Tears for Fears: Songs from the Big Chair


Songs from the Big Chair – ซองส์ฟรอมเดอะบิ๊กแชร์ อัลบั้มที่ทำให้เทียรส์ฟอร์เฟียร์เป็นซูเปอร์สตาร์

ตอนต้นทศวรรษ 80 นี่ดนตรีจากเกาะอังกฤษก็มีอิทธิพลเอาเรื่องเหมือนกัน พวกดนตรีตระกูลนิวทั้งหลาย นิวโรแมนติก นิวเวฟ นิวป็อป นิวมิวสิก วงที่ดังในอังกฤษในตอนนั้นครองกระแสความนิยมไปทั่วโลก ทั้ง ดูแรนดูแรน คัลเจอร์คลับ แวม! เรียกกันว่าเป็น “การรุกรานของบริติชครั้งที่สอง” (Second British Invasion เลียนแบบสมัยที่เดอะบีเทิลส์และวงอื่นเคยสร้างปรากฏการณ์ครองโลกในกลางทศวรรษ 60)

(ไม่อยากจะบอกเลย นี่ก็เป็นหนึ่งคนที่เอารูปดูแรนดูแรน คัลเจอร์คลับ ฯลฯ มาหุ้มหน้าปกสมุดเรียน)

หลายอัลบั้มจากสมัยนั้นยังคลาสสิก ฟังกี่ครั้งก็ยังมีความสุขที่ได้ฟัง

Songs from the Big Chair
Songs from the Big Chair

และครั้งนี้ขอแนะนำ “บทเพลงจากเก้าอี้ตัวใหญ่” ซองฟรอมเดอะบิ๊กแชร์ (Songs from the Big Chair) ของ เทียรส์ฟอร์เฟียรส์ วางจำหน่ายในปีค.ศ. 1985 ขึ้นอันดับหนึ่งทั้ง อเมริกา เยอรมนี แคนาดา เนเธอแลนด์ แต่ในสหราชอาณาจักรบ้านเกิดทำได้เพียงอันดับ 2 โดนอัลบั้ม โนแจ็กเก็ตรีไควเรด ของ ฟิล คอลลินส์ค้ำอยู่

อัลบั้มนี้เป็นผลงานลำดับสอง ต่อจาก เดอะเฮิร์ตติง ในปีค.ศ. 1983 ซึ่งอัลบั้มนั้นขึ้นอันดับ 1 ในสหราชอาณาจักร สมาชิกยังอยู่ครบทั้งสี่คน โรแลนด์ ออซาบาล (ร้องนำ กีตาร์) เคิร์ต สมิธ (เบส ร้องนำ) เอียน สแตนลีย์ (คีย์บอร์ด) แมนนี อีเลียส (กลอง)

“ผมเป็นคนคิดชื่ออัลบั้มเอง…” เคิร์ต สมิธ สมาชิกของวงเล่าให้นิตยสารเมโลดีเมเกอร์ฟังเมื่อครั้งที่อัลบั้มวางจำหน่าย “มันอาจจะฟังแปลกไปหน่อย แต่คุณจะเข้าใจอารมณ์ขันของเรา ‘เก้าอี้ขนาดใหญ่’ มาจากภาพยนตร์ที่ยอดเยี่ยมเรื่องหนึ่งชื่อว่า ซีบิล (Sybil) เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงที่มีบุคลิกแตกต่างกันถึง 16 แบบ เธอถูกฑารุณอย่างไม่น่าเชื่อโดยแม่ของเธอเองตั้งแต่เธอยังเด็ก และที่เดียวที่เธอรู้สึกปลอดภัยและเป็นเวลาที่เธอจะเป็นตัวของตัวเองได้จริง ๆ คือตอนที่เธอนั่งอยู่บนเก้าอี้ของนักจิตวิเคราะห์ เธอรู้สึกปลอดภัยและไม่ต้องสร้างบุคลิกอื่นซึ่งเธอใช้เป็นเกราะป้องกัน มันเป็น ‘แล้วแต่คุณเถอะ’ ที่อยากมอบให้กับสื่อดนตรีอังกฤษที่เขียนถึงพวกเราในแง่ลบมาพักใหญ่ นี่คือเราตอนนี้ – เราอยู่ในที่ที่ซึ่งพวกเขาไม่อาจเข้าถึงเราได้อีกแล้ว”

