Vince Neil: Exposed


วินซ์ นีล ลาออก (โดนไล่ออก) จากวงมอตลีครู (Mötley Crüe) แบบเงียบ ๆ เมื่อต้นปีค.ศ. 1992 ที่ว่าเงียบ ๆ เพราะตอนนั้นทางมอตลีครูปิดข่าวนี้เนื่องจากกำลังเจรจาเรื่องสัญญากับบริษัทอีเล็กตรา ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลนี้หรือเปล่าตัววินซ์เลยไม่ได้เซ็นสัญญากับอีเล็กตราด้วยเหตุผลว่าทางอีเล็กตราทำสัญญากับเขาในจำนวนเงินน้อยเกินกว่าที่เขาต้องการ อันนี้อีเล็กตราก็อาจมองว่าพอแยกตัวออกมาท่าทางจะไม่รุ่งเท่าเดิมก็ได้ อีกอย่างกระแสดนตรีในช่วงนั้นก็เห็นชัดเจนว่าเริ่มเปลี่ยนแล้วด้วย

เพลงแรกที่วินซ์ทำออกมาคือ “ยู’ร์ อินไวเต็ด (บัต ยัวร์ เฟรนส์ แคน’ต์ คัม)” (You’re Invited (But Your Friend Can’t Come), 1992) เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง เอนซิโน แมน (Encino Man) ซึ่งได้เสียงตอบรับไม่เลวนัก นักดนตรีในเพลงนี้คือสมาชิกวงแดมน์ แยงกี (Damn Yankees) ขาดแค่เท็ด นูเจนท์ (Ted Nugent) คนเดียวเท่านั้นเอง ตอนฟังเพลงนี้ครั้งแรกก็รู้สึกว่ามันไม่เลวเลยสำหรับหนทางของวินซ์ นีล ซาวด์ไม่ค่อยต่างจากมอตลีครูสมัย ด็อกเตอร์ฟิลกู้ด (Dr. Feelgood) สักเท่าไหร่ เป็นการเปิดตัวที่ดี ตอกย้ำแฟนเพลงมอตลีครูให้เข้าหางานเดี่ยวของวินซ์ได้ง่ายขึ้น

วินซ์ซุ่มทำอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของเขาโดยมี แจ็ก เบลดส์ (Jack Blades) จาก แดมน์ แยงกี เป็นผู้ร่วมเขียนเพลง ต่อมาก็ได้ ฟิล ซูสสัน (Phil Soussan) เป็นผู้ร่วมเขียนเพลงและวางแนวทางการทำอัลบั้ม วินซ์กับฟิล เคยร่วมงานกันในภาพยนตร์เรื่อง การผจญภัยของฟอร์ด แฟร์เลน (The Adventures of Ford Fairlane) ทั้งคู่รับบทเป็นนักดนตรีในวง แบล็กเพลจ (Black Plague) วงนี้เป็นวงรวมดาราเลยเพราะมือกลองรับบทโดยแรนดี คาสทิลโล (Randy Castillo) มือกีตาร์รับบทโดย คาลอส คาวาโซ (Carlos Cavazo)

น่าเสียดายที่แจ็กติดภารกิจกับ แดมน์ แยงกี ซึ่งไปได้ดีพอประมาณเลยไม่ร่วมงานอะไรกับวินซ์มากไปกว่าช่วยเขียนเพลง ส่วนฟิลตอนแรกตั้งใจออกจากวงเบกเกอร์แอนด์ธิฟส์ (Beggars & Thieves) มาร่วมงานกับวินซ์เต็มตัว แต่พอเปลี่ยนมือกีตาร์จากเอเดรียน แวนเดนเบิร์ก (Adrian Vandenberg) มาเป็นสตีฟ สตีเวนส์ (Steve Stevens) เพราะฝ่ายบริหารจัดการศิลปินของวอเนอร์บรอสไม่เห็นด้วยที่จะให้เอเดรียนมาเป็นมือกีตาร์ ฟิลก็มีปัญหาในการร่วมงานกับสตีฟ อันนี้ก็ไม่แน่ใจเพราะอะไรทำให้สตีฟอยากบันทึกเสียงเบสเองทั้งอัลบั้ม ไม่ยอมให้ฟิลเป็นคนบันทึกเสียงเบส เรื่องนี้ฟิลไม่ยอมเพราะเหมือนสตีฟจะดูถูกฝีมือการเล่นเบสของเขา ทำให้ในที่สุดเขาต้องแยกทางกับวินซ์

อัลบั้ม เอ็กซ์โพสเซด (Exposed) ผลงานเดี่ยวชุดแรกของวินซ์ นีล (Vince Neil) วางจำหน่ายในปีค.ศ. 1993 นักดนตรีคนอื่นที่ร่วมงานกับวินซ์ นีลก็คือ ร็อบบี เครน (Robbie Crane) ที่ตอนแรกวางตัวเป็นมือกีตาร์ต้องมาเป็นมือเบส มือกีตาร์อีกคนได้เดฟ มาร์แชลล์ (Dave Marshall) สองคนนี้ไม่ได้ฝากฝีมือไว้ในอัลบั้มแม้จะมีเครดิตชื่อในปกอัลบั้มเพราะสตีฟเหมาเล่นเองหมด ส่วนมือกลองเป็น วิก ฟ็อกซ์ (Vik Foxx)

สมาชิกยุคนี้เหมือนบอยแบนด์แห่งวงการแฮร์เมทัล แต่ละคนดูดี ฝีมือโอเคกันทุกคน วอร์เนอร์เล็งเห็นจุดขายว่าวงนี้ต้องขายได้แน่ ๆ ทั้งชื่อเสียงของวินซ์ สตีฟ ทีมคนเขียนเพลงก็มี วินซ์ แจ็ก เบลดส์ ทอมมี ชอว์ (Tommy Shaw) ฟิล สตีฟ เหล่านี้ก็มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ว่าเคยทำเพลงฮิตมาก่อน รอน เนวิสัน (Ron Nevison) ผู้ดูแลการผลิตก็มีประวัติการทำงานกับวงฮาร์ดร็อกที่ทำยอดขายหลักล้าน บวกขายหน้าตาความเท่ของเหล่าสมาชิก ปล่อยมิวสิกวิดีโอไปแฟนเพลงสาว ๆ คงสนใจเป็นแน่ เป็นวงที่องค์ประกอบทางการตลาดครบถ้วนสมบูรณ์พร้อมขายได้ทุกเมื่อ

แล้วเพลงก็ออกมาดีด้วย

จำได้ว่าตอนที่ฟังครั้งแรกชอบอัลบั้มนี้มาก แต่หลังจากฟังไปได้สักเดือนหรือสองเดือนก็เริ่มรู้สึกว่าเพลงมันเลี่ยนไปหน่อย คือถ้าเป็นมอตลีครูมันจะมีความดิบสากกร้าน ก้าวร้าว แฝงอยู่ในเพลง แต่พอมาเป็นงานวินซ์กลายเป็นป็อปเมทัลทั่วไปนี่เอง อาจจะดีหน่อยตรงเสียกีตาร์ของสตีฟแพรวพราวสร้างสีสัน เพลง “ซิสเตอร์ ออฟ เพน” (Sister of Pain) “ไฟน์ ไฟน์ ไวน์” (Fine, Fine Wine)  ออกมาทางมอตลีครูสมัยแรก เอาไปใส่ในอัลบั้มของมอตลีครูได้สบาย วินซ์สร้างเพลงในแบบมอตลีครูได้โดยไม่ต้องมีนิกกี (แต่อาศัย แจ็ก เบลดส์ และคนอื่น) เสียแต่มันขาดความดิบเกินไปหน่อย

ส่วนที่แตกต่างจากมอตลีครูก็คือเทคนิกกีตาร์ของสตีฟ อย่างเช่นเสียงกีตาร์ฟราเมงโกในเพลง “ดิ เอจ” (The Edge) สำเนียงแจ๊สใน “ลิฟวิง อิส อะ ลักซัวรี” (Living is a Luxury) หรือท่อนอคูสติกีตาร์สไตล์คลาสสิกในเพลง “แคน’ต์ เชนจ์ มี” (Can’t Change Me) มันทำให้บทเพลงของวินซ์ดูแตกต่างจากมอตลีครูได้ดี แต่ “แคน’ต์ เชนจ์ มี” เป็นบัลลาดที่มีสีสันกีตาร์ของสตีฟเข้ามาช่วยเสริม จะว่าไปแจ็กกับทอมมีเป็นทีมเขียนเพลงสไตล์ฮาร์ดร็อก เอโออาร์ที่ยอดเยี่ยม

จำได้ว่าตอนนั้น วินซ์ให้สัมภาษณ์ว่าเขามีความคิดเห็นทางดนตรีแย้งกับสมาชิกที่เหลือของมอตลีครู และอัลบั้ม เอ็กซ์โพสเซด นี้ได้แสดงจุดยืนทางดนตรีว่าเขามั่นคงอยู่กับดนตรีสไตล์นี้เท่านั้น แต่นั่นก็เป็นแค่คำพูเพราะอัลบั้มต่อมา คาร์ฟด์ อิน สโตน (Carved in Stone) ไหลไปกับกระแสอัลเทอเนทีฟและโพสต์กรันจ์ และล้มเหลวไปตามระเบียบ แต่ตัววินซ์คุยโม้โอ้อวดตอนมอตลีครูกลับมารวมกันสักพักใหญ่ว่าอัลบั้ม คาร์ฟด์ อิน สโตน มันเป็นผลงานที่มาก่อนกาล ก่อนคิด ร็อก (Kid Rock) จะแจ้งเกิดเสียอีก ถ้าขายอัลบั้มนี้ถูกจังหวะเวลาคงขายได้สักห้าสิบล้านชุด

ก็คุยโม้ไปพี่วินซ์

ถึงแม้ว่าวอร์เนอร์บรอสจะสนับสนุนอัลบั้มนี้เต็มที่ ทำมิวสิกวิดีโอมาสนับสนุนหลายเพลง ให้พวกเขาเป็นวงเปิดแวน เฮเลน (Van Halen) แต่ก็ไม่ช่วยให้ยอดจำหน่ายอัลบั้มนี้ดีอย่างที่คาดหวัง เท่าที่จำได้สมัยนั้นอัลบั้มนี้ขายไม่ถึงห้าแสนแผ่น ขึ้นอันดับสูงสุดที่ 13 แล้วร่วงอย่างรวดเร็ว อันนี้ก็มีปัจจัยเกื้อหนุนหลายอย่างเช่นกระแสดนตรีมันเปลี่ยนไปแล้ว ดนตรีแกลมเมทัลสดใสแบบนี้ตกยุคไปแล้ว (มอตลีครูที่พยายามหนักแน่นจริงจังก็ประสบชะตากรรมไม่ต่างกัน) แต่บทเพลงในอัลบั้ม เอ็กซ์โพสเซด เป็นเมทัล/ฮาร์ดร็อกตามสไตล์แกลมเมทัลทศวรรษ 1980 ที่โดดเด่นด้วยเสียงกีตาร์แพรวพราวของสตีฟ สตีเวนส์ เป็นผลงานที่เยี่ยมชุดหนึ่งของสไตล์นี้

สุดท้ายสมาชิกยุคนี้ก็ไปไม่รอดเพราะปัญหาสารพัด สตีฟ สตีเวนส์ โบกมือลาไปก่อนแบบไม่มีใครแปลกใจ ร็อบบี เครนทะเลาะกับวินซ์ถึงขั้นชกต่อยจนต้องออกจากวง ส่วนวิกโดนกล่าวหาว่าขโมยอุปกรณ์ของวง แล้วในที่สุดวินซ์ก็ต้องกลับไปซบมอตลีครูเหมือนเดิม

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.