Mötley Crüe: The Dirt (Movie)


ผลงานที่น่าผิดหวังสำหรับการรอคอยยาวนานขนาดนี้ บอกไว้ก่อนเลยว่าหลังจากดูเดอะเดิร์ตจบก็รู้สึกผิดหวังมากเสียจนรู้ตัวว่าถ้าเขียนถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ในตอนนั้นคงด่าเละเทะแน่นอน จึงรอให้อารมณ์เย็นและนิ่งขึ้นอีกหน่อยค่อยเขียน ระหว่างนั้นก็เช็คฟีดแบ็กจากที่ต่าง ๆ ดู ก็เห็น วินซ์ นีล บอกว่าดีกว่าหนังต้นทุนต่ำทั่วไป ส่วน นิกกี ซิกซ์ ทวีตข้อความว่า “นักวิจารณ์จะเกลียด แต่แฟนเพลงจะรัก” แล้วก็มีแฟนเพลงพรรณนาความยอดเยี่ยมของเดอะเดิร์ตอย่างนั้นอย่างนี้

เฮ้ย จริงอ่ะ มันสนุกจริงเหรอ? นี่ติดตามมอตลีครูมาตั้งแต่สมัย เธียเตอร์ออฟเพน ออกได้สักพักใหญ่ ก็คิดว่าตัวเองเป็นแฟนมอตลีครูอยู่เหมือนกัน เคยอ่านหนังสือ เดอะเดิร์ต มาแล้ว แต่เมื่อดู เดอะเดิร์ต จบ รู้สึกว่ามันไม่สนุกอย่างที่คาดหวัง และตอนนี้ก็ใจเย็นพอจะหาเหตุผลเข้าข้าง เดอะเดิร์ต ได้หลายข้ออยู่ แต่ก็ยังไม่พอใจอยู่ดี

ปัญหาอย่างแรกก็คือเรื่องราวของเดอะครูมันยาวมาก ตอนแรก นึกว่าฉายทางเน็ตฟลิกซ์จะเป็นมินิซีรีย์เสียอีก ดันกลายเป็นภาพยนตร์ความยาว 108 นาทีซึ่ง… จะบอกว่ามันสั้นไปสำหรับวงดนตรีที่อยู่มายาวนานก็คงไม่ใช่ เพราะ โบฮีเมียนแรปโซดี ก็ประสบความสำเร็จในการนำเสนอชีวิตของ เฟรดดี เมอคิวรี ในชั่วเวลาสั้น ๆ ได้ออกมาดี แต่สำหรับ เดอะเดิร์ต มันให้ความรู้สึกว่ายังไม่ได้ ปัญหานี้อยู่ที่การเขียนบทแน่นอน ถ้าเป็นมินิซีรีย์ ปูเรื่องราวของสมาชิกแต่ละคนไปเลยคนละตอน ค่อยสร้างดรามาไปทีละนิด น่าจะดีกว่านี้

สิ่งที่ผิดหวังอย่างแรกเมื่อได้ดู เดอะเดิร์ต คือการคัดเลือกตัวแสดง ที่มีเพียง แมชีนกัน เคลลี ที่สวมบทบาท ทอมมี ลี ได้อย่างน่าเชื่อถือเล็กน้อยแต่ยังไม่เถื่อนเท่า ดูเป็นการ์ตูนตลกสไตล์บีวิสแอนด์บัตเฮดไปเสียอย่างนั้น ส่วนที่เหลือ ทั้ง แดเนียล เว็บเบอร์ รับบท วินซ์ นีล ก็มีอะไรบางอย่างที่ไม่สวยงามเท่าวินซ์สมัยก่อน คือ วินซ์สมัยหนุ่ม ๆ จะหล่อแต่มีความร้ายกาจแฝงเร้นอยู่ (อันนี้ต้องลบภาพวินซ์หลังปีค.ศ. 1995 ออกไปให้หมด) ดักลาส บูธ รับบท นิกกี ซิกซ์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเรื่อง ก็ทำหน้าที่ได้ดีเท่าที่บทจะเอื้ออำนวย แต่ก็ต้องเข้าใจว่าบทไม่ค่อยไปไหนทำให้จะมาเค้นอารมณ์ในฉากไม่กี่ฉากไม่ได้จริง ๆ ส่วน ไอแวน โรน รับบทมิก มาร์ส ไม่ได้มีความน่าเกรงขามใกล้เคียงกับมิก มาร์สตัวจริง
อันนี้อาจจะเป็นเพราะมิกมีปัญหาเรื่องกระดูกสันหลังเลยไม่ค่อยใช้ชีวิตสุดเหวี่ยงอย่างอีกสามคน ดูเป็นคนช่างคิดช่างไตร่ตรองมีสติสัมปชัญญะตลอดเวลาและถึงจะโดนเรียกว่า “คนแก่” ในวง แต่ความจริงมิกอายุมากกว่านิกกีแค่ 3 หรือ 4 ปีเท่านั้น ห่างจากทอมมีราว 7 ปี แถมในเรื่องเป็นเหมือนตัวประกอบเสียมากกว่าและไม่ได้ก็คือการแสดงให้เห็นถึงความเจ็บปวดของมิกที่เป็นโรคกระดูกสันหลังคดเท่าไหร่ ดูดูไปเหมือนคนปวดหลังเฉย ๆ

ก็อย่างว่า…บทมันไม่มา

ลองเดาใจคนเขียนบท ถ้านึกถึงแกลมเมทัลยุค 80 มันก็ต้องชีวิตแบบนี้ และหนังสือ เดอะเดิร์ต ก็เน้น เซ็กซ์ ยาเสพติด มันก็สนุกดีในแง่หนึ่ง ได้เห็นความเหลวแหลกของเดอะครู โดยที่ไม่รู้ว่าทำไมพวกนี้ถึงดัง ในภาพยนตร์เหมือนกับอยู่ ๆ ก็ดัง โดยไม่ปูพื้นเลยว่ามอตลีครูสร้างความสำเร็จจากการผสมผสานแกล็มร็อก พังก์ การแสดงบทเวทีที่ดุเดือดบ้าเลือด มีพลุไฟ แสงสีประกอบฉากอลังการแบบไหนจึงชนะใจชาวร็อกในย่านซันเซตสตริป

แม้จะมีการดึงเข้าดรามา นิกกีจะสนุกกับเฮโรอีนได้ขนาดไหนกว่าจะตระหนักว่ามันทำให้เขาเสียชีวิตได้ และตัดสินใจเลิก วินซ์จะสนุกสนานกับการสรรหาสาว ๆ มาปรนเปรอตัวเองขนาดไหนแล้วส่งผลอย่างไรในฐานะสามีและพ่อ? ทอมมีมีความรู้สึกกับฮีตเธอร์มากมายขนาดไหน อารมณ์เหล่านี้ไม่ได้สร้างขึ้นอย่างพอเพียง คือเพียงแค่แตะนิดหน่อยพอให้มันรู้ว่ามีแบบนี้แล้วก็ผ่านไป แรซเซิลโผล่เข้ามาสองฉาก ฉากแรกแนะนำตัว อีกฉากก็ตาย คนดูยังไม่ได้สร้างผูกพันกับตัวละครเลย ถึงจะรู้อยู่แก่ใจว่าการเสียชีวิตของแรซเซิลนี่คือโศกนาฎกรรมและทำให้วงฮานอยร็อกต้องพังพินาศในตอนนั้น…แต่ใน เดอะเดิร์ต ไม่ได้แสดงในจุดนี้ออกมา รวมทั้งความเสียหายที่ทำให้คู่กรณีอีกสองคนต้องบาดเจ็บสมองพิการเข้าขั้นโคม่าก็ไม่ได้พูดถึง

 แล้วถ้าจะถามว่าการเจาะไปที่ชีวิต เซ็กซ์ ยาเสพติด และร็อกแอนด์โรล ทำได้สำเร็จหรือไม่? มันก็เหมือนได้ดูปาร์ตี้สนุกสนาน หรือความคึกคะนองของคนที่ไร้ความรับผิดชอบใดใดทั้งสิ้น จะว่าไปในภาพยนตร์ก็ไม่ได้ถึงขนาดที่เรารู้จากหนังสือ ที่มันสุดโต่งบ้าบอน่าอนาจใจกว่านี้ แต่…บางเรื่องก็คงเอามาแสดงในภาพยนตร์ไม่ได้

หนังสือเดอะเดิร์ตวางจำหน่ายปีค.ศ. 2001 ประสบความสำเร็จมากพอควรเพราะมันเปิดเรื่องราวของเดอะครูทั้งสี่แบบเปิดเผย ชีวิตที่มีแต่คำว่า เซ็กซ์ ยาเสพติด และ ร็อกแอนด์โรล ซึ่งอ่านแล้วสนุกดีที่เห็นความเลวทรามต่ำช้าของแต่ละคน ทว่ามันก็เป็นปัญหาเหมือนกันเมื่อครั้งกระแส #metoo เพราะเนื้อหาตอนหนึ่งมันบอกว่านิกกี ซิกซ์ล่อลวงหญิงสาวมาคนอื่นมีเพศสัมพันธ์โดยที่หญิงสาวไม่ยินยอม (เข้าข่ายข่มขืนเลยนะ เลวมาก ถ้าจำไม่ผิดจะเป็นทอมมี ลี) เรื่องนี้นิกกีต้องออกมาแก้ตัวว่าเรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้น เขาเล่าให้นีล สเตราส์ (นักเขียน) ฟังด้วยความคึกคะนองเพราะเมายา (แต่…ถ้าดูจากพฤติกรรมต่าง ๆ แล้วมันเป็นไปได้ว่าจะเกิดเรื่องเลวร้ายนั้นจริง) เรื่องประเภทนี้มันเลวร้าย และไม่สามารถยอมรับได้ คนอื่นก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน ทอมมีต่อยแฟนสาวจนฟันหลุดก็เอามาเล่าแบบไม่รู้สึกผิดโดยอ้างว่าแฟนสาวในตอนนั้นด่ามารดาและทำร้ายร่างกายเขาก่อน วินซ์มีเพศสัมพันธ์กับสาวทุกคนที่เปิดทางให้ วิธีที่แต่ละคนทำกับผู้หญิงจากปากของพวกเขาเองก็เลวมาก เหมือนผู้หญิงเป็นแค่ก้อนเนื้อเพื่อตอบสนองทางเพศเท่านั้น และไม่สนใจว่าผู้หญิงเหล่านั้นเป็นใครจากไหน จะเป็นแฟนเพื่อน แฟนผู้ร่วมงาน หรืออะไร พวกเขาไม่สนใจทั้งนั้น

และอาจจะด้วยความเลวทรามของพวกเขามันเลยจับเอามาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ได้ยาก

เรื่องที่เดอะเดิร์ตไม่เอ่ยถึง

มีเรื่องราวอะไรมากมายที่ เดอะเดิร์ต ไม่พูดถึงทั้งที่แฟนมอตลีครูจำได้ไม่ลืม เช่นเรื่องอื้อฉาวระหว่างทอมมีกับพาเมลา แอนเดอสัน ที่มีทั้งเซ็กซ์เทปหลุดออกมา ทอมมีทำร้ายพาเมลาจนต้องเข้าคุก 6 เดือน หรือเมื่อสักสองสามปีก่อน เขาทะเลาะกับแบรนดอน ลูกชายตัวเองเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดที่ว่าแบรนดอนต่อยทอมมีถึงกับสลบ

 แน่นอนว่าคนดูเข้าใจเป็นอย่างดีว่าภายในเวลาเพียงแค่ 108 นาทีมันนำเสนอเรื่องราวของเดอะครูไม่หมด (ทำไมไม่ทำเป็นมินิซีรีย์?) อัลบั้ม เจเนอเรชันสไวน์ ซึ่งเป็นชุดแรกที่วินซ์กลับมาร่วมวงและไม่ประสบความสำเร็จ (เรียกว่าโดนแฟนเพลงเก่า ๆ ด่าเยอะพอควร) หายไปไหน ทั้งที่เอามาเล่นเรื่องความตั้งใจและสิ่งที่พวกเขาต้องฝ่าฟันไปด้วยกันกับกระแสดนตรีที่เปลี่ยนแปลงหรือความนิยมในวงพวกเขาที่ตกต่ำต้องเรียกศรัทธาคืน หรือเรื่องที่ทอมมีลาออกจากวงและได้ แรนดี คาสทิลโล มาร่วมวงแทน จนกระทั่ง แรนดีเสียชีวิต

ในเดอะเดิร์ตไม่ได้พูดถึงการทำอัลบั้มเดี่ยวของวินซ์ ซึ่งชุดแรกไปได้สวยพอประมาณ พวกนี้โดนตัดออกไป แม้แต่จอห์น โคราบี มีบทเพียงแว๊บเดียว จนแทบไม่ต้องโผล่หน้ามาก็ได้ บทจะรวบรัดก็รวบเสียจนไม่อาจส่งอารมณ์ความรู้สึกของนักแสดงมาสู่คนดู อันนี้ถ้าเป็นซีรีย์จะดีกว่า

ข้อเท็จจริงกับสิ่งที่อยู่ในเดอะเดิร์ต

ด้วยความที่เดอะเดิร์ตเป็นภาพยนตร์ ไม่ใช่สารคดีก็ต้องมีการดัดแปลงเนื้อหาเพื่อความเหมาะสมบ้าง แต่ความจริงมันก็มีคำถามถึงความถูกต้องของเนื้อหาในหนังสือมาตั้งแต่หนังสือออกมา บางเรื่องคนที่เกี่ยวข้องออกมาปฏิเสธ บางเรื่องคนที่เกี่ยวข้องจำไม่ได้ แถมสมาชิกของเดอะครูเองก็เมาอยู่ตลอดเวลา ไม่เมาเหล้าก็เมายา ความทรงจำของพวกเขาน่าเชื่อถือขนาดไหน? เช่น ออสซีก็บอกว่าเขาจำไม่ได้ (ซึ่งเดวิด คาวาเลโร สวมบทบาทจนทำให้เชื่อว่านี่คือออสซีจริง) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เขาไม่มีโคเคนเลยเอาหลอดกาแฟสูดมดที่เดินเรียงแถวเข้าจมูกหรือเรื่องอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นในหนังสือเดอะเดิร์ต

ด้วยความที่ติดตามมอตลีครูมาตั้งแต่ เธียเตอร์ออฟเพน และได้อ่าน เดอะเดิร์ต มาแล้ว ก็เลยอยากเขียนถึงสิ่งที่ไม่ตรงกับที่รับรู้มาเพื่อเป็นหมายเหตุไว้ เพราะบางเรื่องก็มีบอกในภาพยนตร์เหมือนกันว่าไม่ตรงนะ อย่างที่ด็อก แม็กกีมาพบสมาชิกมอตลีครูที่อพาร์ตเมนต์ของพวกเขา แต่มิก (ในภาพยนตร์) หันมาบอกคนดูว่า “ความจริงไม่ได้เป็นแบบนี้ ด็อกไม่เคยมาที่พักของพวกเรา เราพบเขาที่ซานตาโมนิกาซิวิกเซนเตอร์หลังการแสดงจบลง และเขายังพาดั๊ก เธเลอร์ หุ้นส่วนเขามาด้วย ดั๊กเป็นคนดีแต่ว่าเขาโดนตัดออกจากภาพยนตร์…”

นั่นก็บอกเป็นนัยให้คนดูคิดแล้วว่ามันต้องมีอีกหลายเรื่องที่ไม่ตรงกับหนังสือแน่ ๆ

มีอะไรบ้าง ที่นึกออก

อย่างแรก สกายลาร์ ลูกสาวของวินซ์ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งเสียชีวิต อันนี้เป็นเรื่องจริง แต่ในเดอะเดิร์ตได้ รวมเรื่องของ อิลิซาเบธ แอชลี ลูกสาวที่เกิดกับภรรยาคนแรก มาผสมเข้ากับ สกายลาร์ ที่เสียชีวิต ความจริงสกายลาร์เกิดในปีค.ศ. 1991 ตอนนั้นเขากำลังจะออกจากมอตลีครูแล้ว และเสียชีวิตด้วยวัยแค่ 4 ขวบเท่านั้น ฉากที่วินซ์กลับบ้านแล้วเจอบ้านว่าง ๆ มีตุ๊กตาพร้อมโน้ตว่าสกายลาร์อยากให้เขาเก็บตุ๊กตาเอาไว้ ความจริงเป็นเรื่องของ อิลิซาเบธ แอชลี ลูกสาวอีกคน ไม่ใช่สกายลาร์ซึ่งตามเวลาจริง ๆ แล้วยังไม่เกิด

เรื่องการพบกับระหว่าง ทอมมี ลี กับ นิกกี ซิกซ์ ก็ไม่ใช่แบบนั้น ในเดอะเดิร์ตแสดงให้เห็นว่าทอมมีได้ไปดูวงลอนดอนที่นิกกีเล่นอยู่ แล้วมาเจอที่ร้านอาหารหลังการแสดงจบ ทอมมีแนะนำตัวเองพร้อมไม้กลองในมือ นิกกีก็ชวนทอมมีเข้าวงง่าย ๆ  ความจริง ทอมมีตีกลองให้วง สวีตไนน์ทีน (Suite 19) ซึ่งเป็นวงที่ดังพอควร นิกกีเคยดูการแสดงวงสวีตไนน์ทีนมาก่อน นิกกีเลยนัดหมายทอมมีมาคุยเรื่องตั้งวงใหม่กันที่ร้านเดอะแดนนี

ในเดอะเดิร์ตแสดงว่าพวกเขาหานักร้องนำไม่ได้ จนกระทั่งทอมมีนึกขึ้นมาได้ว่ารู้จัก วินซ์ นีล ที่ตรงกับความต้องการของวงพอดี ความจริง พวกเขาทำเพลงอะไรกันหลายเพลงจนถึงขั้นบันทึกเสียงทำเดโมเทปกันแล้วโดยไม่มีวินซ์ นีล นักร้องนำในตอนนั้นชื่อ โอดีน ปีเตอร์สัน (O’Dean Peterson) แต่นิกกีรู้สึกว่าบุคลิกของโอดีนไปกับวงไม่ได้ ผสมกับมิกคิดว่าโอดีนออกไปทางฮิปปีมากไป โอดีนเลยโดนไล่ออก

แล้วในเดอะเดิร์ต แสดงให้เห็นว่าทอมมี พา นิกกี และ มิก ไปดูวงร็อกแคนดีที่มีวินซ์เป็นนักร้องนำเล่นที่งานปาร์ตีแห่งหนึ่ง ความจริง สมาชิกวงดูวงร็อกแคนดีที่คลับสตาร์วู้ดอันโด่งดังในเวสต์ฮอลลีวู้ด และความจริง วินซ์ไม่สนใจจะร่วมวงจริง ๆ ทอมมีต้องตามตื้อวินซ์หลายสัปดาห์กว่าวินซ์จะยอมมาซ้อมกับวง และในสมัยนั้นนิกกียังไม่ได้แต่งเพลง “ไลฟ์ไวเออร์” ดังนั้นที่วินซ์มาถึงแล้วร้องเพลง “ไลฟ์ไวเออร์” จึงไม่ใช่เรื่องจริง

นอกจากนี้ใน เดอะเดิร์ต ทำเหมือนว่าพวกเขาเล่นดีจนเตะตาทอม ซูทอต แมวมองหนุ่มจากอีเล็กตรา และได้เซ็นสัญญากันแทบจะทันที ความจริง มอตลีครูลงทุนทำอัลบั้มแรกกันเอง เปิดบริษัทชื่อเลเธอร์เร็กคอร์ดส์ และออกอัลบั้มแรกคือ ทูแฟสต์ฟอร์เลิฟ และในตอนที่ทอมสนใจพวกเขา ก็มีบริษัทเวอจินที่สนใจพวกเขาด้วยเช่นกัน ทอมต้องใช้เวลาพอสมควรกว่าจะได้เซ็นสัญญากับมอตลีครู (ว่าแต่ทอมตัวจริงเป็นแบบที่ พีต เดวิดสัน สวมบทบาทมั้ย? ทำไมดูเนิร์ด ๆ ไม่สมกับเป็นเอแอนด์อาร์คนดังของวงการเลย)

อีกเรื่องที่เกี่ยวกับทอมคือ ใน เดอะเดิร์ต ได้เห็นวินซ์ นีลมีความสัมพันธ์ทางเพศกับแฟนสาวของทอม ซูทอตหลังเวทีที่เดอะฟอรัมก่อนเริ่มแสดง วินซ์มีความสัมพันธ์ทางเพศกับแฟนสาวของทอมจริง แต่เป็นหลังเวที ยูเอสเฟสติวัล และที่ทอมพูดในภาพยนตร์ว่ามันทำร้ายความรู้สึกเขาไปหลายปี แต่ที่เขาให้สัมภาษณ์จริงคือเขาไม่ได้แคร์อะไรเพราะผู้หญิงไม่ได้มีความหมายอะไรกับเขา และใน เดอะเดิร์ต ให้ทอมเป็นตัวแทนเรื่องเจรจาคืนลิขสิทธิ์เพลงกลับมาสู่มอตลีครู ความจริงทอมไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้เลย เพราะกว่าจะมีการเจรจาขอลิขสิทธ์คืนจากอิเล็กตราก็หลังจากวินซ์ นีลกลับมาร่วมวงและออกอัลบั้ม เจเนอเรชันสไวน์ แล้ว และตอนนั้นมอตลีครูถึงจุดตกต่ำมากและต้องโต้แย้งถกเถียงกับประธานสาวสุดเขี้ยวของอีเล็กตราในตอนนั้น คือ ซิลเวีย โรน (Sylvia Rhone ) อย่างหนัก ส่วน ทอม ซูทอต นั้นย้ายไปอยู่กับเกฟเฟนนานพอสมควรแล้ว เขาไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับอะไรกับอิเล็กตราและมอตลีครูอีกเลยเลย

หรือที่นิกกีและทอมมีไปรับมิกจากหน้าโรงพยาบาลเพราะผ่าตัดสะโพก แล้วค่อยไปเจรจาปรับความเข้าใจกับวินซ์ ความจริง วินซ์กลับมาร่วมวงหลายปีกว่ามิกจะผ่าตัดสะโพก (ค.ศ. 2004) และการกลับมาร่วมวงของวินซ์ก็ไม่ได้เกิดจากการนั่งพูดคุยสองสามประโยค ความจริง มอตลีครูบันทึกเสียงทำอัลบั้มใหม่กับจอห์นไปแล้วส่วนหนึ่ง ขณะที่เจรจาพูดคุยกับวินซ์ ซึ่งก็ไม่ได้พูดคุยฉันท์พี่น้องอย่างในภาพยนตร์ แต่เป็นการนัดพบที่โรงแรมไฮแอตต์ พร้อมด้วยทีมบริหารและทนายความ การเจรจารมีทั้งเรื่องส่วนแบ่งและผลประโยชน์ต่าง ๆ เคร่งเครียดจริงจัง

หรือที่แสดงให้เห็นว่าทอมมีพบกับฮีธเธอร์ ล็อกเลียร์ ในปาร์ตีคืนที่วินซ์เกิดอุบัติเหตุและแรซเซิลเสียชีวิต ความจริง ทั้งคู่พบกันหลังเวทีคอนเสิร์ตของอาร์อีโอสปีดแวกอน (รีเบ็กกา กราฟที่สวมบทฮีธเธอร์นี่คล้ายฮีธเธอร์ตัวจริงมาก)

การไล่ด็อก แม็กกีออกจากการเป็นผู้จัดการวงก็ไม่ใช่เพราะด็อกพาแม่ของนิกกีมาพบโดยที่นิกกีไม่รู้ตัวมาก่อนในล็อบบีโรงแรม ความจริง ปัญหาระหว่างด็อกกับมอตลีครูปะทุตอนที่ไปร่วมงาน มอสโคว์พีซเฟสติวัลเมื่อปีค.ศ. 1989 ซึ่งในเทศกาลนั้นมีวงดังหลายวงเช่นบอนโจวี สกอร์เปียนส์ ออสซี ออสบอร์น สคิดโรว์ ซินเดอเรลลา ซึ่งตามที่คุยกัน มอตลีครูจะเป็นวงหลักเพราะอัลบั้มด็อกเตอร์ฟิลกู้ดกำลังดังมากในช่วงนั้น และมีชื่อขึ้นลำดับแรกในโปสเตอร์ แต่มีปัญหามากมายตามประสาร็อกสตาร์อัตตาทะลุดาก ตั้งแต่ปัญหาพื้น ๆ เช่นใครจะเล่นก่อนใคร (คนเล่นหลังคือดังกว่า บารมีมากกว่า) งานนี้ทอมมีโมโหด็อกมากจนถึงขั้นชกหน้าด็อกหลังเวที และนิกกีก็ไล่ด็อกออก ไม่ยอมแม้แต่จะบินกลับสหรัฐในเครื่องบินลำเดียวกับด็อก แม็กกี

Dirt

ในฐานะแฟนเพลงคนหนึ่ง

ถ้ามองว่านี่คือเรื่องของร็อกสตาร์ไร้ความรับผิดชอบ เอาแต่ใช้ชีวิตสุดโต่งเหลวแหลก เดอะเดิร์ต ก็ตอบโจทย์นั้นได้ระดับหนึ่ง แต่ในฐานะแฟนเพลงที่ติดตามมานานยังคิดเสมอว่า พวกนี้ถึงจะเลวร้ายเพียงใดมันก็ยังมี “อะไร” ทำให้เพลงน่าสนใจและแตกต่างจากวงแกลมเมทัลร่วมรุ่นทั้งหลาย เช่น แรตต์ ไควเอ็ตไรอัต มีอะไรบางอย่างที่ทำให้พวกเขาประสบคววามสำเร็จได้ในเรื่องทัศนคติหรือฝีมือการทำเพลง รวมทั้ง ความสามารถส่วนบุคคลอย่างการตีกลองของทอมมีก็เป็นที่ยอมรับว่าอยู่ในระดับหัวแถว แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้รับการพูดถึงมากนัก แตะเพียงแค่ผ่าน ๆ

เมื่อเดอะเดิร์ตโฟกัสไปที่วิถีชีวิตของมอตลีครูเป็นหลัก แต่การที่เดอะครูมีถึงสี่คน การกระจายบทบาทจึงไม่ทั่วถึง แม้กระทั่งนิกกีซึ่งเหมือนจะเป็นศูนย์กลางของเรื่องก็ยังไม่เต็มที่ มันเลยดูขาดหวิ่นน่าเสียดาย ไม่นับว่าหลายฉากยังรู้สึกว่านักแสดงเพียงแค่สวมบทบาทแต่ยังเข้าไม่ถึงสันดานดิบของสมาชิกแต่ละคนก็ยิ่งน่าเสียดายที่ไม่สามารถนำเสนอความเป็นมอตลีครูได้มากกว่านี้

ตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไม เดอะเดิร์ต ถึงต้องใช้เวลาในการทำยาวนาน ผ่านมือจากบริษัทหนึ่งไปบริษัทหนึ่ง เปลี่ยนตัวคนเขียนบท เปลี่ยนนั่นนี่มากมาย เพราะเรื่องมันยากที่จะนำเสนอในมุมใดมุมหนึ่งได้ครบถ้วน รวมถึงในบางแง่ก็ไม่สามารถนำเสนอบนแผ่นฟิล์มได้อย่างชัดเจน มองในแง่นี้ เดอะเดิร์ต ก็มีความสนุกสนานในแบบของมันอยู่พอควร มีตลกกักขฬะร้ายกาจหลายส่วน อันนี้เป็นฝีมือของ เจฟฟ์ ทรีเมน ผู้กำกับโด่งดังมาจาก แจ็กแอส รายการเรียลลิตีแนวแกล้งคนเพื่อความสนุกสนานในเอ็มทีวี ทำออกมาได้ดีเหมือนเป็นแนวถนัดของเขา

นี่คือหนังต้นทุนต่ำแถมการเขียนบทก็ไม่ค่อยดี เรื่องราวไม่ได้ปูเรื่องความขัดแย้งหรืออารมณ์ดรามามากนัก แตะประเด็นเพียงบางเบา แล้วกลับมาคืนดีแค่พูดคุยไม่กี่ประโยค แบบนี้มันก็ออกจะจบสวยเกินไป ทั้งที่มีอะไรมากไปกว่านั้นอีกมากมาย และที่สำคัญคือ เดอะเดิร์ต ยังไปไม่สุดขีดความเป็นมอตลีครูที่เรารู้จัก

โฆษณา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.