ข้ามไปยังเนื้อหา

Ozzy Osbourne: Blizzard Of Ozz


การลงมือทำอะไรครั้งแรกมักจะท้าทายผู้คนอยู่เสมอ การออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของออสซี ออสบอร์นก็เช่นกัน มันไม่ใช่เรื่องง่าย หรือจะว่าไป ไม่เคยมีอะไรเป็นเรื่องง่ายสำหรับออสซี ออสบอร์น

Goodbye to Romance

หลังจากที่ออสซีออกจากวงแบล็กซับบาธ เขากำลังอยู่ในสถานภาพตกต่ำ บางทีอาจจะตกต่ำที่สุดในชีวิตของเขาก็ได้ เขาเก็บตัวเงียบในโรงแรมเลอพาร์คไม่ออกไปไหนเป็นเดือน มีคนส่งยามาส่งให้ถึงที่ ชีวิตมีแต่พิซซากับเบียร์ (และยาเสพติด) ความสัมพันธ์กับภรรยาในขณะนั้นคือเทลมาและลูก ๆ ก็เริ่มมีปัญหาเพราะตัวเขาแยกตัวมาลอสแอนเจลิส สหรัฐอเมริกา ขณะที่คนในครอบครัวตัดสินใจปักหลักอยู่ในอังกฤษต่อ

ในหนังสือไอแอมออสซี เขาโทษว่าการให้เวลากับแบล็กซับบาธทำให้ชีวิตครอบครัวของสมาชิกแต่ละคนต้องพังทลาย ทั้งกีเซอร์ โทนี บิล เพราะทุกคนทุ่มเทให้กับวงที่ต้องใช้เวลาทำเพลง เขียนเพลง บันทึกเสียง ออกทัวร์คอนเสิร์ต ฯลฯ

จนกระทั่งวันหนึ่ง ชารอน อาร์เดน บุตรสาวของ ดอน อาร์เดน แห่งเจ็ตเร็คคอร์ด ซึ่งเป็นผู้จัดการของออสซี (และแบล็กซับบาธ)ก็เดินทางมาหาถึงห้อง ในเวลานั้นออสซีใช้เงินที่ได้จากการทำงานในวงแบล็กซับบาธไปหมดสิ้นแล้ว เงินติดตัวเขาในขณะนั้นมีไม่กี่ดอลลาร์เท่านั้น ดอน อาร์เดนบังคับให้เขาตั้งวง ซันออฟซับบาธ (Son Of Sabbath) เพื่อสืบสานต่อจากแบล็กซับบาธ แต่โชคดีที่ออสซีไม่เห็นด้วย ดอนพยายามให้ออสซีทำงานร่วมกับแกรี มัวร์ ซึ่งทั้งคู่ก็เข้ากันได้ดี แต่เห็นพร้องกันว่าไม่ควรทำงานร่วมกัน

On Aboard!

ในที่สุด ออสซีก็ตัดสินใจตั้งวง บลิดซาร์ดออฟออส (Blizzard Of Ozz) ขึ้นมาโดยมีตัวเลือกจากการชี้นำของทีมจัดการของดอน อาร์เดนหลายคน ดานา สตรัม มือเบสที่คร่ำหวอดในวงการเมทัลย่านซันเซ็ตสตริปก็เสนอให้เขาลองซ้อมดนตรีกับแรนดี โรดส์ มือกีตาร์จากวงไควเอ็ตไรอัตที่กำลังโด่งดังในซันเซตสตริปในเดือนกันยายน ค.ศ. 1979

และเมื่อเจอกันเพียงแค่แรนดีวอร์มมือก่อนจะเล่นจริงออสซีก็ตัดสินใจให้เขาเป็นมือกีตาร์คู่บารมีทันที ออสซีกระทับใจและให้เขาเป็นมือกีตาร์ข้างกายทั้งที่การใช้ชีวิตต่างสไตล์กันมาก ในขณะที่ออสซีเมาเหล้าเมายาเละเทะเกือบตลอดวัน แรนดีแทบไม่แตะเหล้าเลย ทั้งคู่ลองซ้อมดนตรีด้วยกันโดยมี ดานา สตรัม กับ แฟรงก์ บานาลี คอยช่วยเล่นแบ็กอัปให้ ซึ่งออสซีพอใจกับการซ้อมและมั่นใจว่าแรนดีคือมือกีตาร์ที่เขามองหา เมื่อออสซีฮัมทำนองอะไรออกมาให้ได้ยิน แรนดีจะเอามันมาทำเป็นเพลงต่อ และด้วยความที่แรนดีเป็นคนใจเย็นจะค่อย ๆ อธิบายและใช้เวลารวบรวมความคิดที่อยู่ในหัวของออสซีที่ไม่ปะติดปะต่อกันจนออกมาเป็นเพลงได้สำเร็จ

Oaay Osbourne and Randy Rhoads
ออสซี ออสบอร์น และ แรนดี โรดส์

สมาชิกคนต่อมาที่เข้าร่วมวงก็คือ บ็อบ ไดสลีย์ อดีตมือเบสวงเรนโบว์ ซึ่งในขณะนั้นทำวงวิโดว์เมกเกอร์ (Widowmaker) สังกัดเจ็ตเร็กคอร์ดเช่นเดียวกับออสซี โดย เดวิด อาร์เดน น้องชายของชารอนเป็นคนแนะนำให้มาลองทดสอบดูขณะที่ออสซีกลับมาเยี่ยมครอบครัวในอังกฤษ ในตอนนั้นออสซีพูดคุยกับบ็อบแล้วรู้สึกว่านี่คือมือเบสที่เขามองหาและพอลองซ้อมดนตรีด้วยกันก็ไปกันได้ เขาจึงเรียกแรนดีให้ตามมาสมทบในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1979 โดยซุ่มซ้อมดนตรีและร่วมกันเขียนเพลงที่มอนเมาท์ แคว้นเวลส์ มีเพื่อนของออสซีคนหนึ่งช่วยตีกลองให้ บทเพลงแรกที่เขียนเสร็จก็คือ “กู้ดบายทูโรแมนซ์” ซึ่งเป็นการบอกลาเพื่อนเก่าในวงแบล็กซับบาธ ตามมาด้วยเพลงในอัลบั้มแรกอีกหลายเพลง เมื่อได้เพลงตามที่ตั้งใจก็มาทำเดโมเทปที่เมืองเบอมิงแฮมบ้านเกิดของออสซี โดนตอนนั้นมี ดิกซี ลี มือกลองวงโลนสตาร์ (Lone Star) มาตีกลองให้

ตอนแรกออสซีอยากได้ทอมมี อัลดริดจ์ มาเป็นมือกลองของวง แต่เจ้าตัวปฎิเสธเพราะเล่นอยู่กับวงแพ็ต ทราเวอรส์ แบนด์ ไม่ว่างมาร่วมงานด้วย พวกเขาได้ ลี เคอร์สเล็ค อดีตมือกลองยูไรอาห์ฮีปเข้ามาร่วมงานด้วยโดยเดวิด อาร์เดนเป็นคนแนะนำ

Oaay Osbourne  Randy Rhoads Bob Daisley Lee Kerslake
จากซ้ายไปขวา แรนดี โรดส์ ลี เคอสเล็ค ออสซี ออสบอร์น บ็อบ ไดสลีย์

ตอนแรกออสซีตัดสินใจว่าจะทำเป็นวงดนตรีชื่อ บลิดซาร์ดออฟออส แต่ชารอนโน้มน้าวบงการจนกลายเป็นศิลปินเดี่ยวแทนทำให้สถานภาพของนักดนตรีที่เหลือกลายเป็นเพียงแค่นักดนตรีรับจ้างเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้ทำให้สมาชิกอีกสามคนรู้สึกเหมือนโดนหักหลังเพราะไม่รู้ตัวล่วงหน้ามาก่อน มารู้ตอนจะไปเล่นที่รีดดิงร็อกเฟสติวัลเดือนสิงหาคมปีค.ศ. 1980 จากที่ตกลงกันตอนแรกว่าจะใช้ชื่อ บลิดซาร์ดออฟออส ตัวใหญ่และใช้ชื่อออสซีตัวเล็ก ๆ เพื่อช่วยโฆษณาว่านี่คือวงใหม่ของออสซี แต่พอใกล้ถึงวันแสดงกลับกลายเป็นว่าทางทีมบริหารของออสซีขอเปลี่ยนไปใช้ชื่อว่า ออสซี ออสบอร์น ตัวใหญ่โดยมีบลิดซาร์ดออฟออสเป็นตัวเล็กเหมือนเป็นวงแบ็กอัปและมีปัญหาภายในจนต้องยกเลิกการแสดงในงานนั้น (ได้วงสเลดมาเล่นแทน) และอีกหนึ่งเดือนถัดมา บลิดซาร์ดออฟออส ก็วางจำหน่ายกลายเป็นชื่ออัลบั้มของออสซีไปซะงั้น

บ็อบ ไดสลีย์เล่าภายหลังว่าไม่มีใครชอบใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แรนดียอมรับชะตากรรมเพราะในขณะนั้นเขายังไม่เป็นที่รู้จักนอกซันเซตสตริป การเล่นกับออสซีเป็นโอกาสที่เขาดังระดับโลก บ็อบกับลีพยายามเรียกร้องสัญญาที่ออสซีให้ไว้แต่แรกก็โดนชารอนเขี่ยทิ้งเมื่อบันทึกอัลบั้มลำดับที่สองเสร็จสิ้น…ลี อ้างว่าเมื่อตอนที่เขาบอกแรนดีว่าโดนเขี่ยออกจากวง แรนดีก็ไม่อยากออกทัวร์กับออสซีเพราะไม่อยากทิ้งทั้งคู่ไว้เบื้องหลัง ซึ่งลีก็ตอบไปว่าอย่าทำอะไรโง่ ๆ ขอบใจที่อยู่ข้างกัน

แต่ทางชารอนบอกว่าที่ไล่บ็อบกับลีออกไม่ใช่เพราะทั้งคู่เรียกร้องการเป็นวงดนตรีที่เท่าเทียม แต่เธอดูแล้วรู้สึกว่าบ็อบกับลีมีภาพลักษณ์ที่ “แก่” ไปหน่อย (ตอนนั้นบ็อบอายุ 30 ลีอายุ 33) และเธอเองไม่ได้ควบคุมออสซีเต็มตัวในตอนนั้นไม่งั้นทั้งคู่คงไม่ได้เข้าร่วมวง แต่คนที่เข้ามาแทนลีคือ ทอมมี อัลดริดจ์ ก็อายุ 30 ปี ไม่ได้หนุ่มกว่าอะไรเลย)

บ็อบเล่าความหลังว่าริฟฟ์หลักจะมาจากแรนดี แล้วเขากับแรนดีจะช่วยกันทำให้เป็นเพลง โดยที่ออสซีจะเป็นคนทำใส่ทำนองเสียงร้อง หรือบางครั้งเขาจะคิดวลีหรือชื่อเพลงออกมา เช่น Wine is fine but whisky’s quicker จากเพลง “ซุไซด์โซลูชัน” ก็เป็นประโยคที่ออสซีคิดโดยได้แรงบันดาลใจจากบทกวี “ภาพสะท้อนของน้ำแข็งแตกสลาย” (Reflections on Ice Breaking) ของอ็อกเดน แนช กวีอเมริกันเมื่อปีค.ศ. 1931 ซึ่งมีท่อนหนึ่งประพันธ์ไว้ว่า Candy is dandy but liquor is quicker ซึ่งเรื่องนี้ออสซีเคยให้สัมภาษณ์ว่ามันเป็นเพลงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของบอน สก็อต ซึ่งมีสาเหตุจากการดื่มเกินขนาดในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1980 ก่อนบันทึกเสียงประมาณ 1 เดือน แต่บ็อบบอกว่าเพลงนั้นเขาเป็นเขียนจนจบ และมันเกี่ยวกับตัวออสซีล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับใครอื่นเพราะช่วงนั้นออสซีดื่มจัดมาก บางทีเขาดื่มแต่เช้างแล้วเมาหลับไปตลอดบ่าย

ต่อมาบ็อบ ไดสลีย์และลี เคอร์สเล็ค ฟ้องร้องเพื่อเรียกร้องสิทธิและผลประโยชน์ที่พวกเขาควรจะได้…ซึ่งก็พ่ายแพ้เพราะผลงานของออสซีออกมาในนามศิลปินเดี่ยวไม่ใช่วงดนตรีที่สมาชิกเท่าเทียมกัน แต่ก็ได้เครดิตในการร่วมประพันธ์เพลง แม็กซ์ นอร์แมน ซาวน์เอนจิเนียร์ก็ยืนยันว่าทั้งบ็อบและลีต่างก็มีส่วนร่วมในการทำเพลงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

Blizzard of Ozz

บลิดซาร์ดออฟออส วางจำหน่ายในวันที่ 20 กันยายน ค.ศ. 1980 หน้าปกอัลบั้มเป็นรูปออสซีถือไม้กางเขนในแบบหนังแนวพ่อมดเวทมนต์ สอดคล้องกับชื่ออัลบั้มล้อเลียนชื่อวิซาร์ดออฟออส บลิดซาร์ด คือบรรยากาศพายุหิมะลมแรงที่สื่อถึงบรรยากาศแบบภาพยนตร์สยองขวัญ และขณะเดียวกันก็ทำให้คนเห็นชื่อนึกถึงอดีตของออสซีได้ทันที

และสมาชิกคนสุดท้ายที่เข้ามาเสริมทัพก็คือ ดอน แอรีย์ ซึ่งเคยร่วมงานบ็อบมาก่อนในวงเรนโบว์ และเคยฝากฝีมือไว้ในอัลบั้ม เนเวอร์เซย์ดาย ของแบล็กซับบาธมาก่อนแล้ว เริ่มบันทึกเสียงกันในวันที่ 22 มีนาคม ค.ศ. 1980 ที่ ริดจ์ฟาร์มสตูดิโอในเซอเรย์ ตอนแรกคริส แซงเกอไรดส์ (Chris Tsangarides) ซึ่งมีผลงานจากการทำงานร่วมกับแกรี มัวร์ จูดาส พรีสต์ จะเป็นคนดูแลการผลิตอัลบั้มนี้ ทว่ามีปัญหากับออสซีก็เลยโดนไล่ออกกลางครัน แม็กซ์ นอร์แมน ซึ่งทำหน้าที่ซาวนด์เอนจิเนียร์เลยขยับขึ้นแท่นดูแลการผลิตแทน แต่เครดิตในอัลบั้มเป็นของ ออสซี แรนดี บ็อบ และ ลี

สิ่งที่น่าทึ่งในอัลบั้มนี้ก็คือเสียงกีตาร์ของแรนดี โรดส์ที่ไม่ได้เล่นริฟฟ์รุนแรงหนักหน่วงทรงพลังอย่างโทนี ไอออมมี ทว่าลื่นไหลแพรวพราวมีอิทธิพลของดนตรีคลาสสิคัลเข้ามาผสมผสาน ความพลิ้วไหวจากปลายนิ้วในเพลงบรรเลงสั้น ๆ “ดี” (ซึ่งย่อมาจากโดเรเลส มารดาของเขา) บ่งบอกถึงคตวามชำนาญในการสร้างท่วงทำนองและเรียบเรียงเสียงประสานที่ซับซ้อน รวมถึงบัลลาด “กู้ดบายทูโรแมนซ์”

แต่เขาก็ยังไม่ทิ้งลายความเก๋าที่ยังคงต่อเนื่องจากแบล็กซับบาธ นั่นคือ “มิสเตอร์คราวลีย์” ที่ว่าด้วยจอมเวทย์ผู้นำลัทธิเธลิมา ซึ่งหลายฝ่ายตีความว่าเขาฝักใฝ่ทั้งที่เนื้อหาตั้งข้อสงสัยเรื่องการติดยาเสพติดของท่านเจ้าลัทธิและที่สำคัญ ออสซีแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผู้นำจิตวิญญาณนอกรีตท่านนี้เลย เพราะนามสกุลของท่านออกเสียงว่า โครว์ลีย์ แต่ออสซีออกเสียงว่า คราวลีย์ แต่เสียงออร์แกนช่วงอินโทรทำออกมาวังเวงหลอกหลอนโสตประสาทชวนให้รำลึกถึงภาพยนตร์สยองขวัญซึ่งดอน แอรีย์บอกว่าเขาเป็นคนคิดเองทั้งหมด แต่ไม่ได้เครดิตในฐานะผู้ร่วมประพันธ์เพลง จะว่าไปเพลงนี้มีความเป็นแบล็กซับบาธไม่น้อย แต่ด้วยสไตล์การเล่นริฟฟ์และการวางโครงสร้างดนตรีที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะท่อนโซโลในบทเพลงนี้ได้บาดใจมีท่วงทำนองชัดเจนลื่นไหล นี่คือสำเนียงใหม่ของออสซีที่ยังคงขรึมขลังขณะเดียวกันออกสว่างสดใสออกป็อปมากกว่าความหนักหน่วงอึมครึมแบบแบล็กซับบาธ

พูดถึงการเล่นกีตาร์ของแรนดี คงต้องบอกว่าโดยส่วนตัวไม่ได้คลั่งไคล้อะไรนัก ชอบเสียงกีตาร์ของโทนี ไอออมมีกับเจก อี ลี มากกว่า อย่างเช่น “โนโบนมูฟวีส์” นี่ฟังเสียงริฟฟ์แล้วอดจินตนาการไม่ได้ว่าถ้าเป็นเจก อี ลี เป็นคนคิดริฟฟ์มันจะสะเด่ากึ๋นขนาดไหน เพราะความโฉบเฉี่ยวดุดันจากปลายนิ้วของทั้งคู่ต่างกันเหลือเกิน ไม่ใช่ว่าแรนดีเล่นไม่ดีนะ เพราะถ้าเอาที่ริฟฟ์เพลง “เครซีเทรน” ก็ต้องถือว่ายอดเยี่ยมหาคนเทียบได้ยากเหมือนกัน การเล่นกีตาร์ในเพลงนี้ (และเพลง “มิสเตอร์คราวลีย์”) ทำให้ออสซีได้สำเนียงใหม่ สลัดภาพลักษณ์ของแบล็กซับบาธออกไปแสดงความเป็นออสซีชัดเจน ยิ่งถ้าฟังผ่านหูฟังจะได้ยินออกมาว่าเล่นโอเวอร์ดับก็ให้ความรู้สึกถึงความตั้งใจและพลังของแรนดี

การนำดนตรีคลาสสิคัลเข้ามาใช้ในเพลงฮาร์ดร็อก/เมทัลไม่ใช่ของใหม่ ริตชี แบล็กมอร์ก็เคยทำมาก่อน แต่แรนดีนำมาใช้ในอีกระดับหนึ่งต่างจากริตชีอย่างเช่นการไล่สเกลและการเรียบเรียงเสียงประสานในทิศทางที่ไม่เคยมีมาก่อน บ็อบคงคุ้นเคยกับสไตล์ดนตรีนี้พอสมควรจากที่เคยร่วมงานกับเรนโบวของริตชีมาก่อนทำให้เข้าขากับแรนดีได้เยี่ยมมาก ในแผ่นฉลอง 30 ปีที่ออกมา จะมีเพลงชื่อ “อาร์อาร์” เป็นการเล่นกีตาร์ความยาวนาทีเศษ มันออกมาลื่นไหลและมีอารมณ์สดใหม่อย่างไม่น่าเชื่อ จนไม่น่าแปลกใจว่าทำไมออสซีตัดสินใจเลือกแรนดีทั้งที่ฟังแรนดีวอร์มมือก่อนทดสอบจริงจังด้วยซ้ำ

เสียงคีย์บอร์ดของดอนในอัลบั้มนี้ก็ฉายแววชัดจนนึกเสียใจที่เขาไม่ได้อยู่ในวงในฐานะสมาชิกเหมือนคนอื่น โดยเฉพาะท่อนบรรเลงใน “เรเวเลชัน (มาเธอร์เอิร์ธ)” ที่สง่างามน่าประทับใจมาก แม้ว่าจุดเด่นของเสียงจะไปตกอยู่ที่กีตาร์เสียเยอะ แต่หลายเพลงคีย์บอร์ดก็แย่งความเด่นมาได้ไม่น้อยเลย ดอนเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่ทำให้อัลบั้มนี้มีสีสันงดงาม

Steal Away

ช่วงที่บ็อบกับลีฟ้องร้องเรียกค่าลิขสิทธิ์เพลงจากออสซีเป็นช่วงเวลาที่ทำร้ายอัลบั้มบลิดซาร์ดออฟออสสาหัสสากรรจ์ เพราะกลายเป็นว่าชารอนกับออสซีพยายามลบทั้งคู่จากอัลบั้มตั้งแต่อาร์ดเวิร์กในปกอัลบั้มไปจนถึงเสียงกลองและเบสที่ให้ไมก์ บอดิน กับ โรเบิร์ต ธรูฮีโล มือกลองและเบสในขณะนั้นบันทึกเสียงอัลบั้มนี้แล้วเอาไปมิกซ์ใหม่เป็นเวอร์ชันค.ศ. 2002 พอแฟนเพลงรู้ก็ด่ากันยับทั่วสารทิศจนชารอนก็อ้างว่าออสซีเป็นคนสั่ง ออสซีก็อ้างว่าชารอนเป็นคนทำ เขาไม่เกี่ยว…

ซึ่งเวอร์ชันนี้ไม่แนะนำอย่างแรง เสียงกลองและเบสมันทื่อไป (อาจจะคิดไปเองคนเดียวก็ได้) แต่รู้สึกว่ามันไม่มีความเร้าใจเหมือนก่อน เช่น “ไอดอนต์โนว์” เสียงกลองดูจะอ่อนด้อยอย่างไรพิกล เสียงเบสก็เบาบางลงต่ำ แม้แต่ “เครซีเทรน” ที่ช่วงต้นต้องใช้เสียงเบสและทอมย่ำ ๆ เสียงก็ออกมาเบาบางปราศจากพลังแถมเสียงเบสยังแปลก ๆ ฟังแล้วหงุดหงิดหัวใจ

แม้แต่เมื่อทำสารคดีเกี่ยวกับสองอัลบั้มแรก ทั้งชารอนและออสซีก็ทำเหมือนว่าลีกับบ็อบไม่มีตัวตน คนสำคัญมีแค่ออสซีกับแรนดี (ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว) ซึ่งถ้าจะให้ตั้งข้อสังเกตอย่างที่ควรจะเป็นก็คือออสซีไม่ใช่คนที่มีความสามารถด้านเขียนเพลงแม้แต่น้อย สมัยที่อยู่วงแบล็กซับบาธ ออสซีไม่เคยแสดงศักยภาพในด้านการแต่งเพลง แม้ว่าเขามีส่วนร่วมในการทำท่วงทำนองอยู่บ้าง แต่แทบไม่เคยเขียนเนื้อร้องและทำดนตรีเอง เนื้อร้องเกือบทั้งหมดเขียนโดยกีเซอร์ บัตเลอร์ เท่าที่จำได้ก็จะมี “เดอะริต” ในอัลบั้มซาโบทาจ ที่เขียนเพลงด่าผู้จัดการคนก่อนหน้าดอน อาร์เดน และเพลงใน บลิดซาร์ดออฟออส ก็ไม่ได้ต่างกัน เพราะหน้าที่ทำดนตรีและเขียนเนื้อเพลงเกือบทั้งหมดเป็นฝีมือของแรนดี โรดส์กับบ็อบ ไดสลีย์ ดังนั้นการที่ออสซีพยายามทำเหมือนกับว่าสองอัลบั้มแรกเป็นผลงานที่เข้าคู่กันอย่างมหัศจรรย์ของออสซีกับแรนดีจึงเป็นการไม่ให้เกียรติบ็อบอย่างน่ารังเกียจ เพราะในเวลาก่อนออกอัลบั้มบลิดซาร์ดออฟออสนั้น ชารอนเกือบจะไร้ตัวตนอยู่ภายใต้บารมีของดอน อาร์เดนผู้เป็นบิดา ส่วนออสซีเมื่อออกจากแบล็กซับบาทก็ใช้เวลาหมกตัวอยู่ในอพาร์ตเมนต์ร่วมครึ่งปีโดยไม่ทำอะไรเลยนอกจากกินเหล้าเสพยา นอนกลิ้งเกลือกไปมา ไม่สามารถลุกมาทำงานของตัวเองได้

ท้ายสุด

บลิดซาร์ดออฟออสเป็นผลงานที่ดีเยี่ยม อาจจะไม่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบแต่ก็เป็นผลงานที่ทำให้ออสซีกลับมายืนหยัดในวงการเมทัลได้อย่างสง่างาม

No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: