Floyd Rose and Eddie Van Halen


เชื่อว่ามือกีตาร์ทุกคนน่าจะรู้จักคันโยก ฟรอย์ โรส อุปกรณ์สำคัญที่หลายคนบอกว่ามันช่วยเปลี่ยนโฉมหน้าการเล่นกีตาร์ไปเลย และถ้าเข้าใจไม่ผิด ฟรอยด์ โรส มาดังเพราะอัลบั้มแรกของแวน เฮเลน ด้วยฝีมือการเล่นของเอ็ดดี แวน เฮเลน เทคนิคแท็ปปิง และ ฟรอยด์ โรส!

เอ็ดดี แวน เฮเลน กับ แฟรงเกนสตรัต

อัลบั้มแรกของ แวน เฮเลน วางจำหน่ายวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1978 มีเพลงฮิตคือ “ยู เรียลลี ก็อต มี” แต่เพลงที่สร้างชื่อเสียงให้เอ็ดดีคือ “อีรัปชัน” (Eruption) ได้สร้างความตื่นตะลึงให้กับมือกีตาร์ด้วยเทคนิกกีตาร์ที่ลื่นไหลแพรวพราว การใช้ ทู แฮนด์ แท็ปปิง และการใช้คอร์ดวอยซิงส์อย่างที่แนวแจ๊สนิยมใช้ทำให้เอ็ดดีกลายเป็นเทพเจ้ากีตาร์นับแต่นั้นมา

แต่หนึ่งในความทรงจำของแฟนเพลงก็คือการเล่น “ไดฟ์ บอม” (Dive Bomb) โดยใช้คันโยกให้เสียงต่ำลงแล้วค่อยกลับคืนมาสู่เสียงปกติอย่างรวดเร็ว ถ้าเป็นคันโยกทั่วไป ใครเล่นแบบนี้จะเจอเสียงเพี้ยนตามมาเพราะจะดึงสายกีตาร์จนเพี้ยนจากที่ตั้งไว้แต่แรก แต่เอ็ดดี แวน เฮเลน ทำได้!!

ตอนแรก เอ็ดดี สัมภาษณ์กับนิตยสารกีตาร์เวิลด์ว่า เขาเรียนรู้การเทคนิคเพื่อเก็บเสียงกีตาร์ให้กลับมาตรงกับที่ตั้งไว้แต่แรกจากเจฟฟ์ เบ็ก แต่เขาไม่ปริปากว่าเทคนิกนั้นคืออะไร ทำอย่างไร

…มันต้องมีความลับซ่อนอยู่ภายใต้เทคนิคมหัศจรรย์นั้น

และในที่สุดความลับก็เปิดเผยว่า เทคนิคมหัศจรรย์นั้นได้รับความช่วยเหลือจากฟรอยด์ ดี โรส (Floyd D. Rose) ช่างทำเครื่องประดับอัญมณีที่ชอบเล่นกีตาร์เป็นชีวิตจิตใจ

ฟรอยด์ ดี โรส

ฟรอยด์สนใจการเล่นกีตาร์โดยมีวีรบุรษในดวงใจคือ จิมี เฮนดริกซ์ กับ ดีพเพอเพิล และเมื่อเขาได้เล่นคันโยกบนกีตาร์เฟนเดอร์สายจะเพี้ยนแทบทุกครั้งที่ออกแรงโยกเมามันส์รุนแรง ฟรอยด์อาศัยทักษะเชิงช่างที่เขามีลองประดิษฐ์ที่ล็อกสายไว้กับที่ ทำสะพานสายใหม่ให้ได้อย่างใจคิด โดยทดลองกับเฟนเดอร์สตราโตคาสเตอร์ปี 1957 ของเขา และเขาคิดค้นจนกระทั่ง “แวมมีบาร์” สำเร็จมาเป็นรูปร่างใช้งานได้ดี ไม่ว่าจะโยกแรงขนาดไหนสายก็ไม่เพี้ยน

เล่ากันว่า คนที่ได้ใช้อุปกรณ์คันโยกฟรอยด์โรส ในช่วงแรกคือเอ็ดดี แวน เฮเลน นีล ฌอน และแบรด กิลลิส

ฟรอยด์ โรสเล่าว่า “เพื่อนของผม ลิน เอลสเวิร์ธ ซึ่งทำร้านบูกีบอดีกีตาร์ เป็นคนทำกีตาร์ให้กับเอ็ดดี (แวน เฮเลน) ในตอนนั้น ผมก็เลยเอาคันโยกไปให้เอ็ดดีดู เขาชอบมันก็เลยให้กีตาร์มาลองใส่ ตอนนั้นมันยังไม่มีไฟน์จูนเนอร์ เป็นเวอร์ชันที่ 4”

“ส่วนนีล ฌอน ผมขายมันโดยไปที่คอนเสิร์ตแล้วไปหลังเวที ผมรู้ว่าถ้าผมขอคุยกับสมาชิกวงผมคงไม่ได้พบพวกเขาแน่ ๆ ผมเลยขอคุยกับคนดูแลกีตาร์ ซึ่งแน่นอนว่าเขาตื่นเต้นมาก ผมแสดงให้เขาเห็นก่อน จากนั้นพวกเขาก็นำมันไปให้ศิลปินดู นีลเห็นมันแล้วอยากใส่มันเข้ากับเลสพอลของเขา เขาเอาตัวหนึ่งมาให้บอกว่าเขาไม่เคยชอบเสียงของมันเลย ผมเอามันมาใส่คันโยกแล้วเอากลับไปให้ มันกลายเป็นตัวโปรดของเขาในเวลาต่อมา ส่วนหนึ่งเพราะว่าผมขุดเนื้อไม้ออกไปเยอะด้วย เสียงมันเลยเปลี่ยนไป”

แต่คู่หูก็ เอ็ดดี กับ ฟรอยด์ ก็มาแตกคอกันเพราะสิ่งประดิษฐ์ที่ช่วยกันสร้าง อย่างที่เอ็ดดีให้สัมภาษณ์นิตยสารโททัลกีตาร์ว่า “ปี 79 (ตอนเราเล่นที่ซีแอตเติล) มีคนบอกว่า “เฮ้ มีคนชื่อฟรอยด์ โรส มาหาเขาอยากเอาอะไรมาให้ดู เขาเข้ามา (พร้อมคันโยกในมือ) แล้วก็ถาม คุณต้องการลองนี่มั้ย ผมก็ตอบไปว่า แน่นอน ทำไมจะไม่อยากละ ผมเลยให้กีตาร์เขาไปตัวหนึ่งขอให้เขาช่วยจัดการใส่ให้เพราะผมไม่รู้ว่ามันต้องทำอย่างไร มันต่างจากอุปกรณ์ของเฟนเดอร์และใส่เข้ากันไม่ได้โดยตรง…”

และเมื่อเอ็ดดีได้ลองเล่นแล้วเขาก็ชอบใจ แต่รู้สึกว่ามีอะไรหลายอย่างที่ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ไขบ้าง เอ็ดดี พูดถึงการช่วยพัฒนาฟรอยด์โรสว่า เขาเป็นคนเพิ่มไฟน์จูนเนอร์ที่สะพานสาย เพราะตอนที่ฟรอยด์ทำออกมาตอนแรกมีแต่สะพานแบบปกติกับที่ล็อกซึ่งเขาเล่นแล้วรู้สึกว่ายังไม่ได้อย่างใจเพราะเวลาเขาเล่นจริงมันมีปัจจัยหลายอย่างที่มีผลต่อคุณภาพเสียง เช่น ความแข็งของสายกีตาร์ อุณหภูมิขณะนั้น และความแรงหรือหนักของการใช้งานกีตาร์ตามสไตล์การเล่นแต่ละคนและแต่ละสไตล์ ทำให้กีตาร์เสียงเพี้ยนได้ง่ายแม้ว่าจะได้รับการออกแบบจากฟรอยด์แล้วก็ตาม และยิ่งถ้าเป็นระบบที่ฟรอยด์คิดขึ้น ถ้าสายเพี้ยนต้องตั้งสายใหม่หมายถึงจะต้องถอดน็อตออกมาตั้งสายใหม่แล้วใส่น็อตกลับไป ยุ่งยากกว่าเดิมถ้าต้องใช้กีตาร์ตัวนั้นบนเวทีคอนเสิร์ต อีกปัญหาหนึ่งก็คือเวลาตั้งสายแล้ว บางทีพอล็อกระบบเสร็จ มันไม่ตรงกับที่ตั้งสายไว้ อาจจะสูงหรือต่ำลงเล็กน้อย

“แล้วเขาก็กลับมาหาในปีถัดมา พร้อมกับระบบคันโยกที่ปรับปรุงแล้ว แต่ยังมีปัญหาเรื่องการตั้งสาย ซึ่งถ้าต้องตั้งสายระหว่างเล่นสดแล้วจะยุ่งยากมาก ผมเลยบอกให้เขาใส่ ไฟน์จูนเนอร์ลงไป ผมเคยเล่นเชลโลกับไวโอลินมาก่อนตอนที่ยังเรียนประถมอยู่เลย และเครื่องดนตรีพวกนั้นจะมีไฟน์จูนเนอร์ที่ปรับได้ด้วยนิ้ว โอเคมั้ย”

เอ็ดดี คิดว่าตัวเองเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ฟรอยด์โรสประสบความสำเร็จ แต่ฟรอยด์โรสมองว่าตัวเองเป็นคนคิดมันขึ้นมา และกลายเป็นเรื่องบาดหมางกันเล็กน้อยเมื่อเอ็ดดีให้สัมภาษณ์นิตยสารกีตาร์ว่าเขาเป็นคนคิดมัน ซึ่งฟรอยด์ไม่พอใจเพราะคิดว่าเอ็ดดีไม่ให้เครดิตตัวเองมากพอ

อย่างไรก็ตาม ชุดคันโยก “ฟรอยด์โรส” จึงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ฟรอยด์ได้เซ็นสัญญากับกีตาร์เครเมอร์เพื่อให้ผลิตได้มากยิ่งขึ้น (คันโยกช่วงแรกเขาผลิตด้วยมือของเขาคนเดียว) และเครเมอร์ก็ปล่อยกีตาร์พร้อมคันโยก ฟรอยด์ โรส ออกมาในชื่อ เอ็ดดี แวน เฮเลน เบเรตตา ซิกเนเจอร์ (Eddie Van Halen Beretta Signature) เอ็ดดีเซ็นสัญญากับเครเมอร์ตั้งแต่ปีค.ศ. 1981 ผลิต เครเมอร์ 5150 เป็นรุ่นแรก จะว่าไปน่าเสียดายที่เครเมอร์คิดการใหญ่และคาดการณ์ผิดเล็กน้อยด้วยความมั่นใจในระบบคันโยกฟรอยด์โรสเต็มที่ ทำให้โหมโฆษณาและเร่งขยายการผลิตกีตาร์รุ่นต่าง ๆ จนเกินตัวด้วยคาดหวังว่าจะแย่งตลาดจากกิ๊บสันและเฟนเดอร์ให้ได้ จนทำให้ล้มละลายในปีค.ศ. 1991

เมื่อมีผู้นำก็มีผู้ตาม ในเมื่อคันโยกฟรอยด์โรสได้รับความนิยมมากขนาดนั้นก็มีบริษัทอื่นพยายามลอกเลียนแบบ เช่นระบบ แคมล็อกเทรโมโล (Cam Lock Tremolo) ของเคห์เลอร์ ซึ่งสุดท้ายก็โดนฟรอยด์ฟ้องเรียกค่าเสียหายถึง 100 ล้านดอลลาร์ ทำให้เคห์เลอร์ต้องยอมความและเปลี่ยนระบบเพราะฟรอยด์โรสจดสิทธิบัตรไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งหลังจากหมดสัญญากับเครเมอร์ ฟรอยด์ก็ทำสัญญากับเฟนเดอร์ต่อ แต่เฟนเดอร์ไม่หวงระบบนี้ไว้กับตัวเอง พวกเขา “ให้เช่าสิทธิบัตร” ระบบ ฟรอยด์ โรส ให้กับบริษัทผลิตกีตาร์ทุกแห่งที่จ่ายค่าสิทธิบัตร ซึ่งในแง่หนึ่งก็ดีเพราะทำให้ระบบฟรอยด์โรสติดตั้งกว้างขวางคนนิยมใช้กันมากขึ้น ทั้งแจ็กสัน อีเอสพี ไอบาเนซ และอีกหลายบริษัทต่างขอเช่าสิทธิบัตรไปผลิต

แต่ข้อเสียคือ เฟนเตอร์แค่ให้เช่าสิทธิบัตร ไม่ได้ผลิตและจัดจำหน่ายระบบไปติดตั้งในกีตาร์ของบริษัทอื่น ทำให้เกิดฟรอยด์โรสของแต่ละบริษัทออกมาไม่เหมือนต้นฉบับก็มี บางทีไม่ได้มาตรฐาน แม้แต่เฟนเดอร์เองก็ได้ทำ “ฟรอยด์ โรส ทู” ซึ่งย่ำแย่จนเป็นที่เลื่องลือว่าทำขายออกมาได้อย่างไรกัน คือฟรอยด์โรสรุ่นดั้งเดิมจะติดตั้งในรุ่น “โปร” หรือระดับราคาสูงเท่านั้น กีตาร์ที่ทำตลาดในราคาไม่แพงนักจะเอาฟรอยด์โรสทูมาใส่แทน ซึ่งระบบการทำงานไม่ได้เยี่ยมยอดเท่าต้นฉบับ “คนอยากใส่มันลงในกีตาร์ราคาถูก พวกเขาก็เลยไปหาคนผลิตในเอเชีย แต่คุณภาพมัน…พวกเขาไม่รู้วิธีผลิต ความแข็งของโลหะก็มีส่วนอย่างมาก แต่พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ดังนั้นสะพานสายเลยเพี้ยนได้ง่ายมาก” ฟรอยด์เล่า

แต่ก็มีหลายบริษัทที่ยึดเอาฟรอยด์โรสต้นฉบับเป็นต้นแบบ อย่างเช่น แชลเลอร์ (Schaller) ที่ผลิตมาโดยใช้วัสดุเหมือนต้นฉบับแทบทุกอย่าง ใช้โรงงานเดียวกับที่ผลิตฟรอยด์โรสต้นฉบับด้วย ทำให้บรรดากีตาร์คัสตอมทั้งหลายเพียงแค่ซื้อฟรอยด์โรสของแชลเลอร์ก็เหมือนได้ซื้อฟรอยด์โรสดั้งเดิม โดยไม่ต้องซื้อสัญญาจากเฟนเดอร์

พอมาถึงสมัยนูเมทัล ฟรอยด์ โรสกลับเสื่อมความนิยมลง เพราะตอนนั้นกีตาร์ 7 สายกำลังมาแรงมาก เพราะการเพิ่มสายที่ 7 (สายบีต่ำ) ช่วยให้เล่นเสียงหนาหนักได้เยี่ยม (แถมหลายคณะยังจูนสายต่ำกว่าปกติไปอีก บางทีเป็น ดีจูนนิง บางทีลงไปถึงซีจูนนิงก็มี) ไอบาเนซ ยูนิเวิร์ส 7 สายที่สตีฟ วาย มือกีตาร์คนดังออกแบบไว้เหมาะสำหรับการตั้งสายมาตรฐาน พอมาตั้งสายต่ำมันมีผลต่อคุณภาพเสียง โดยเฉพาะเมื่อล็อกสายกีตาร์แล้วใช้คันโยกสายจะไม่สมดุลแล้ว ก็เลยเปลี่ยนมาเล่นสะพานสายแบบเดิมกัน

แต่ของดีก็คือของดี เพราะหมดยุคนูเมทัล คันโยกฟรอยด์ โรสก็กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งด้วย ดี-ทูนา (D-Tuna) ผลงานผลิตของอดัม รีเวอร์ (Adam Reiver) ที่ดัดแปลงฟรอยด์โรสใหม่หลายอย่าง แต่จุดสำคัญคือสามารถเปลี่ยนตัวล็อกสายอีต่ำจากมาตรฐานปกติมาเป็นดร็อปดีได้อย่างง่ายดายแค่พลิกนิ้ว และแน่นอน เอ็ดดี แวน เฮเลน ก็เป็นลูกค้าและพัฒนาทำซิกเนเจอร์ร่วมกับดี-ทูนา

ฟรอยด์โรสได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน “นวัตกรรมกีตาร์เปลี่ยนแปลงโลกสิบอย่าง” ของนิตยสารกีตาร์เวิลด์ และยังได้รับการจัดอันดับใน “101ช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมในประวัติศาสต์กีตาร์” ของนิตยสารกีตาร์เพลเยอร์อีกด้วย

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.