Buzzcocks: Spiral Scratch


พีต เชลลี (Pete Shelley) นักร้องนำวงบัซค็อกซ์ (Buzzcocks) เสียชีวิตที่บ้านในเอสโตเนีย เป็นข่าวที่น่าเสียใจสำหรับแฟนเพลงพังก์อังกฤษยุครุ่งเรือง บัซค็อกซ์เป็นอีกหนึ่งคณะที่ทำให้แนวทาง ทำด้วยตัวเอง หรือ DO-IT-YOURSELF กลายเป็นคำแถลงการณ์ของพังก์อังกฤษในยุครุ่งเรือง ทุกอย่างทำได้ด้วยตัวเอง โดยมีอีพี สไปรัล สแครตช์ (Spiral Scratch) เป็นสิ่งพิสูจน์

บัซค็อกซ์เป็นวงพังก์ที่เติบโตในช่วงที่พังก์เปลี่ยนแปลงวงการเพลงอังกฤษ พีต เชลลีก่อตั้งวงบัซค็อกซ์ในปีค.ศ. 1975 ร่วมกับโฮเวิร์ด เดโวโต (Howard Devoto) โดยทั้งคู่ได้ชื่อมาจากข้อความพาดหัวในนิตยสารไทม์เอาต์ (Time Out) ในคอลัมน์วิจารณ์รายการโทรทัศน์หนึ่งว่า It’s the Buzz, Cock! (Cock ในที่นี้หมายถึง เพื่อน เกลอ สหาย อะไรทำนองนั้น)

เล่ากันว่าพีตกับโฮเวิร์ดอ่านคำวิจารณ์การแสดงสดของวง เซ็กซ์ พิสทอลส์ (Sex Pistols) ในนิตยสารนิวมิวสิคัลเอ็กเพรส (New Musical Express หรือ NME) ตอนนั้นน่าจะเป็นการแสดงสดครั้งแรกของเซ็กซ์ พิสทอลส์ด้วย ทั้งคู่สนใจวงเซ็กซ์ พิสทอลส์จนตัดสินใจขอยืมรถจากเพื่อนเพื่อเดินทาง 200 ไมล์จากแมนเชสเตอร์เพื่อมาดูการแสดงของเซ็กซ์ พิสทอลส์ถึงลอนดอน ตอนนั้นเซ็กซ์ พิสทอลส์เป็นวงเปิดให้ สครีมมิง ลอร์ด ซัตซ์ (Screaming Lord Sutch) ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1976

“ได้ดูเซ็กซ์ พิสทอลส์เล่นมันเปลี่ยนทุกอย่าง” โฮเวิร์ดเล่าภายหลัง “เราเริ่มตระหนักว่าเราสามารถเขียนเพลงแบบใดได้บ้าง”

ทั้งคู่ได้พบมัลคอล์ม แม็กลาเรน (Malcolm McLaren) ผู้จัดการวงเซ็กซ์ พิสทอลส์ ได้พูดคุยกันเกี่ยวกับแวดวงดนตรีและมัลคอล์มยื่นข้อเสนอว่าถ้าพวกเขาจะมาเล่นกับ เซ็กซ์ พิสทอลส์ ก็ได้ ถ้าพวกเขาสามารถประสานงานให้เซ็กซ์ พิสทอลส์ไปเล่นที่แมนเชสเตอร์บ้านเกิดของพวกเขาก็แล้วกัน

พวกเขารับคำเชิญชวนนั้นไม่ลังเลแม้จะมีปัญหาใหญ่คือพวกเขายังไม่มีวงดนตรีเลย! กำหนดที่พวกเขาตกลงกันคือเซ็กซ์ พิสทอลจะไปเล่นที่แมนเชสเตอร์ในวันที่ 4 มิถุนายน โดยพีตกับโฮเวิร์ดจ่ายเงิน 32 ปอน์ด เป็นค่าเช่าห้องที่ เลสเซอร์ฟรีเทรดฮอลล์ (Lesser Free Trade Hall) แต่เมื่อถึงเวลาแสดงก็ยังหาคนมาเล่นด้วยไม่ทันก็เลยพลาดไป ไม่ได้เล่นเป็นวงเปิดให้เซ็กซ์ พิสทอล…

หลังจากวันนั้น พวกเขาถึงได้ สตีฟ ดิกเกิล (Steve Diggle) มาเล่นเบส และ จอห์น มาเฮอร์ (John Maher) เล่นกลอง และได้เล่นเป็นวงเปิดให้เซ็กซ์ พิสทอลส์ ในวันที่ 20 กรกฎาคม

บัซค็อกซ์แตกต่างจากวงพังก์อื่น ๆ เช่นเซ็กซ์ พิสทอลส์อยู่บ้าง อย่างเซ็กซ์ พิสทอลจะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ออกแบบโดยวิเวียน เวสวู้ด มันก็จะดูดีมีความเท่ดิบที่ผ่านการออกแบบมา หรือวงอื่นก็พยายามเข้าแฟชั่นราวกับเป็นนายแบบนำสมัย ส่วนบัซค็อกซ์เหมือนเด็กธรรมดาที่เจอได้ตามท้องถนนทั่วไป ไม่มีอะไรแตกต่าง นอกจากนี้พวกเขาเขียนเพลงและตั้งใจทำอีพีเองโดยไม่มีบริษัทใดสนับสนุน

“พวกแมวมองบริษัทแผ่นเสียงไม่ค่อยมาแมนเชสเตอร์หรอก” ริชาร์ด บูน (Richard Boon) ผู้จัดการวงเล่า “สถานการณ์มันก็ไม่นิ่งเปลี่ยนไปมา แล้วมันจะมีทางเลือกอื่นบ้างมั้ย? (พีต) เชลลีย์ก็เกิดความคิดว่าตั้งบริษัทเอง ตอนนั้นมันเหมือนว่าเป็นไปไม่ได้ เหมือนสร้างคอมพิวเตอร์ในบ้านของคุณ”

ต้องบอกก่อนว่าบริษัทแผ่นเสียงอิสระรายเล็กมีมาก่อนหน้านั้นแล้ว อย่างเช่น สตีฟฟ์ (Stiff) ต้นสังกัดเดอะแดมด์ (The Damned) แต่ว่าเดฟ โรบินสัน (Dave Robinson) กับ แจ็ก ริเวียรา (Jake Riviera) เจ้าของสติฟฟ์เร็กคอร์ดเป็นคนที่มีประสบการณ์โชกโชนในวงการดนตรีและทำมันเป็นธุรกิจชัดเจน ส่วนบัซค็อกซ์เพียงแค่ต้องการทำเพื่อผลิตผลงานของตัวเองเท่านั้น

พีตตั้งบริษัท นิว ฮอร์โมนส์ (New Hormones) เพื่อทำเพลงของพวกเขาเองโดยใช้วิธีขอยืมเงินคนรอบข้างมาเป็นทุน พวกเขาหาเงินได้ 500 ปอนด์เพื่อทำอีพีแรก สไปรัล สแครตช์ โดยหวังเพียงว่าจะขายได้สัก 1,000 แผ่นเพื่อจะได้คืนเงินที่ยืมมา

บัซค็อกซ์ใช้เวลาบันทึกเสียงเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ค.ศ. 1976 ใช้เวลาบันทึกเสียง 3 ชั่วโมง มิกซ์เพลงอีก 2 ชั่วโมง ภายใต้การดูแลการผลิตของมาร์ติน ซีโร (หรือ Martin Hannett) มี 4 เพลง วางจำหน่ายเดือนมกราคม ค.ศ. 1977 ในปกอัลบั้มยังให้รายละเอียดการทำงานเช่น “เบรกดาวน์, เทกที่สาม ไม่มีอัดทับ” มีรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ เกี่ยวกับการบันทึกเสียง หน้าปกก็ออกแบบกันเอง ในอีพีชุดนี้มีเพียง 4 เพลงคือ

  • “Breakdown” – 1:58
  • “Time’s Up” – 3:07
  • “Boredom” – 2:51
  • “Friends of Mine” – 2:15

“บอร์ดอม” (Boredom) น่าจะเป็นเพลงที่ดังที่สุดในอีพีชุดนี้ เนื้อหาก็แสดงความเบื่อหน่ายสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนั้น เพลงนี้ดังที่สุดด้วยท่อนโซโลกีตาร์ที่มีเพียง 2 โน้ต

ความจริงพีตเรียนรู้การเล่นกีตาร์โดยหัดเล่นเพลงของเหล่าเทพเจ้ากีตาร์ เช่น อีริก แคลปตัน (Eric Clapton) เล็ด เซพพลิน (Led Zeppelin) “ผมเคยทำวงสมัยเรียน” พีตเล่า “มันเป็นวงเฮฟวีเมทัล พวกเขาให้ผมเล่นริธึมกีตาร์เพราะผมเป็นคนที่เรียนรู้เพลงได้เร็ว มันเป็นช่วงต้นทศวรรษ 70 มีวงเช่นแบล็กซับบาธ กราวด์ฮอกส์ แล้วก็รอรี กัลเลเกอร์ วงเทสต์ อะไรพวกนั้น”

และเพลงแรกที่เขาหัดเล่นก็คือ “ซันชายน์ ออฟ ยัวร์ เลิฟ” (Sunshine Of Your Love) รวมทั้งเพลงของเดอะบีตเทิลส์ ทีเร็กซ์ เดวิด โบวี แต่ไม่นานเขาก็เริ่มสนใจเวลเวต อันเดอร์กราวนด์ และการาจร็อกทั้งหลาย จนหล่อหลอมกลายเป็นแนวทางที่เขาต้องการเล่นคือไม่เล่นให้มันเยอะไป

“ผมเป็นพวก -ต่อต้านดนตรี-“ พีตอธิบาย “99 เปอร์เซ็นต์ของดนตรีเป็นพวกขี้อวดชอบโชว์ ตอนที่เราตั้งวง ความคิดก็คือเราจะทำในสิ่งที่ ไม่อยู่ในกระแส น่าหวาดหวั่นที่สุดที่เราทำจะทำได้ อย่างตอนที่เล่นโซโลด้วยโน้ตสองโน้ต เราก็คิดว่า คงไม่มีใครซื้อมันแน่”

“ตอนที่เล่นกีตาร์โซโลด้วยโน้ต 2 ตัว โดยเฉพาะในช่วงเวลานั้นเหมือนกับการหักหน้าการเล่นกีตาร์ทั่วไป กีตาร์เป็นเครื่องดนตรียอดเยี่ยมในการเล่น แต่คุณสามารถเรียนรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ในช่วงบ่าย และหลังจากที่คุณได้เรียนรู้พื้นฐานแล้วผมก็ไม่เห็นว่าจะต้องไปฝักใฝ่ความสมบูรณ์แบบมากนัก

“คุณต้องเข้าใจว่าตอนนั้นมันปี 75/76 มือกีตาร์เหมือนมาจากดาวอื่น มันจะต้องเล่นโน้ตให้มากที่สุดที่จะมากได้ ต้องเล่นเร็วให้คนทึ่ง ต้องทำให้คนมาถกเถียงว่าใครเป็นมือกีตาร์ที่เก่งกล้าสามารถมากกว่ากันโดยตัดสินจากจำนวนโน้ตที่เขาเล่นโซโล”

“ผมว่าตอนนี้มันก็ไม่เปลี่ยนไปจากตอนนั้นเท่าไหร่นะ”

กับตัน เซนซิเบิล แห่งวงเดอะแดมด์ เล่าความประทับใจที่ได้พบบัซค็อกซ์ครั้งแรกในเทศกาล 100 คลับ พังก์เฟสติวัล ว่า

“ท่อนโซโลสองโน้ตนั่นเหมือนอากาศบริสุทธิ ผมเห็นพวกเขาที่พังก์เฟสติวัลที่ 100 คลับ แล้วพวกเขาเอากีตาร์ใส่ถุงพลาสติกมา เหมือนจะเป็นถุงของเซฟเวย์นะ” (เซฟเวย์เป็นห้างสรรพสินค้าอเมริกาที่เข้ามารุกตลาดอังกฤษ)

พวกเขาคงติด 20 อันดับแรกของกีตาร์ที่ถูกที่สุดที่จะหาได้ น่าจะวูลเวิร์ธส หรืออะไรสักอย่าง บางตัวมีแค่ 4 สาย แล้วพวกเขาก็ตั้งสายไม่ค่อยได้ พวกเขาขึ้นเวทีเล่นเพลงของพวกเขาได้อย่างน่าประทับใจและแตกต่างจาก (อีริก) แคลปตัน หรือมือกีตาร์คนอื่นที่พยายามเล่นโน้ตบลูส์สมบูรณ์แบบที่น่าเบื่อ ผมหมายถึงว่า คนมักจะบอกว่าคนเหล่านั้นมีจิตวิญญาณใช่มั้ย แต่พวกนั้นดูน่าเบื่อเวทีมากเลย แต่บัซค็อกซ์ทำมันออกมาน่าตื่นตา ด้วยกีตาร์ที่มีแค่ 4 สาย แต่ให้อารมณ์จัดจ้าน พวกเขาเล่นโน้ตไม่ดีนักแต่ว่ามันวิเศษมาก พังก์เฟสติวัลเป็นช่วงเวลาที่ผมคิดว่าเราได้ทำอะไรบางอย่าง และเราได้ล้มล้างอะไรไปด้วย พวกขยะที่น่าเบื่อทั้งหลายถึงจุดจบแล้ว”

พีตนำอัลบั้มไปฝากร้านขายแผ่นเสียงเวอจิน ในแมนเชสเตอร์ 25 แผ่น ขายแผ่นละ 99 เพนนี ทางวงจะได้เงิน 60 เพนนีต่อแผ่น ที่เหลือเขาพยายามกระจายไปยังคนรู้จักเพื่อขอให้ช่วยกระจายแผ่นพร้อมขายตรงทางไปรษณีย์ ซึ่งก็ได้ผลน่าพอใจ และมีคนส่งไปถึงมือจอห์น พีล (John Peel) ดีเจผู้ยิ่งใหญ่แห่งเกาะอังกฤษ ทำให้คนรู้จักพวกเขามากขึ้น และไม่นานก็มีภาพ มาร์ก โบแลน ถือแผ่น สไปรัล สแครตช์ ปรากฏในสื่อมวลชน ยิ่งทำให้อัลบั้มสไปรัล สแครตซ์ขายดีขึ้นไปอีกจนทำยอดจำหน่ายได้ถึง 16,000 แผ่น

สมัยนั้น (ค.ศ. 1977) ยังหาศิลปินที่ทำเองขายเองแบบนี้น้อยมาก เมื่อบัซค็อกซ์ทำให้เห็นว่ามันเป็นไปได้ ก็เริ่มเกิดบริษัทอิสระเล็ก ๆ เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนศิลปินหน้าใหม่ แล้วมันก็กลายเป็นต้นแบบให้อีกหลายวงทำตาม ไม่ว่าจะเป็น เดสพีเรต ไบซิเคิลส์ (Desperate Bicycles) หรือ สคริตตี โพลิตี (Scritti Politi) ที่ตั้งบริษัทมาจำหน่ายอัลบั้มของตัวเอง ในปีค.ศ. 1978 นิตยสารซิกแซกบันทึกเอาไว้ว่าวงการพังก์มีบริษัทอิสระถึง 120 แห่ง

ถ้าเซ็กซ์ พิสทอลส์ทำให้คนเห็นว่าใครก็ทำวงร็อกได้ บัซค็อกซ์ก็ทำให้เห็นว่าใครก็สามารถสร้างสรรค์ผลงานทุกอย่างด้วยตัวเองได้ เพราะในขณะที่วงพังก์คณะอื่น (เช่นเซ็กซ์ พิสทอลส์) ได้รับความช่วยเหลือจากคนรอบข้างที่ “ออกแบบ” พวกเขามาอย่างดี (แน่นอนว่าพวกเขาก็มีดีในตัวอยู่แล้ว) บัซค็อกซ์กลับนำเสนอ “ทำมันด้วยตัวเอง” อย่างสมบูรณ์แบบ พวกเขาเขียนเพลงเอง เล่นดนตรีโดยไม่สนใจว่าจะต้องทำให้ดีเลิศ และจัดจำหน่ายผลงานโดยไม่รอความช่วยเหลือจากบริษัทแผ่นเสียง ซึ่งอาจจะลดทอนความสร้างสรรค์ที่อยากทำเพื่อหวังผลทางการตลาด ทั้งหมดที่พวกเขาทำได้สร้างแรงบันดาลใจในคนทั่วไปเห็นว่า “ทำได้ถ้าจะลงมือทำ” และนั่นเป็นปรัชญาของพังก์ที่ส่งผลกระทบในเวลาต่อมา

แต่บัซค็อกซ์ยุคแรกก็อยู่ไม่นาน เพราะโฮเวิร์ดตัดสินใจลาออกจากวงในวันที่อีพีวางจำหน่ายกลับไปเรียนต่อให้จบมหาวิทยาลัย (หลังเรียนจบเขาทำวงแมกกาซีน) บัซค็อกซ์ยุบวงในปีค.ศ. 1981 หลังผลิตผลงานไว้ 3 อัลบั้ม ก่อนจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งในปีค.ศ. 1989

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.