ภาพยนตร์เรื่องซีบิลมีการสร้างสองครั้ง ครั้งแรกในปีค.ศ. 1976 นำแสดงโดยแซลลี ฟิลด์ และอีกครั้งในปีค.ศ. 2007 โดยมีเค้าโครงเรื่องมาจากหนังสือ ซีบิล (Sybil, 1973) ซึ่งเขียนถึงการบำบัดหญิงสาวรายหนึ่งที่ใช้นามแฝงในหนังสือว่า ซีบิล โดยเธอมาพบนักจิตวิเคราะห์ คอร์นีเลีย บี วิลเบอร์ (Cornelia B. Wilbur) ด้วยอาการมีบุคลิกแตกแยกถึง 16 บุคลิก ซึ่งภายหลังมีการเปิดเผยว่าเธอคือ เชอรีน อาร์เดลล์ เมสัน (Shirley Ardell Mason) ครูสอนศิลปะซึ่งต้องเข้ารับการบำบัดในราวปีค.ศ.1970 เธอได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดีจากมารดาตั้งแต่ยังเด็ก (ซึ่งคอร์นีเลียคาดว่ามารดาเธอน่าจะเป็นจิตเภท)

หลังจากเชอรีนเสียชีวิตในปีค.ศ. 1998 ก็มีการนำจดหมายหลายฉบับที่เธอเขียนถึงคอร์นีเลียว่า เธอเสแสร้งเป็นคนมีบุคลิกแตกแยก ความจริงเธอแค่เล่นละครเท่านั้น ซึ่งคอร์นีเลียคิดว่าจดหมายเหล่านั้นเป็นการเสแสร้งของบุคลิกใดบุคลิกหนึ่งเพื่อจะไม่บำบัดต่อ แต่มีคนวิเคราะห์ว่าบางทีจดหมายฉบับนั้นอาจจะเป็นความจริง และเป็นตัวคอร์นีเลียไม่ยอมรับความจริง เพราะเธอทุ่มเทให้กับการรักษาเชอรีนมาก ทั้งยังจ่ายค่าเช่าบ้าน ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับเชอรีนเป็นจำนวนมากอีกด้วย

ที่เล่าเรื่องซีบิลเพราะอยากให้เป็นปูมหลังของอัลบั้มและของวงเทียรส์ฟอร์เฟียรส์ เพราะแม้แต่ชื่อวง เทียรส์ฟอร์เฟียรส์ เองก็มาจากทฤษฎีการบำบัดทางจิต นั่นคือ “ปฐมบำบัด” หรือ Primal Therapy คิดค้นโดย อาร์เธอร์ จานอฟ ซึ่งมีผู้รับบำบัดเป็นคนดังก้องโลก จอห์น เลนนอน ซึ่ง จอห์น นำเอาแนวคิดการบำบัดไปทำอัลบั้ม อันฟินิเชดมิวสิกนัมเบอร์วัน ทูเวอร์จิน (Unfinished Music No. 1: Two Virgins) ที่มีเสียงตะโกน กรีดร้อง คร่ำครวญ

จะเห็นได้ว่าพื้นฐานของ โรแลนด์ ออร์ซาบาล และ เคิร์ต สมิธ ดูจะฝักใฝ่เรื่องทางนี้พอสมควร หลังจากที่อัลบั้ม เดอะเฮิร์ตติง ขึ้นอันดับหนึ่งในสหราชอาณาจักร ขายได้มากกว่า 1 ล้านชุด มีเพลงฮิตติดท็อป 5 ถึง 3 เพลง ความซีเรียสจริงจังและซาวด์ในอัลบั้ม เดอะเฮิร์ตติง จัดอยู่ในกลุ่มดาร์กเวฟหรือกอธิกป็อปได้ไม่ยาก แต่เหล่านักวิจารณ์ดนตรีไม่ค่อยชอบอัลบั้มนั้นสักเท่าไหร่ บางทีอาจจะเป็นเพราะพวกเขาเคร่งเครียดจริงจังเกินไปในเรื่องเนื้อหาที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากทฤษฎี “ปฐมบำบัด” และดนตรีก็มีส่วนละม้ายจอยดิวิชันพอสมควรให้หลายเรื่อง

พวกเขาจึงอยากจะสร้างผลงานสักชิ้นให้ออกมาตอกหน้าเหล่าสื่อมวลชนว่านี่คือของจริง

เนื้อหาใน บทเพลงจากเก้าอี้ตัวใหญ่ มีเรื่องของ เงิน อำนาจ ความรัก สงคราม ศรัทธา จากดนตรีที่ออกทางซินธ์ป็อป (ผสมก็อธร็อกนิดหน่อย) ในอัลบั้มแรก พวกเขาขยายขอบเขตแนวทางไปกว้างกว่าเดิม ทั้งท่อนร้องประสานติดหู บทเพลงที่เหมาะกับการเล่นในสนามกีฬาใหญ่ให้แฟนเพลงช่วยกันร่วมร้องเพลงไปด้วยกัน เป็นดนตรีนิวเวฟที่มีความละเอียดซับซ้อนมากแม้ยังไม่ถึงขั้นโปรเกรสซีฟร็อกก็ตาม

“บทเพลงจากเก้าอี้ตัวใหญ่” ยังคงใช้บริการ คริส ฮิวส์ (อดีตสมาชิก อดัมแอนด์เดอะแอนต์) ให้มาเป็นคนดูแลการผลิตอัลบั้ม

ในสารคดี ซีนส์ฟรอมเดอะบิกแชร์ (Scenes From the Big Chair) โรแลนด์บอกว่า “สร้างเสียงที่น่าสนใจแล้วค่อยเอาเพลงเข้าไป” พวกเขาสร้างเสียงกันอย่างบรรจง  ด้วยซินธีไซเซอร์ ดรัมแมชีน กีตาร์ เบส แล้วค่อย ๆ สร้างเสียงออกมาทีละส่วน

อย่างเช่น “เชาต์” จะเริ่มจาก โรแลนด์ตั้งดรัมแมชีนและเสียงซินธ์และเบส แล้วก็ตะโกน เชาต์ เชาต์ ไปเรื่อย ๆ ปล่อยให้บีตกลองไหลไปเรื่อย ๆ แล้วค่อยหาท่วงทำนองการร้องสอดแทรกเข้าไป เสียงต่าง ๆ ไม่ว่า กีตาร์ผ่านเสียงฟีดแบ็ก การสร้างโปรแกรมการวนลูป ต้องยกความดีความชอบให้กับ เอียน สแตนลีย์ ทำเสียงในเพลงนี้ออกมาอลังการงานสร้างมาก เสียงกีตาร์โซโลที่ไม่ค่อยได้ฟังในงานของเทียรส์ฟอร์เฟียรส์ก็มีให้ฟังในงานชุดนี้ เพลง “เชาต์” น่าจะเป็นตัวอย่างอันดีในการสร้างชั้นเสียงทับซ้อนกันของเทียรส์ฟอร์เฟียรส์

“คนส่วนใหญ่มักคิดว่าเพลงนี้ (เชาต์) มันเกี่ยวกับทฤษฎีปฐมบำบัดอีกแล้วเหมือนอัลบั้มแรก แต่ความจริงมันเป็นเรื่องการประท้วงทางการเมือง ตอนนั้นมันคือปีค.ศ. 1984 ที่ทุกคนกำลังห่วงเรื่องสงครามเย็น กำลังสับสนว่าสงครามเย็นมันจะจบอย่างไร เพลงนี้เป็นการให้กำลังใจระหว่างสถานการณ์ประท้วงเหล่านั้น” โรแลนด์บอก

และดูเหมือนว่าเรื่องการเมือง การประท้วงสงครามนิวเคลียร์ บรรยากาศของสงครามเย็นจะครอบคลุมอัลบั้มนี้ แม้แต่ “มาเธอรส์ทอล์ก” ยังเกี่ยวกับสงครามนิวเคลียร์ ความเป็นแม่ท่ามกลางสงครามนิวเคลียร์จะเป็นอย่างไร? และที่น่าทึ่งคือดนตรีในเพลงนี้ฟังนาน ๆ แล้วนึกได้ว่ามันมีความละม้ายวงเยส  ยุคที่เทรเวอร์ ฮอร์น กุมบังเหียน และมีความละม้ายผลงานของ ปีเตอร์ กาเบรียล ในบางครั้ง

หรืออีกเพลงที่มีการเรียบเรียงดนตรีได้น่าสนใจคือ “ลิสเซิน” ยังคงเล่นกับสงครามเย็น เพลงนี้ฟังไปฟังมารู้สึกเหมือนฟัง เยส ผสม เอเชีย ผสม ปีเตอร์ กาเบรียล หรือจะบอกว่านี่คือตัวตนของเทียรส์ฟอร์เฟียรส์ก็น่าจะได้ มีเสียงริฟฟ์กีตาร์แทรกมาเรียกความสนใจเป็นระยะ

“เดอะเวิร์กกิงอาวเออร์” เป็นอีกหนึ่งเพลงที่น่าสนใจ เปิดด้วยเสียงแซ็กโซโฟนบาดใจก่อนจะเข้าสู่จังหวะจะโคนที่ใช้เสียงเปียโน (ซินธ์?) เข้ามาย้ำโมทีฟ  ยิ่งช่วงท้ายที่มีท่อนโซโลแซ็กโซโฟนให้บรรยากาศล่องลอย การเล่นเปียโนซ้ำ ๆ สร้างกำแพงเสียงที่น่าสนใจ ในขณะที่ “ไอ บีลีฟ” เป็นบัลลาดร็อกที่ดูธรรมดาไปหน่อย แต่ก็ยังมีจุดเด่นของอัลบั้มนี้ คือเสียงซินธีไซเซอร์ฝีมือ เอียน สแตนลีย์ การร่วมมือทำงานระหว่างโรแลนด์กับเอียน โดยมีคริสเป็นตัวเชื่อมกลางสร้างความแปลกใหม่

“เอฟรีบอดีวอนตส์ทูรูลเดอะเวิลด์” ว่าด้วยเรื่องของอำนาจตามทฤษฎีของ อาเธอร์ จานอฟ ที่อยากครอบครองทุกอย่าง ทั้งธรรมชาติ เงินตรา และแน่นอน สงครามเย็น มีจุดเด่นที่บีตแปลกหู ถ้าลองฟังทุกเพลงในอัลบั้มนี้ดูเหมือนว่าเพลงนี้จะมีบีตที่แตกต่างจากเพลงอื่น และดูเป็นเพลงที่ยังมีความเป็นดาร์กเวฟ ขณะเดียวกันก็มีความเป็นเพลงป็อปพร้อมจะเปิดผ่านสถานีวิทยุ แม้ว่าจะมีเนื้อหาซีเรียสจริงจัง

อัลบั้มนี้เป็นผลงานสุดท้ายที่เอียนและแมนนีร่วมงานเต็มที่ เพราะก่อนทำอัลบั้ม เดอะซี้ดออฟเลิฟ เกิดปัญหาขัดแย้งกับโรแลนด์ ก็เลยแยกย้ายกันไปคนละทาง แต่บางคนอาจจะไม่ทันสังเกตเพราะว่าความเป็นเทียรส์ฟอร์เฟียรส์มักจะเน้นอยู่ที่ โรแลนด์กับเคิร์ต สองคนมาตลอด ในช่วงที่เคิร์ตลาออกไป ปล่อยให้โรแลนด์ประคับประคองเทียรส์ฟอร์เฟียรส์เพียงลำพังก็ไม่อาจสานความยิ่งใหญ่ในอดีตได้

แต่จะว่าไป เมื่อเทียรส์ฟอร์เฟียรส์มีเพียงแค่ โรแลนด์กับเคิร์ต เป็นหัวเรือหลัก ปราศจากเอียนก็เหมือนว่าขาดอะไรไปมากเหมือนกัน ถ้าจะมีอัลบั้มใดที่แสดงความยิ่งใหญ่ละเมียดละไมที่สุดของเทียรส์ฟอร์เฟียรส์ ก็คงต้องยกให้ ซองฟรอมเดอะบิ๊กแชร์ ชุดนี้

(แต่ส่วนตัว ชอบ เดอะซี้ดส์ออฟเลิฟ มากที่สุด)

0 Comments

ให้ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.