ข้ามไปยังเนื้อหา

Grand Funk Railroad: จุดกำเนิด


Grand Funk Railroad – แกงฟักสัปปะรด? ชื่อเล่นของวงนี้ในประเทศไทยที่ไม่รู้ว่าใครตั้ง โตมาก็ได้ยินแล้ว วงนี้เป็นหนึ่งในวงดังจากยุค 70 แม้ว่าจะไม่ค่อยมีคนพูดถึงเท่าเลดเซพพลิน แบ็งก์สามบาท ดีพเพอเพิล แต่ครั้งหนึ่งพวกเขาขายบัตรคอนเสิร์ตได้ที่ชีสเตเดียมได้เร็วกว่าเดอะบีเทิลส์ เป็นวงร็อกอเมริกันที่ขายอัลบั้มได้ล้านแผ่นหลายอัลบั้ม พวกเขาคือเลดเซพพลินของอเมริกา

ทว่า…ทุกวันนี้คนแทบจะหลงลืมพวกเขาไปแล้ว? อันนี้น่าแปลกใจ เพราะในขณะที่วงเลดเซพพลิน แบล็กซับบาธ ยังมีคนสดุดีแซ่ซ้องสรรเสริญ แต่กับแกรนด์ฟังก์เรลโรดกลับแทบไม่มีใครพูดถึงแล้วในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

แกรนด์ฟังก์เรลโรดส์ มีสมาชิกสามคน มาร์ก ฟาร์เนอร์ (Mark Farner) กีตาร์ ร้องนำ เมล ชาร์เคอร์ (Mel Schacher) มือเบส และ ดอน บริเวอร์ (Don Brewer) มือกลอง

เพื่อให้ได้รับอรรถรส โปรดอ่านเรื่องของ เทอรี ไนต์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งวงก่อน ใช่…ไม่ได้เขียนผิด เทอรี ไนต์ เป็นผู้ก่อตั้งวงแกรนด์ฟังก์เรลโรด ไม่ใช่ มาร์ก เมล หรือว่า ดอน และกล่าวได้เต็มปากว่าเขาคือ “เจ้าของ” วงแกรนด์ฟังก์เรลโรด

พื้นเพของวงแกรนด์ฟังก์เรลโรดคือเมืองฟลินต์ รัฐมิชิแกน อยู่ห่างจากดีทรอยต์ไม่ถึง 70 ไมล์ ที่นี่เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมรถยนต์ โดยเฉพาะเป็นแหล่งผลิตสำคัญของเจเนอรัลมอเตอร์ ณ ที่แห่งนี้เป็นแหล่งกำเนิดของวงเดอะแจสมาสเตอร์ ซึ่งมี ดอน บรีเวอร์ มือกลองผู้ทำผมทรงอัฟโฟรฟูฟ่อง แต่เดอะแจ๊สมาสเตอร์เป็นได้แค่วงท้องถิ่นเท่านั้น จนกระทั่งได้พบกับเทอรี ไนต์ ดีเจที่มีชื่อเสียงพอตัวในดีทรอยต์ ช่วงกลางทศวรรษ 1960 เขาเป็นที่รู้จักในฐานะคนผลักดันส่งเสริมวงโรลลิงสโตนในอเมริกา

จนกระทั่งเขาคิดว่าเขาเป็นศิลปินทำเพลงเองน่าจะดีกว่าเป็นแค่คนเปิดเพลงคนอื่น ตอนนั้นประมาณปีค.ศ. 1964 – 1965 เทอรีพยายามหานักดนตรีมาเล่นกับเขาไปเรื่อย จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนแนะนำให้เขาลองไปดูวงแจ๊สมาสเตอร์เล่น

“เพื่อนดีเจคนหนึ่งของผมพนันกับผมว่า ถ้าผมมาดูการเล่นของวงเดอะแจ๊สมาสเตอร์ ผมจะต้องชอบวงนี้แน่ ๆ” เทอรีเล่า “ผมเกลียดวงท้องถิ่นมากกว่าอะไรในโลก แต่ผมก็ไปดูพวกเขา แล้วก็ต้องแพ้พนัน ผมว่าพวกเขาช่างมหัศจรรย์”

เทอรีเจรจาและสร้างความหวังให้เหล่าสมาชิกเดอะแจ๊สมาสเตอร์ว่า ถ้าหากยอมให้เขาเป็นนักร้องนำของวงรับรองว่าจะต้องประสบความสำเร็จ โด่งดังเปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง

Terry and the Pack
เทอรี แอนด์ เดอะ แพ็ก

ดอน บรีเวอร์ (มือกลอง) เฮิร์ม แจ็กสัน (มือเบส) เคิร์ต จอห์นสัน (กีตาร์) และ บ็อบบี คาลด์เวลล์ (คีย์บอร์ด) จึงยอมให้เทอรีเข้าร่วมวง และเปลี่ยนชื่อวงเป็นเดอะแพ็ก ได้เซ็นสัญญากับบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่งชื่อ ลักกีอีเลฟเวน แต่หลังจากบันทึกเสียงซิงเกิลแผ่นแรกไป เทอรีก็เจรจากับบริษัทและผู้จัดการวงจนเปลี่ยนชื่อเป็น เทอรี ไนต์ แอนด์ เดอะแพ็ก

แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งในปีค.ศ. 1966 เฮิร์ม แจ็คสันประสบอุบัติเหตุจนทำให้ขาหัก แขกรับเชิญที่เข้ามาเล่นเบสในช่วงนั้นชื่อ มาร์ก ฟาร์เนอร์ และคงเป็นโชคชะตาหรือว่าอะไรดลใจให้มาร์กต้องมาเป็นสมาชิกวงถาวร เมื่อ เคิร์ต จอห์นสัน มือกีตาร์โดนไล่ออกในช่วงต้นปีค.ศ. 1967 จึงมาเป็นมือกีตาร์ของวงถาวร

ว่ากันว่า เทอรีชวนให้มาร์กเข้าวง เพราะเขามีบางส่วนคล้ายคลึงไบรอัน โจนส์ มือกีตาร์วงโรลลิงสโตน

เทอรีแอนด์เดอะแพ็ก ประสบความสำเร็จเพียงน้อยนิด มีเพลง “ไอ (ฮูแฮฟน็อตติง)” เพลงเก่าของเดอะแชงกรีลา ที่พอจะเป็นเพลงฮิตของวงบ้าง หลังจากทำอัลบั้มได้ 2 ชุด เทอรีก็ลาออกจากวง เพราะรู้สึกว่าชักจะไม่ก้าวหน้าไปไหนเสียที เขาเลยหันกลับไปทำงานเบื้องหลังและย้ายถิ่นฐานไปอยู่นิวยอร์ก ซึ่งไม่นานก็เดินทางไปลอนดอนด้วยความหวังว่าจะได้ร่วมงานกับบริษัทแอปเปิลของเดอะบีเทิลส์ ซึ่งก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ได้เพลง “เซนต์พอล” ติดมือกลับมา

บางกระแสกล่าวว่า สาเหตุที่เทอรีต้องออกจากวงก็เพราะสมาชิกวงรู้สึกว่าเทอรีเริ่มควบคุมวงมากเกินไป จึงโหวตให้เปลี่ยนนักร้องนำเป็นมาร์ก ฟาร์เนอร์แทน และเมื่อปราศจากเทอรี พวกเขาก็เปลี่ยนชื่อเป็น เดอะแฟบูลัสแพ็ก (The Fabulous Pack)

เดอะแพ็ก ภายใต้การนำของมาร์ก ฟาร์เนอร์

เดอะแพ็กภายใต้การนำของมาร์ก ฟาร์เนอร์ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ จนกระทั่งไปปักหลักที่เคปคอด, แมสซาชูเซตส์ ในฐานะวงดนตรีเล่นประจำคลับ ซึ่งทางวงถังแตกแบบไม่เห็นอนาคต ขนาดที่มาร์กเคยรำลึกความหลังว่าเขาต้องตักหิมะมาต้มโดยใช้ฮีตเตอร์เพื่อเอาน้ำดื่ม ถึงเวลานั้น ดอน บรีเวอร์ มือกลองก็คิดได้ว่าควรจะลองติดต่ออดีตนักร้องนำของวง… เทอรี ไนต์ เพื่อขอความช่วยเหลือ

“ฟังนะทุกคน” ดอนพูดกับเพื่อนร่วมวง “เราต่างก็รู้ว่า เทอรี ไนต์ มีเส้นสายในแวดวงดนตรี ผมคิดว่าเขาอาจจะทำให้วงเราดีขึ้นได้ ถ้าเขาเชื่อในดนตรีของเรา”

แต่มาร์กปฏิเสธความคิดนั้นในครั้งแรก “เทอรีเป็นกิ้งก่า…” มาร์กเอ่ย.. “เขาเป็นคนงี่เง่า ปลิ้นปล้อน ผมไม่เชื่อถือเขา เขาจะหาประโยชน์จากเรา”

อย่างไรก็ตาม ดอนตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากเทอรี ซึ่งก็ตอบตกลงเพราะเขาก็ยังเชื่อมั่นในความสามารถของดอนและมาร์กอยู่ แต่เขาขอให้ทั้งคู่ย้ายกลับไปมิชิแกน และหามือเบสเพิ่มอีกคนเพื่อจะได้เป็นวงดนตรีสามชิ้นแบบครีม หรือว่า บลูเชียร์ หรือ จิมี เฮนดริกซ์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ พร้อมเงื่อนไขสุดแสบว่าวงใหม่นี้ เขาจะต้องเป็นทั้งผู้จัดการ ผู้ดูแลการผลิต ผู้ดูแลทิศทางดนตรี คนจัดการเรื่องภาพลักษณ์และควบคุมการเผยแพร่ผ่านสื่อ

พูดง่าย ๆ คือ ควบคุมแบบเบ็ดเสร็จ สมาชิกวงต้องทำตามเขาราวกับเป็นหุ่นเชิดเท่านั้น

ในเวลาที่ไม่มีทางเลือกแบบนั้น ดอนกับมาร์กก็ยอมรับ กลับไปตั้งหลักที่ฟลินต์ ถิ่นเกิดและเสาะหามือเบส ซึ่งก็ได้ เมล ชัคคาห์ ซึ่งเคยเป็นมือเบสของเควสเชนมาร์กแอนด์เดอะมิสทีเรียนส์ ซึ่งเคยมีเพลง”เทียรส์” ขึ้นอันดับหนึ่งในปี 1966 (แต่เมลไม่ได้เล่นในซิงเกิลแผ่นนั้น) และพวกเขาก็เปลี่ยนชื่อวงเป็นแกรนด์ฟังก์เรลโรด

“ชื่อวงมาจากเพลงที่เทอรี ไนต์เขียน แกรนด์ฟังก์เรลโรด มันเป็นทางรถไฟที่แล่นผ่านสหรัฐชื่อ เดอะแกรนด์ทรังก์แอนด์เวสเทิร์นเรลเวย์” มาร์กเล่าที่มาของชื่อ และ แกรนด์ฟังก์เรลโรดก็ถือกำเนิดในช่วงปีค.ศ. 1969

และแผนแรกของเทอรีก็คือ แกรนด์ฟังก์เรลโรดต้องขยายฐานแฟนเพลงออกไป เพราะในมิชิแกนบ้านเกิดนั้นพวกเขาจะไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่เมื่อเทียบกับ อลิซ คูเปอร์ กับ แอมบอยดุ๊กส์ ซึ่งเรื่องนี้ ดอนบอกว่าเป็นเพราะคนคุ้นหน้าพวกเขาจากวงเดอะแพ็ก “คนในมิชิแกนมักจะพูดกันว่าแกรนด์ฟังก์ก็คือเดอะแพ็กที่พยายามใช้ชื่ออื่นเท่านั้น เราทำอะไรไม่ได้มากที่นั้น คนคุ้นเคยกับเราจนไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไรกับเราอีกแล้ว ไม่กี่ปีต่อมาเรากลับบ้านเกิดในฐานะวีรบุรุษ แต่นั่นมันอีกเรื่องหนึ่ง”

แกรนด์ฟังก์เรลโรด เล่นตามสถานที่ต่าง ๆ เท่าที่จะทำได้ ซึ่งต้องมองว่าเทอรีประสบความสำเร็จในฐานผู้จัดการวงที่ส่งให้วงได้เล่นไปทั่ว แต่ความสำเร็จมาหาแกรนด์ฟังก์ทันทีเมื่อเทอรีส่งพวกเขาไปเล่นในงานแอตแลนตาป็อปเฟสติวัล แบบไม่รับค่าตัวการแสดง ขอแค่ให้ได้ขึ้นเวทีก็พอ ซึ่งในเทศกาลนั้นมีคนดังเช่น เจนิส โจปลิน โจ ค็อกเกอร์ เลดเซพพลิน ชิคาโก บลัดสเวตแอนด์เทียรส์ ครีเดนซ์เคลียร์วอเตอร์รีไววัล จอห์นนี วินเทอร์ และอีกหลายคณะ มาร่วมงานด้วย แต่ในครั้งนั้นมีการสื่อสารผิดพลาด จึงได้ชื่อวงที่เขียนไว้จึงกลายเป็น แกรนด์แฟรงก์เรลเวย์ (Grand Frank Railway) ไปอย่างไม่มีใครคาดคิด

แต่สิ่งเหล่านั้นไม่อาจบดบังความสำเร็จของแกรนด์ฟังก์เรลโรดได้เลย

“เพลงส่วนใหญ่ที่เล่นเป็นเพลงของเราเอง แต่มีเพลงคัฟเวอร์เป็นเพลงโซลมีจิตวิญญาณเต็มเปี่ยมอย่าง “เดอะมิดไนต์อาวเออร์” ผมไม่คิดว่าเพลงโซลจะไปได้ดีกับเหล่าฮิปปี้นะ” มาร์ก เล่า นอกจากนั้นยังมี “โซลเรวู” ของเจมส์ บราวน์ ซึ่งมาร์กฉีกเสื้อตัวเองออกกลางเพลง เผยให้เห็นภาพลักษณ์แบบ “มาโชแมน” มีกล้ามเนื้อสมชายชาตรีชั้นแรงงาน เล่นเพียง 45 นาที แต่ดูเหมือนแฟนเพลงจะชื่นชอบและเรียกร้องให้วงเล่นต่อ

“ผมมองไปที่เมลแล้วก็พูดว่า คุณเชื่อมั้ย? เราเป็นวงเล็ก ๆ จากฟลินต์ เราเพิ่ง 20 กันเท่านั้น มันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย” มาร์กเล่า และทางผู้จัดงานเทศกาลขอให้ทางวงเล่นในอีกวันต่อมาด้วย และจากการแสดงนี้ทำให้พวกเขาได้เป็นวงเปิดให้เลดเซพพลินในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีเดียวกันนั้นเอง

อนาคตเหมือนจะสดใส แต่บรรดาสื่อมวลชนกลับเขียนถึงวงแกรนด์ฟังก์เรลโรดไม่ค่อยดีเท่าไหร่

“ผมคิดว่ามันเป็นเพราะเราโผล่มาไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย…” ดอนออกความเห็น “เราเริ่มที่ดิแอตแลนตาป็อปเฟสติวัล แล้วทุกสิ่งที่เราทำหลังจากนั้นคือการแสดงต่อหน้าฝูงชนกลุ่มใหญ่ เหมือนกับว่า แกรนด์ฟังก์ไม่เคยมีตัวตนมาก่อน อยู่มาวันหนึ่งก็โผล่ขึ้นมาจากไหนไม่รู้ นักวิจารณ์คงมองพวกเราเป็นยาขม เพราะเราเปลี่ยนจากไม่มีตัวตนกลายเป็นมีตัวตนแบบฉับพลันทันที”

“มันเจ็บปวดมากนะ เราเห็นว่าคนดูบ้าคลั่งไปกับเพลงของพวกเขา แต่พออ่านวิจารณ์จะได้เห็นแต่บทวิจารณ์เสียหายราวกับพวกเขาไม่เคยมาดูพวกเราแสดงด้วยซ้ำ บางทีผมก็คิดว่าพวกนักวิจารณ์เกลียดเราเพราะพวกเขาคิดว่าเราเป็นผลผลิตของเทอรี ไนต์ คิดว่าเราถูกสร้างมาเป็นวงสำเร็จรูปที่จะต้องขายได้”

แต่ถ้ามองไปที่วงแกรนด์ฟังก์เรลโรดในยุคแรก พวกเขาดูจะเข้าถึงแฟนเพลงมากกว่าวงไหน เพราะพวกเขาดูไม่ได้ “ประดิษฐ์” อย่างหลายคณะ ดูเป็นคนบ้าน ๆ ที่อยากจะเล่นดนตรีร็อก ซึ่งสำหรับคนที่ทำงานประจำเช้ายันเย็น จ่ายภาษี แบบชนชั้นแรงงาน ไม่ได้สนใจเรื่องการประท้วงสงครามเวียดนาม ดังนั้น แกรนด์ฟังก์จึงเป็นเสมือนตัวแทนของกลุ่มเหล่านี้

1 ความเห็น »

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: