ข้ามไปยังเนื้อหา
โฆษณา

Tom G Warrior: Hellhammer and Celtic Frost


เห็นข่าวทอม จี วอริเออร์ ทำวงไทรอัมฟ์ออฟเดธ (Triumph of Death) ออกทัวร์ตั้งแต่กลางปีค.ศ. 2019 ที่ผ่านมาแล้วรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ เพราะคราวนี้เขาประกาศว่าเป็นวงเฉพาะกิจทำเพื่อหวนรำลึกความหลังเมื่อครั้งที่เขาทำวงเฮลแฮมเมอร์ วงดนตรีอายุสั้นแต่สร้างอิทธิพลต่อวงการแบล็กเมทัลเอาไว้มหาศาล

โธมัส เกเบลียล ฟิชเชอร์ (Thomas Gabriel Fischer A.K.A. Tom G Warrior) เล่าความหลังให้นิตยสารโรลลิงสโตนฟังว่า ตอนที่เขาตั้งวงเฮลแฮมเมอร์ขึ้นใหม่ ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะทำจริงจังนัก กะว่าเอาสนุกสนานและใช้เป็นเครื่องมือกำจัดความเครียดจากชีวิตอันแสนเลวร้ายของเขาในช่วงนั้น

 แต่ผ่านมาเกือบสี่ทศวรรษ บทเพลงของเฮลแฮมเมอร์กลายเป็นคัลต์คลาสสิกที่ชาวเมทัลเทิดทูนบูชา

ทอมหัดเล่นกีตาร์ช่วงอยู่มัธยม เคยทำวง เกรฟฮิลล์ (Grave Hill) มาก่อน และเริ่มสนใจกลุ่มนิวเวฟออฟบริติชเฮฟวีเมทัลเต็มตัว โดยเฉพาะวีนอม (Venom) มอเตอร์เฮด (Motorhead) การที่เขาได้รู้จัก เอิส สเปรนเจอร์ (Urs Sprenger) ทำให้เขามีลู่ทางทำสิ่งที่เขาหลงใหลคลั่งไคล้

เอิสเป็นมือเบสที่ชอบพังก์ ฮาร์ดคอร์พังก์อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู เขาเปิดโลกของวงพังก์รุนแรงหนักกะโหลกอย่างเช่น ดิสชาร์จ (Discharge) ให้ทอมได้รู้จัก ทำให้ทอมสนใจมากเพราะชอบดนตรีหนักกะโหลกอยู่แล้ว ทั้งคู่จับมือกันตั้งวงเฮลแฮมเมอร์ช่วงต้นปีค.ศ. 1981 โดยโธมัส เกเบลียล ฟิชเชอร์ ซึ่งยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าในตอนนั้นพวกเขาไร้ทักษะทางดนตรีโดยสิ้นเชิง การเข้าสู่ดนตรีฮาร์ดคอร์พังก์เป็นสะพานเชื่อมไปสู่ดนตรีเมทัลหนักกะโหลก เขาบอกว่าถึงเขาจะชอบดิสชาร์จหรือแอนตีโนแวร์ลีก แต่เขาก็ไม่ได้เป็นพังก์เหมือนเอิส

ทอมอยากเล่นดนตรีหนักหน่วง โดยไม่เน้นความเร็ว โดยเขาเคยให้สัมภาษณ์นิตยสารเมทัลแฮมเมอร์เมื่อปีค.ศ. 2007 ว่า เขาฟัง อินลีกวิธซาตาน (In League With Satan) โดยใช้ความเร็วในการหมุนแผ่นเสียงที่ 33 รอบต่อนาที แทนที่จะเป็น 45 รอบต่อนาทีอย่างที่เป็นความเร็วที่บันทึกมา ทำให้ได้ฟังเพลงที่หนักหน่วงกว่าปกติ ซึ่งเขาอยากทำวงที่ออกมาหนักหน่วงแบบนั้น

ตอนแรกตั้งวง ทอมขนานนามตัวเองว่าซาตานิกสลอจเตอร์ (Satanic Slaughter) ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ทอม วอริเออร์ (Tom Warrior) ส่วนเอิสเล่นเบส ใช้นามแฝงว่า ซาเวจดาเมจ (Savage Damage) ต่อมาเปลี่ยนเป็น สตีฟ วอริเออร์ (Steve Warrior) และมีสมัครพรรคพวกที่สนใจดนตรีใกล้เคียงกันคือ และ พีต สเตรตตัน (Pete Stratton) มือกลอง

หมายเหตุ Celtic ออกเสียงได้ทั้ง เคลติก และ เซลติก ถ้าจำไม่ผิด ทอมเอ่ยถึงวงตัวเองโดยใช้คำว่า เคลติก และ เซลติก ในช่วงเวลาที่ต่างกัน คนสัมภาษณ์ต่างคนกัน

ฟรายเดย์ฯ

แต่หลังจากทำงานร่วมกันได้ปีกว่า พีตก็โบกมือลา พวกเขาได้มือกลองคนใหม่ จอร์ก นูบาร์ต (Jörg Neubart) ซึ่งตอนแรกใช้นามแฝง บลัดฮันเตอร์ (Blood Hunter) ต่อมาเปลี่ยนเป็น บรูซ เดย์ (Bruce Day) ในช่วงปีค.ศ. 1982 สมาชิกยุคนี้ได้บันทึกเสียงเดโมเทปไว้ด้วยในชื่อ ชัยชนะของความตาย – Triumph of Death ซึ่งทอมกล่าวภายหลังว่าเขารู้สึกไม่ค่อยพอใจกับซาวด์ในเดโมเทปชุดนั้นแต่ก็จำใจปล่อยออกมาเพราะมันคือทุกสิ่งที่เขาทำได้ในขณะนั้นแล้ว ซึ่งนิตยสารดนตรีหนักกะโหลกหลายฉบับที่ได้รับเดโมเทปชุดนี้ แม้ว่าจะไม่มีบริษัทแผ่นเสียงยักษ์ใหญ่สนใจเพราะความที่พวกเขาทำรุนแรงก้าวร้าวเกินระดับเมนสตรีมในช่วงนั้น จนกระทั่งบริษัทนอยซ์ ซึ่งเป็นบริษัทเล็ก ๆ จากเยอรมันที่สนใจดนตรีเมทัลใต้ดินได้เซ็นสัญญากับพวกเขา

แต่ถึงกระนั้น เฮลแฮมเมอร์แทบไม่มีฐานแฟนเพลงในสวิตเซอร์แลนด์บ้านเกิดตัวเองเลย การแสดงสดของพวกเขามีเพียงเปิดห้องซ้อมแล้วก็เรียกเพื่อนฝูงคนรู้จักให้เข้ามาฟังกันเท่านั้น พวกเขาได้เขียนเพลง ทำเดโมเทปเอาไว้หลายเพลง ซึ่งเพลงที่บันทึกเสียงในช่วงเดียวกับเดโม ไทรอัมฟ์ออฟเดธ ต่อมาได้เอามารวมในเดโม เดธเฟน (Death Fiend)

ต่อมา สตีฟ วอริเออร์ลาออก มาร์ติน อิริก อีน (Martin Eric Ain) มือเบสจากวงชิโซ ก็เข้ามาร่วมวงโดยใช้ชื่อแฝงว่าสเลด์เนโครส์ (Slayed Necros) ต่อมาใช้ชื่อจริง และกลายเป็นคู่หูของทอมในการเขียนเพลง มีเดโมเทป ซาตานิกไรตส์ (Satanic Rites) และ ออกอีพี อะโพคาลิปติกเรดส์ (Apocalyptic Raids) ในเดือนมีนาคมค.ศ. 1984 แล้วทั้งคู่ตัดสินใจ “เกิดใหม่” โดยยุบวงเฮลแฮมเมอร์ในวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ. 1984 และตั้งวงใหม่ เคลติกฟรอสต์ (Celtic Frost) ในวันที่ 1 มิถุนายน โดยมีสมาชิกหลักเพียง 2 คนเท่านั้น เหตุผลการเปลี่ยนชื่อวงเพื่อกำหนดแนวทางที่ชัดเจนขึ้นว่าพวกเขาจะเปลี่ยนไปเล่นกับความหม่นหมอง หนักหน่วง สไตล์ดาร์กเวฟผสมเดธเมทัลและดนตรีคลาสิคัล

เคลติกฟรอสต์ ประมาณปี ค.ศ. 1984

ในช่วงนั้นแธรชเมทัลเพิ่งโผล่หน้าเข้ามาในกระแสหลักแบบเจือจาง เมทัลลิกาพอจะประสบความสำเร็จในอเมริกาบ้าง สเลเยอร์กำลังมองหาแนวทางของตัวเองแบบไม่เข้าที่มากนัก ดนตรีของเคลติกฟรอสต์คือความหนักหน่วงรุนแรงเร้นลับที่ล้ำหน้าเกินใครในยุคคนั้น อัลบั้ม มอร์บิดเทลส์ (Morbid Tales, 1984) ทูเมกาธีเรียน (To Mega Therion, 1985) อินทูเดอะแพนเดมอนเนียม (Into The Pandemonium, 1987)

ทอมให้สัมภาษณ์นิตยสารเมทัลแฮมเมอร์ในปีค.ศ. 2017 เกี่ยวกับอัลบั้มแรกของวงว่า

“ตอนที่ผมกับมาร์ตินตั้งวงเคลติกฟรอสต์ในคืนวันที่ 31 พฤษภาคม ต่อเช้าวันที่ 1 มิถุนายน ในปีค.ศ. 1984 เราพูดคุยกันถึงเรื่องรายละเอียดของการทำงานในวงว่าจะให้วงใหม่ของเราดำเนินไปทางใด เรารักความรุนแรงของเฮลแฮมเมอร์และเราอยากจะเก็บแบบนั้นไว้ แต่เราอยากเพิ่มความซับซ้อนให้มากขึ้น เราอยากให้วงปราศจากข้อจำกัดทางดนตรีและทางศิลปะเราไม่อยากโดนผูกมัดด้วยลักษณะเฉพาะเจาะจงของสถาการณ์หรือกระแสอย่างใดอย่างหนึ่ง ปัจจัยที่สำคัญคือในช่วงนั้นดนตรีเมทัลจากอเมริกากำลังเฟื่องฟูในยุโรป และวงจากอเมริกาเล่นได้ซับซ้อนมากกว่า เราคิดว่าเราคงไปเทียบอะไรตรงนั้นไม่ได้ แต่เรารู้ว่าเราต้องทำ (อัลบั้มมอร์บิดเทลส์) ให้เสร็จ และเรารู้ว่าเราจะต้องใช้ความพยายามอย่างมหาศาลเพื่อยกระดับมอร์บิดเทลส์ในด้านทักษะการเล่นให้มากกว่าสมัยเป็นวงเฮลแฮมเมอร์ นั่นคือส่วนผสมสำคัญถ้าคุณต้องการเข้าใจว่าทำไมสำเนียงเสียงต่าง ๆ ในมอร์บิดเทลส์ถึงต่างไปจากอีพีของเฮลแฮมเมอร์ที่บันทึกเสียงก่อนหน้านั้นเพียงไม่กี่เดือน เราอยากให้วงของเขาพัฒนาขึ้นไปในแต่ละอัลบั้ม เราทำในสิ่งที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน เราโดนสื่อมวลชนเย้ยหยัน และอัลบั้มที่เกิดด้วยสถานการณ์แบบนี้คืออัลบั้มที่ผ่านมาแล้วถึง 30 กว่าปีก็ยังมีคนฟังอยู่ มันคือเกียรติยศอันยิ่งใหญ่ของเด็กสองคนที่โดนขับไล่ไสส่งจากสวิตเซอร์แลนด์”

ส่วนอัลบั้ม ทูเมกาธีเรียน ทอมอธิบายว่า

“มันเป็นอัลบั้มที่ยากลำบากในการทำมาก เพราะในช่วงนั้น มาร์ตินมีปัญหาชีวิตส่วนตัว ได้ประสบการณ์ชีวิตที่หนักหนาสาหัสจนถึงขั้นที่ว่าแทบจะทำงานร่วมกับเขาไม่ได้ ผมไม่คิดว่าจะมีวิธีแก้ไขปัญหาในช่วงนั้นได้ ต้องตัดสินใจที่กลายเป็นทางหายนะ ตอนนั้นผมต้องทำอัลบั้มนั้นเพียงลำพัง ผมต้องอยู่ในสตูดิโอเพราะเป็นสมาชิกหลักเพียงคนของเคลติกฟรอสต์ ซึ่งในช่วงเวลานั้นผมไม่มีประสบการณ์เพียงพอที่จะรับมือด้านการผลิตอัลบั้มได้เพียงลำพัง ทั้งความคิดและอารมณ์ของผมในตอนนั้นตึงเครียดไปหมด ผมเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ตัวผมยังไม่พร้อมที่จะเอาชนะ แต่ผมต้องทำ โชคดีที่ทันทีหลังจากช่วงการบันทึกผมได้กลับไปซูริกได้คุยกับมาร์ติน และเราสามคนหาทางกลับมาทำงานด้วยกันได้อีกครั้ง ทูเมกาธีเรียนเป็นพิสูจน์ว่าเราต้องเขาเขาในฐานะสมาชิกวง และโชคดีที่เราจัดการจนสมาชิกกลับมาทำงานด้วยกันได้ แต่การทำอัลบั้มนั้นมันเหมือนกันต่อสู้ครั้งใหญ่เลยทีเดียว”

และ อินทูเดอะแพนเดมอนเนียม ทอมเล่าว่า

“อินทูเดอะแพนเดมอนเนียนเป็นสุดยอดของความคิดสร้างสรรค์ของวงเคลติกฟรอสต์นับจนถึงอัลบั้มโมโนเทียส ในตอนนั้น หลังจากที่เราทำงานอย่างบ้าคลั่ง ในที่สุดเราก็บรรลุด้านดนตรีที่เราสามารถทำทุกอย่างที่อยู่ในหัวให้เป็นจริงได้ มาร์ตินกับผมได้สร้างเคลคิกฟรอสต์จากอิทธิพล (ทางดนตรี) ที่หลากหลายอย่างไม่น่าเชื่อ ยกตัวอย่างเช่นเขาจมอยู่กับนิวเวฟซึ่งกำลังเป็นกระแสในตอนนั้น บาวเฮาส์ จอยดิวิชันและซูซีแอนด์เดอะแบนชีส์ ผมก็ชอบนิวเวฟ แต่ผมยังมีพื้นฐานมาจากพวกแจ๊สและคลาสิคัล ผมชอบดนตรีจากยุค 70 เช่น อีเมอร์สัน เลก แอนด์พาลเมอร์ งานของร็อกซีมิวสิกในยุคแรก และในอินทูเดอะแพนเดมอนเนียมนี้เรารู้สึกสบายมากในฐานะนักดนตรีที่ไม่ต้องพยายามแสดงอิทธิพลของดนตรีที่เราได้รับมาอย่างในอัลบั้มก่อนหน้า เราแค่เติมเต็มมันด้วยการเขียนเพลง และแน่นอน เราได้ทำงานหนักเกินขีดจำกัดของเราไปและเราก็ผ่านมันมาได้ ผมดีใจมากที่เราทำได้ ใครก็ตามสามารถคิดถึงอัลบั้มนี้ในแบบที่พวกเขาต้องการ และผมรู้ว่ามันมีข้อถกเถียงเกี่ยวกับอัลบั้มนี้มากพอดู แต่ในด้านความคิดสร้างสรรค์แล้ว มันคือจุดสูงสุดของเคลติกฟรอสต์จนกระทั่ง 20 ปีต่อมา”

เมื่อเคลติกฟรอสต์ทำอัลบั้มเยี่ยม ๆ ออกมาหลายชุด แต่พวกเขาก็มีปัญหาภายในเกี่ยวกับทิศทางของวงและเรื่องทางธุรกิจกับบริษัทแผ่นเสียง จนมาร์ตินตัดสินใจลาออก ปล่อยให้ทอมประคับประคองเคลติกฟรอสต์เพียงคนเดียวและทำให้อัลบั้มที่ออกต่อมาคือ โคลด์เลก (Cold Lake, 1988) ที่เหลือสมาชิกหลักเพียงทอมคนเดียว และเขาทำออกมาเป็นแกลมเมทัลร่วมสมัย กลายเป็นรอยด่างพร้อยในชื่อเสียงเกรียงไกรของเคลติกฟรอสต์ ถึงแม้มาร์ตินจะกลับมาร่วมวงอีกครั้งในอัลบั้มถัดมาคือ วานิตี/เนเมซิส (Vanity/Nemesis, 1990) แต่วงก็มาถึงทางตันและแยกทางกันไปในที่สุด สำหรับเรื่องนี้ ทอมเล่าว่า

“ความเห็นของผมนะ เราควรจะยุติวงตั้งแต่ที่เราแยกย้ายกันไปตอนปี 87 แต่ในตอนนั้นผมยังไม่ใช่คนมีเหตุผล ผมยังไม่เป็นผู้ใหญ่พอ และบางทีมันหมายถึงผมยังไม่ฉลาดเพียงพอที่จะตระหนักความจริงข้อนั้น ผมโดนผลักดันด้วยความสิ้นหวัง ผมไม่สามารถจินตนาการถึงชีวิตที่ไม่ได้เป็นนักดนตรี พวกเราพยายามอย่างหนักเพื่อบรรลุการได้เซ็นสัญญาทำอัลบั้มเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น ผมกำลังขวัญเสียกับความคิดว่าจะสูญเสียเคลติกฟรอสต์และพบว่าตัวเองไม่มีสัญญาออกอัลบั้มและไม่ได้เป็นนักดนตรีอีกต่อไป เพราะพวกนี้เป็นชีวิตของผม ดังนั้นผมเลยทำผิดพลาดโดยไค้ความคิดโดยการทำวงใหม่ด้วยความรีบเร่งร่วมกับนักดนตรีที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับเคลติกฟรอสต์ทุกอย่างทำไปเพราะความเขลา ผมบันทึกเสียงอัลบั้มที่เลวร้ายและน่ารังเกียจซึ่งเมื่อทำลงไปแล้วถึงได้ฉลาดขึ้น เราพยายามกอบกู้เท่าที่เราจะทำให้จากสมาชิกเคลติกฟรอสต์ดั้งเดิม และทำอัลบั้มที่ใกล้เคียงกับความตั้งใจแต่แรกตั้งวงเคลติกฟรอสต์ แต่ว่ามันสายไปแล้ว วงดนตรีของเราได้สูญเสียแรงบันดาลใจและตัวตนไปแล้ว วานิตี/เนเมซิส คือความพยายามไม่สนใจความเป็นจริง เพราะว่าเราได้ทดลองอะไรมากมายใน อินททูเดอะแพนเดมอนเนียม แต่ตอนที่เราทำวานิตี/เนเมซิสเราบอกกันว่าอย่าไปทดลองอะไรใหม่ ๆ เลย เราจะทำแค่อัลบั้มเมทัลที่ตรงไปตรงมา ซึ่งมันเป็นสิ่งสุดท้ายที่เคลติกฟรอสต์ควรทำ ถ้าผมฟังอัลบั้มนี้ในตอนนี้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นอัลบั้มออกที่หลังอัลบั้มเก่า ๆ ของเคลติกฟรอสต์แต่มันออกมาเก่ากว่างานเก่าของเคลติกฟรอสต์เสียอีก มันแสดงถึงความด้อยคุณภาพ ในความเห็นของผมนะ มันเป็นอัลบั้มที่ไม่เกี่ยวข้อง (กับความยิ่งใหญ่ของเคลติกฟรอสต์) ถ้าให้พูดล่ะก็ ผมไม่อยากเอามันออกมาขายใหม่เพราะว่ามันไร้ทิศทางโดยสิ้นเชิง แต่บีเอ็มจีอยากเอามันมาจำหน่ายใหม่ และผมก็ได้ทำงานกับมันอีกครั้ง แต่เมื่อลองฟังและรีมาสเตอร์มันใหม่มันก็ทำให้ผมแน่ใจว่ามันเป็นอย่างที่ผมพูด มันไม่มีบทบาทอะไรต่อชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของเคลติกฟรอสต์ คุณสามารถเล่าตำนานเคลติกฟรอสต์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงมัน มันไม่มีพัฒนาการ มันไม่มีความเป็นธรรมชาติและไม่มีปราศจากแรงบันดาลใจ มันดีกว่า โคลเลก แต่ฟังแม่ผมล้างจานยังดีกว่าฟัง โคลเลก มันเป็นวงดนตรีที่ปราศจากอัตลักษณ์และไร้พลังงาน มันเป็นอัลบั้มที่สิ้นหวังของวงดนตรีที่พยายามจะแก้ไขข้อผิดพลาดที่น่าสังเวช ถ้าคุณได้ฟังมอร์บิดเทลส์ ทูเมกาธีเรียน หรือว่า อินทูเดอะแพนเดมอนเนียม มันไม่มีอะไรเหลือสำหรับวานิตี/เนเมซิสแล้ว มันเหมือนเศษผ้าขี้ริ้วเปียก ๆ และหากแฟนต้องการซื้อก็เพียงเพราะมีชื่อ เคลติกฟรอสต์ประทับอยู่บนหน้าปกเท่านั้น ถ้าให้ผมแนะนำสำหรับแฟนเพลงก็คือถ้าไม่มีปัญหาเรื่องการเงินที่จะต้องไปซื้ออัลบั้มอื่นอยู่ มันก็ไม่เสียเงินเปล่าหรอก วานิตี/เนเมซิสคือความพยายามอย่างอ่อนแรงที่พยายามรักษา (วง) ไว้ เราควรปล่อยให้วงดนตรีหยุดพักไปตั้งแต่เมื่อหลายปีก่อน อย่างที่เราได้ทำมันในตอนนี้ พวกเราทำมันได้ดีมากที่จะให้วงหยุดพักผ่อนเป็นเวลา 16 ปีหรือมากกว่านั้น (ก่อนมาทำโมโนเทียส) เราควรตระหนักเรื่องนี้ได้ก่อนหน้านี้”

ทอมเคยให้สัมภาษณ์นิตยสารเดซิเบลในปีค.ศ. 2017 และอีกหลายครั้งในสื่ออื่นเกี่ยวกับปัญหาสำคัญของเคลติกฟรอสต์ในช่วงนั้นมาจากการที่วงมีความเห็นไม่ตรงกับบริษัทนอยซ์ โดยเฉพาะในช่วงอัลบั้ม อินทูเดอะแพนเดมอนเนียม (Into the Pandemonium) และมันก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเสียงในอัลบั้มนั้นจึงออกมาอย่างนั้น ทั้งเรื่องเงิน แนวทางการทำงาน ความเอารัดเอาเปรียบต่าง ๆ เขาเขียนความรู้สึกและเหตุการณ์ขณะทำงานอัลบั้มนี้เพื่อลงในอัลบั้ม อินทูเดอะแพนเดมอนเนียม เวอร์ชั่นที่จะนำออกใหม่ในปีค.ศ. 2017 ทว่าโดนทางบริษัทบีเอ็มจีเซนเซอร์ (บีเอ็นจีซื้อบริษัทนอยซ์มาแล้ว แต่เกรงว่าถ้าข้อเขียนของทอมเผยแพร่ไปจะทำให้โดยอดีตผู้เกี่ยวข้องฟ้องเอาได้) เขาเลยเขียนใหม่หลังจากที่โดนเซ็นเซอร์ลงบล็อก (อันนี้ดูจะมีความเสียดสีอยู่ไม่น้อย ลองอ่านดู)

แต่ในช่วงที่เคลติกฟรอสต์ตกต่ำและยุบวงไป บรรดาเด็กที่หลงใหลพวกเขากลับเติบโตขึ้นและหลายคนทำวงดนตรี ทำให้เคลติกฟรอสต์กลายเป็นคัลต์คลาสสิกของเหล่าเดธและแบล็กเมทัล โดยเฉพาะเหล่าแบล็กเมทัลจากแถบสแกนดิเนเวียเช่นเอมเพอเรอร์ เมย์เฮม และอีกหลายคณะที่มีส่วนร่วมกับความรุนแรงเช่นเผาโบสถ์ ฆาตกรรม และความรุนแรงอื่น ต่างหยิบยกวงเฮลแฮมเมอร์หรือเคลติกฟรอสต์ขึ้นมาเป็นแรงบันดาลใจทำให้เคลติกฟรอสต์ เฮลแฮมเมอร์ และทอมก็ไม่ค่อยพอใจกับสิ่งเหล่านั้นเท่าไหร่

“มันเป็นเรื่องที่น่าอึดอัดมากเพราะเรารู้สึกว่าเฮลแฮมเมอร์โดนพรากไปจากเราและกลายเป็นเครื่องมือต่อบางสิ่งที่เราไม่ได้ตั้งใจให้เป็นอย่างนั้น ผมไม่มีปัญหาอะไรถ้าหากสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ผมเชื่อ แต่ถ้าคนไปฆ่าพวกรักร่วมเพศ ผมมีปัญหาร้ายแรงกับเรื่องนี้เพราะผมเคยไม่มีปัญหากับพวกรักร่วมเพศ ดังนั้นเมื่อเฮลแฮมโดนกล่าวถึงในบริบทนั้นมันทำให้ผมโมโหมาก”

ชีวิตส่วนตัวของทอมไม่ดื่มเหล้า ไม่เสพยา อาจจะมีดื่มไวน์บ้างนิดหน่อยกับเพื่อนฝูง แถมยังเป็นมังสวิรัติต่อต้านการสัตว์ ด้วยเหตุนี้ทำให้เขาไม่ค่อยชอบใจที่เมทัลลิกาเล่นเพลงของเคลติกฟรอสต์ตอนมาเล่นทีสวิตเซอแลนด์อันเนื่องมาจากเจมส์ เฮตฟิลด์นักร้องนำของวงชอบการล่าสัตว์

“มันเป็นเรื่องส่วนตัวล้วน ๆ และพวกคุณก็คงไม่เข้าใจความรู้สึกนี้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะทำงานได้ยอดเยี่ยมสักเพียงใดผมก็สะอิดสะเอียนอยู่ดีเพราะผมไม่สนับสนุนคนที่ล่าหมีเป็นงานอดิเรก” ทอมให้สัมภาษณ์นิตยสารโรลลิวสโตน “ผมไม่สามารถนับถือคนแบบนี้ได้ต่อให้เขาเป็นนักดนตรีอัจฉริยะก็ตาม”

ทอมกับมาร์ตินกลับมาทำวงเคลติกฟรอสต์และออกอัลบั้ม โมโนเทียส (Monotheist) ในปีค.ศ. 2006 แต่เกิดปัญหาภายในระหว่างทอมกับมือกลองทำให้เขาลาออกจากวงในปีค.ศ. 2008 ทำ (Triptykon) ทริปไทคอน ซึ่งเหมือนการสืบสานเคลติกฟรอสต์ กับอีกวงที่ไม่ออกเมทัลซักเท่าไหร่คือ ไนไรธ์ (Niryth) กับ มีอา วอลเลซ (Mia Wallace) มือเบส (เคยเล่นกับแอบบาธ จากวงอิมมอร์ทัล) วงนี้เป็นร็อกไม่ออกเมทัล แต่ยังเป็นไซคีเดลิกที่หม่นมืดอยู่ดี

โฆษณา
No comments yet

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: