วิลเลียม บรูซ ไบลีย์ จูเนียร์ หรือ บิล ไบลีย์ เกิดและเติบโตในเมืองลาฟาแยตต์ รัฐอินเดียนา เมืองเงียบสงบและคนส่วนใหญ่เป็นพวกอนุรักษ์นิยม โดยเฉพาะสาธุคุณ สตีเวน แอล ไบลีย์ ศาสนาจารย์ผู้อุทิศชีวิตและจิตใจให้กับพระเจ้าทุ่มเทเวลาเกือบทั้งชีวิตเผยแพร่คำสอนนิกายเพนเตคอสทัล ปฏิบัติตนตามจารีตนิยม และบังคับส่งเสริมคนในครอบครัวสละเวลาทำงานให้โบสต์อย่างน้อยสามครั้งต่อสัปดาห์ เขาส่งลูกทั้งสาม บิล เอมี และ สจ็วต ไปเรียนศาสนาวันอาทิตย์ ทั้งสามพี่น้องยังเป็นนักร้องประจำโบสถ์ในชื่อเดอะไบลีย์ อีกด้วย

เมื่อสตีเวนเคร่งศาสนาแบบนี้ ดนตรีร็อกและเรื่องเย้ายวนทางเพศจึงเป็นสิ่งชั่วร้ายสำหรับบ้านไบลีย์ ถึงแม้เขาจะรักลูกทั้งสามคน แต่ก็เข้มงวดตามแบบฉบับอนุรักษ์นิยมหัวรุนแรงอารมณ์แปรปรวน นาทีหนึ่งเขาแสดงความรักกับลูกอย่างพ่อผู้น่ารักใจดี แต่อีกนาทีหนึ่งก็ทุบตีลงโทษอย่างรุนแรงเมื่อเห็นลูกออกนอกลู่คริสเตียนที่ดี

“ผมจำครั้งแรกที่โดนตบเพราะมองผู้หญิงได้อยู่เลย ตอนนั้นผมดูโทรทัศน์ จำไม่ได้ว่าดูอะไร จำไม่ได้ว่าผมอายุเท่าไหร่ แต่มีโฆษณาบุหรี่ที่มีสาวสองคนขึ้นจากน้ำในชุดบิกินี ผมแค่ดูโทรทัศน์อยู่ไม่ได้คิดอะไร แล้วพ่อก็ตบปากผมแรงจนผมร่วงลงไปกองกับพื้น” บิล ไบลีย์ย้อนอดีตขมขื่นให้ฟัง

และนั่นไม่ใช่ครั้งเดียวที่บิลโดนทำโทษเพราะ “สิ่งยั่วยุ” ดนตรีก็เป็นของต้องห้ามโดยเฉพาะดนตรีร็อก เป็นสิ่งเลวร้ายในความคิดของสตีเวน ดนตรีหรือสิ่งใกล้เคียงดนตรีที่สตีเวนส่งเสริมให้ลูกฟังก็คือคำเทศน์หรือบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าของจิมมี สแวกการ์ต นักเทศน์ นักเปียโน นักร้องบทเพลงสรรเสริญพระเจ้าแห่งแอสแซมบลีย์ออฟก็อดที่สตีเวนเคารพนับถือ เขาจะเปิดเทปรีลทูรีลไปเรื่อย ๆ ราวกับจะล้างสมองคนในครอบครัวสะอาดบริสุทธิ์ด้วยจิตวิญญาณศักดิสิทธิ์จากลมปากจิมมี สแวกการ์ต ดนตรีนอกเหนือจากนี้คือสิ่งต้องห้ามในครอบครัวไบลีย์

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเหตุอื้อฉาวเกี่ยวกับเรื่องทางเพศของจิมมี สแวกการ์ตในปีค.ศ. 1988 จนถึงขั้นโดนปลดจากแอสแซมบลีย์ออฟก็อดจะทำให้สตีเวนเสียความรู้สึกขนาดไหน

ถึงแม้สตีเวนจะเข้มงวดสักเพียงใด บิลก็ยังได้ฟังเพลงประเภทอื่นอยู่ดี เพราะทุกบ่ายวันอาทิตย์ สตีเวนกับชารอนจะเก็บตัวอยู่ในห้องนอนเพื่อทำกิจกรรมสมรสรัก บิลจะถือโอกาสเปิดวิทยุฟังเพลงที่เขาชื่นชอบ และในวัยสิบขวบต้น ๆ เขาเริ่มหลงใหลดนตรีบัลลาดร็อกโดยเฉพาะศิลปินที่กำลังโด่งดังในยุคนั้นคือ เอลตัน จอห์น กับอัลบั้ม กู้ดบาย เยลโลว์ บริก โรด “นั่นเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของผม มันทำให้ผมอยากเล่นเพลงของผมต่อหน้าผู้คน เพลง ‘เบนนี แอนด์ เดอะ เจตส์’ ทำให้ผมอยากจะอยู่บนเวที” บิลกล่าวถึงแรงบันดาลใจของเขา

สตีเวนส่งเสริมให้บิลได้เรียนเปียโนอย่างเป็นกิจลักษณะ นั่นหมายถึงดนตรีคลาสสิกและดนตรีกอสเปลสรรเสริญดวงวิญญาณศักดิสิทธิ์ แต่บิลมักแอบหัดเล่นเปียโนเพลงร็อกเสมอเมื่อมีโอกาส และเป็นการแอบฝึกที่เต็มไปด้วยความระแวง มีอยู่วันหนึ่งเขาเผลอหัดเล่นเพลง “ดเยอร์เมเกอร์” ของเล็ดเซพพลินแล้วเสียงเพลงไปเข้าหูสตีเวน บิลเลยโดนตบจนตกเก้าอี้ ซึ่งคงเป็นเรื่องที่บิลชินชาเพราะวันหนึ่งบิลเผลอร้องเพลง “แมนดี” ของ เบอรี แมนิโลว์ก็โดนสตีเวนตบปากเพราะบังอาจร้องเพลง “ชั่วร้าย” นิตยสารดนตรีที่เขาได้สัมผัสก็จากแผงหนังสือ ไม่มีโอกาสซื้อเข้าไปอ่านในบ้าน เป็นเด็กอื่นคงถอดใจ แต่สำหรับบิล ซึ่งอนาคตคือร็อกสตาร์ระดับโลกเรื่องแค่นี้เป็นแค่อุปสรรคเล็กน้อยไม่อาจหยุดความฝักใฝ่ดนตรีของเขาได้

ความฝันของบิลอาจไม่ไปไหนไกลถ้าไม่ได้รู้จักกับ เจฟฟรีย์ ดีน อิซาเบลล์ เพื่อนร่วมโรงเรียนมัธยมเจฟเฟอร์สัน

เจฟฟรีย์ หรือ เจฟฟ์ เติบโตในเขตชนบทห่างไกลผู้คน พ่อของเขาสืบเชื้อสายชนเผ่าพื้นเมืองอเมริกาทำงานเป็นช่างแกะสลักและได้พาครอบครัวไปอาศัยอยู่ในเขตป่า เพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ห่างไปนับสิบไมล์ เจฟฟ์ต้องใช้ชีวิตแบบนั้นจนกระทั่งอายุ 8 ขวบ พ่อแม่ของเขาหย่ากัน แม่พาเขาและน้องชายย้ายกลับมาอาศัยบ้านยายในเขตเมืองทำให้เขาได้ใช้ชีวิตกับเด็กคนอื่นมากขึ้น ยายของเขาตีกลองและทำวงดนตรีเล่นสนุก ๆ กับเพื่อนบ้านใกล้เคียง กลายเป็นการปลูกฝังให้เจฟฟ์อยากเล่นดนตรี “พวกคุณย่าคุณยายเล่นแจ๊สกับสะวิงในงานปาร์ตี้ ส่วนผมนั่งดูรายการเดอะพาร์ตริดจ์แฟมิลีแล้วก็คิด มันดูดีแฮะ ผมจะทำบ้าง” เจฟฟ์เล่าความหลัง (รายการเดอะพาร์ตริดจ์แฟมิลีเป็นละครโทรทัศน์เกี่ยวกับครอบครัวที่เป็นนักร้องนักดนตรี มีเดวิด แคสสิดี เป็นดารานำแสดงซึ่งทำให้เขาโด่งดังกลายเป็นทีนไอดอล)

พออายุ 13 ปี ยายของเจฟฟ์ก็ซื้อชุดกลองเป็นของขวัญวันเกิดให้เจฟฟ์หัดตีเล่น ซึ่งเขารำลึกความหลังว่า “อะดีนาลีนสูบฉีดแรงเป็นครั้งแรก นอกจากเรื่องนี้แล้วชีวิตด้านอื่นของผมล้วนน่าเบื่อทั้งสิ้น”

แล้วโชคชะตาก็นำพาเจฟฟ์ให้มารู้จักกับบิล ไบลีย์ เขารำลึกความหลังสมัยเรียนเกรด 9 ว่า “ผมจำวันแรกพบเขาที่โรงเรียนได้ มันโกลาหลมาก ผมได้ยินคนทิ้งหนังสือลงพื้น ตะโกนเสียงดัง แล้วเขาก็วิ่งผ่านผมไปโดยมีครูหลายคนวิ่งตามเขาไปตามระเบียง”

นั่นคือวันแรกที่เจฟฟ์สังเกตเห็นเพื่อนร่วมโรงเรียนที่ชื่อ บิล ไบลีย์ ซึ่งต่อมาก็ได้พบกันอีกครั้งในชั้นเรียนขับรถ ทั้งคู่ทำความรู้จักและกลายเป็นเพื่อนกันตั้งแต่นั้น

เจฟฟ์กับบิลเข้ากันได้ดีเพราะชอบดนตรีคล้ายกัน “ผมคิดว่าเขาเป็นคนที่บ้าบอและเป็นนักร้องที่เยี่ยมมาก ผมต้องเกลี้ยกล่อมเขานิดหน่อย ตอนแรกมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่หรอก บางทีเขามาแล้วก็ยืนอาย ๆ หรือไม่ก็มาร้องเพลงกับวงแล้วก็หายหัวไปไหนไม่รู้ บางทีผมไม่เจอเขาตั้งสามวัน บางอย่างก็ไม่เปลี่ยนเนอะ” เจฟฟ์เล่าแล้วก็อดแขวะพฤติกรรมอดีตเพื่อนร่วมวงไม่ได้

เจฟฟ์เป็นคนเงียบขรึมและไม่ทำตัวเป็นจุดสนใจ เขาเดินเข้าออกปาร์ตีโดยไม่มีใครสังเกตว่าเขาอยู่หรือหายไปเมื่อไหร่ เขาใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วไปในสมัยนั้นทำ ตอนอายุ 16 บิลและเจฟฟ์เริ่มใช้กัญชา เจฟฟ์รำลึกถึงความหลังช่วงนั้นว่า “เราขี่จักรยาน สูบกัญชา หาเรื่องใส่ตัว ชีวิตตอนนั้นดูดูไปก็เหมือนบีวิสแอนด์บัตต์-เฮด”

(บีวิสแอนด์บัตต์-เฮด เป็นการ์ตูนทางเอ็มทีวี แพร่ภาพในช่วงปีค.ศ. 1993 – 1997 ว่าด้วยคู่หูตัวป่วน บีวิส กับ บัตต์-เฮด ที่ชื่นชอบดนตรีเมทัลขึ้นสมองและด้วยแนวคิดเพี้ยน ๆ ทำให้มีแต่เรื่องเข้าตัว และด้วยมุกตจิตเสื่อมในเรื่องทำให้เป็นที่ถกเถียงถึงความเหมาะสม มีทั้งคนด่าและคนชอบ ดังขนาดมีเกมส์และสร้างเป็นภาพยนตร์)

โฆษณา

Published by Friday I am in Rock

Lover and Hater, A profound liar of all time.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: