็จในการนำบัลเลต์เข้าสู่วงกว้างหรือยัง” เฟรดดี เดินตรงไปหาซิดแล้วตอบว่า “คุณคือสแตนลี ฟีโรเชียสหรืออะไรนะ ไม่ต้องห่วง เราจะทำให้ดีที่สุดนะจ๊ะ” แล้วก็คว้าคอเสื้อซิดและผลักเขาออกนอกห้องไป (เมื่อเฟรดดีให้สัมภาษณ์ภายหลังเขาว่าเขาเรียกชื่อเป็น ไซมอน ฟีโรเชียส)

พังก์ในอังกฤษกลายเป็นกระแสและแทบกลบอะไรอื่นไปจนหมดสิ้น ทั้งดนตรี วัฒนธรรม งานศิลปะ วงควีนและวงร่วมรุ่นต่างต้องเผชิญการเปรียบเทียบกับกระแสใหม่ในตอนนั้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง โรเจอร์ เทย์เลอร์เอาความกังวลนี้ไปใส่ในเพลง “ไฟต์ฟรอมดิอินไซด์” ว่า – คุณมันก็แค่ภาพอีกภาพหนึ่งซึ่งเหล่าวัยรุ่นแปะไว้บนผนังห้อง คุณมันก็แค่คนเห่ยที่กำลังตกกระป๋อง – และยังไม่พอ เขายังเอาไปเขียนในเพลง “เชียร์ฮาร์ตแอตแท็ก” ว่า – คุณอายุแค่ 17 และสิ่งที่คุณอยากทำก็คือหายตัวไป คุณรู้ว่าผมหมายถึงอะไร มันมีช่องว่างมากมายระหว่างหูของคุณ – เพลงนี้ โรเจอร์เขียนไว้ตั้งแต่ตอนทำอัลบั้ม เชียร์ฮาร์ตแอตแท็ก แต่เขียนไม่เสร็จ เพลงนี้กลายเป็นเพลง “พังก์” มีเพียงสองคอร์ด ประโยคเริ่มต้นของเพลงทำให้หลายคนคิดถึง “ไอซอว์เฮอร์สแตนดิงแดร์” ของเดอะบีตเทิลส์อยู่ไม่น้อย

โรเจอร์ เทย์เลอร์ กล่าวว่า “พอเราเลิกกังวลว่าพังก์และนักวิจารณ์จะพูดถึงพวกเราอย่างไร เราก็หมดกังวลไปทุกสิ่งอย่าง”

ส่วน จอห์น ดีคอน เขียนเพลงให้อัลบั้มนี้สองเพลงเช่นกัน “ฮูนี้ดยู” ที่เล่นสแปนิชกีตาร์ กับเพลง “สเปรดยัวร์วิงส์” บัลลาดมีเสียงเปียโนคลอ และเพลงนี้ไม่มีเสียงร้องประสาน ส่วนไบรอัน เมย์นำเสนอ 4 เพลง “วีวิลร็อกยู” “ออลเดด, ออลเดด” “สลีปปิงออนเดอะไซด์วอล์ก” และ “อิตส์เลต” ที่น่าสนใจคือเทคนิคการเล่นแทปปิงในโซโลเพลง “อิตส์เลต” ก่อนหน้าแวนเฮเลนจะทำให้มันเป็นที่นิยมในอัลบั้มแรกของพวกเขาเมื่อปีค.ศ. 1978  สำหรับเฟรดดี เมอร์คิวรี มีสามเพลงคือ “วีอาร์เดอะแชมป์เปียนส์” “เก็ตดาวน์, เมกเลิฟ” และ “มายมาลันโชนีบลูส์”

“ผมคิดว่าคนทั่วไปคงเข้าใจว่าเฟรดดีกับผมแบ่งเพลงกันเขียนในอัลบั้ม แต่มันไม่จริง” ไบรอัน เมย์บอก “จอห์นเขียนเพลงได้ช้ามาก โรเจอร์เขียนเพลงไว้หลายเพลงมากกว่า แต่คำถามคือจะเลือกเพลงไหนมาลงในอัลบั้มให้เกิดความสมดุล มันไม่มีกฎเหล็กอะไรหรอก”

เพลงที่โดดเด่นมากคือ “วีวิลร็อกยู” ของไบรอัน เมย์กับจังหวะติดหู แฟนเพลงร้องตามและตบมือเป็นจังหวะได้ง่าย ไบรอัน เมย์บอกว่า ของจริงต้องย่ำเท้าสองครั้งตบมือหนึ่งครั้ง แต่พอแสดงสดจริงแฟนเพลงเปลี่ยนเป็นตบมือสามครั้งแทน

เคยอ่านจากที่ไหนสักแห่ง ไม่แน่ใจว่าเป็นนิตยสารกีตาร์เวิลด์ หรือ กีตาร์เพลเยอร์ หรืออะไรสักอย่าง ได้สัมภาษณ์ไบรอัน เมย์เกี่ยวกับเรื่องจังหวะนี้ ทำให้รู้ว่าไบรอันใช้ความรู้ทางฟิสิกซ์ที่ร่ำเรียนมาใช้กับการบันทึกเสียงย่ำเท้าและตบมือด้วย ทั้งการวางตำแหน่งไมค์ การใช้ดีเลย์ มีการคำนวณทิศทางและมวลของเสียงเพื่อนำมารวมเข้าด้วยกันแล้วเป็นเสียงที่ฟังยิ่งใหญ่

ต่อด้วย “วีอาร์เดอะแชมเปียนส์” ของเฟรดดี เมอคิวรีที่ตอนแรกสมาชิกวงคิดว่าเนื้อหามันจะดูยะโสโอหังเกินไปหรือไม่ แต่เฟรดดีอธิบายชัดเจนว่า “เรา” ไม่ได้หมายถึงวงควีน แต่หมายถึงทุกคน “ไม่ได้บอกว่าควีนคือแชมเปียน แต่บอกว่าเราทั้งหมดคือแชมเปียน เหมือนกับคอนเสิร์ตเป็นการแข่งฟุตบอล แต่เราทุกคนอยู่ฝั่งเดียวกัน” เฟรดดีว่าอย่างนั้น

“วีวิลร็อกยู” และ “วีอาร์เดอะแชมเปียน” เป็นซิงเกิลดับเบิลเอไซด์ เฉพาะที่อเมริกาเพียงแห่งเดียวก็ทำยอดจำหน่ายได้ 5 ล้านแผ่น

จอห์น ดีคอน เริ่มเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ตัวเองเป็นคนแรกให้ร่วมสมัย ตามด้วยโรเจอร์ เทย์เลอร์ และเฟรดดี เมอร์คิวรี มีเพียงไบรอัน เมย์ที่ไม่ยอมเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเอง และเฟรดดีก็ขึ้นแสดงด้วยชุดรัดรูป และพวกเขาก็นำเสนอภาพลักษณ์ใหม่ผ่านมิวสิกวิดีโอ “วีอาร์เดอะแชมเปียนส์”

อัลบั้ม นิวส์ออฟเดอะเวิลด์ วางจำหน่ายวันเดียวกับ เนเวอร์มายเดอะบอลล็อกส์ ของเซ็กซ์พิสทอลส์ ตอนแรกเกือบได้ชื่ออัลบั้มว่า “ซุปเป็ด” (Duck Soup) ตามชื่อภาพยนตร์ของพี่น้องตระกูลมาร์ซอย่างสองอัลบั้มก่อนหน้า แต่กรูโช มาร์ซ ไม่อนุญาตให้พวกเขาใช้ชื่อนี้ แต่แนะนำว่าให้ชื่อ เดอะโรลลิงสโตนส์เกรตเตสต์ฮิตส์ แทน ควีนเลยเลือกชื่อ นิวส์ออฟเดอะเวิลด์ แทน

โรเจอร์เป็นคนนำแบบปกมาให้สมาชิกคนอื่นดู ต้นแบบมาจากหนังสือ แอสทาวดิงซายซ์ฟิกชัน ปีค.ศ. 1953 เป็นภาพวาดหุ่นยนต์ที่มีศพมนุษย์อยู่ในมือ วาดโดย แฟรงก์ เคลลี ฟรีส นักวาดภาพประกอบแนวไซไฟชื่อดัง วงควีนติดต่อเขาเพื่อขอให้วาดใหม่ คล้ายแบบเดิม เพียงแต่เปลี่ยนมนุษย์ในมือหุ่นยนต์เป็นสมาชิกทั้งสี่ของควีน และเป็นการสื่อถึงสื่อมวลชนทั้งหลายเหมือนหุ่นยนต์ที่บี้บีบชีวิตวงควีนมาตลอด (นิวส์ออฟเดอะเวิล์ด เป็นชื่อ หนังสือพิมพ์เก่าแก่ของอังกฤษที่ตั้งมาตั้งแต่ปีค.ศ. 1843 และยุติการพิมพ์ในปีค.ศ. 2011)

ในปีค.ศ. 1977 เฟรดดีได้เลิกร้างกับแมรี ออสตินอย่างเด็ดขาดหลังจากคบกันเจ็ดปีครึ่ง ทั้งคู่จากกันด้วยดี และยังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เฟรดดีซื้อเพนเฮาส์ในลอนดอนให้แมรี ขณะที่นำ เดวิด มินนส์ เพื่อนชายคนใหม่มาอยู่ด้วย แต่เลิกกันขณะกำลังบันทึกเสียง นิวส์ออฟเดอะเวิลด์ และได้ โจ ฟาเนลลี มาแทนที่ และตอนนั้นรสนิยมทางเพศของเฟรดดีเป็นที่รู้กันในหมู่คนใกล้ชิดวงควีน และก่อนหน้านั้นสองปีเกือบเป็นข่าวสู่สาธารณะเมื่อมีนักเขียนจากโอไฮไอเข้าไปในห้องพักโรงแรมของเฟรดดีก่อนเวลานัดหมายแล้วได้พบกับกลุ่ม “เด็ก ๆ” ของเฟรดดี ซึ่งเฟรดดีบอกว่าเป็น “เป็นคนรับใช้”

“รสนิยมทางเพศของเฟรดดีไม่เป็นที่เปิดเผยเพราะแม้แต่ในวงก็ไม่มีใครคิดเรื่องนี้” ไบรอัน เมย์เล่าภายหลัง “อาจจะเพราะไม่มีใครในวงคิดว่าเขามีอะไรแตกต่างจากเรา ไม่รู้ว่าจะพูดได้ตรงจุดมั้ย ผมหมายถึง เราแบ่งปันและทำอะไรร่วมกันหลายอย่าง ผมเห็นเฟรดดีหายเข้าไปในห้องที่มีหญิงสาวอยู่เต็มแล้วก็มีเสียงครวญครางร้องกันดังระงม ก็นะ เราเลยคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คงจะเป็นแบบเดียวกับเราในถ้าอยู่ในนั้น กว่าเราจะรู้ก็ใช้เวลานานเหมือนกันว่าเฟรดดีไม่ใช่อย่างที่เราคิด มันใช้เวลานานมากจริง ๆ น่าจะเป็นทัวร์ครั้งใหญ่ในสหรัฐ ผมจำไม่ได้ว่าตอนไหนแต่มีอยู่วันหนึ่งมีหนุ่ม ๆ เดินตามเข้าห้องโรงแรมแทนที่จะเป็นสาว ๆ เราก็คิด อือมมมมม์…” ไบรอันหัวเราะ “และมันตามมาด้วยครั้งต่อ ๆ มา แต่ว่าสิ่งเหล่านั้นไม่มีปัญหา ผมมีเพื่อนเป็นเกย์หลายคนแต่ผมไม่เคยคิดเลยว่าเฟรดดีจะเป็นหนึ่งในนั้นด้วย กว่าจะรู้ก็ใช้เวลานานมาก”

การออกทัวร์ เดอะนิวส์ออฟเดอะเวิลด์ทัวร์ เริ่มต้นที่พอร์ตแลนด์ รัฐเมน สหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1977 ควีนขนอุปกรณ์สำหรับการแสดงไปมากมายถึง 60 ตัน ทั้งไฟ สปอตไลต์ ควัน กระจก ค่าใช้จ่ายทำเวทีสูงถึง 55,000 ปอนด์ ค่าใช้จ่ายประจำวันอยู่ที่ 5,000 ปอนด์

และมันเป็นทัวร์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในปีนั้น

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.