ข้ามไปยังเนื้อหา

Whitesnake: 1978


Whitesnake – ไวต์สเน็ก วงดนตรีที่โด่งดังมากในช่วงทศวรรษ 80 แต่ในตอนนั้นพวกเขากลายเป็นแฮร์แบนด์จนหลายคนลืมไปว่าวงนี้ตั้งวงมาในยุค 70 เริ่มต้นจากเป็นวงแบ็กอัปให้กับ เดวิด คัฟเวอร์เดล อดีตนักร้องนำดีพเพอเพิลที่ออกมาทำงานเดี่ยว

เดวิด คัฟเวอร์เดล โด่งดังครั้งแรกตอนที่เขาเข้าร่วมวงดีพเพอเพิลในปีค.ศ. 1973 แทนที่ เอียน กิลแลน ที่ลาออกไปก่อนหน้านั้น

เขาร่วมวง วินเทจ 67 (Vintage 67)  ราวปีค.ศ. 1966 – 1968) เดอะกอฟเวิร์นเมนต์ (The Government) ในช่วงปี ค.ศ. 1968 – 1972) และ แฟบูโลซาบราเธอรส์ (Fabulosa Brothers) ในปีค.ศ. 1972 – 1973 ซึ่งไม่อาจเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ เพราะในตอนนั้นเขายังต้องรับงานขายเสื้อผ้าในร้านขายเสื้อผ้าบุรุษหาเงินเลี้ยงชีพไปด้วย

ระหว่างปีค.ศ. 1973 จนกระทั่งยุบวงดีพเพอเพิลในปีค.ศ. 1976 ช่วงเวลาเพียงแค่ 3 ปีได้ออกผลงานกับดีพเพอเพิลเพียงสามอัลบั้ม เบิร์น สตรอมบริงเกอร์ และ คัมเทสต์เดอะแบนด์ จากคนที่ไม่มีใครรู้จัก ได้อยู่ในระดับซูเปอร์สตาร์ เมื่อดีพเพอเพิลยุบวง เขาก็ออกมาทำงานเดี่ยวได้สองชุด นั่นคือ ไวต์ สเน็ก (White Snake, 1977) และ นอร์ธวินส์ (Northwinds, 1978) โดยมี โรเจอร์ โกลเวอร์ อดีตเพื่อนร่วมวงดีพเพอเพิล มาดูแลการผลิต และวางจำหน่ายภายใต้สังกัด เพอเพิล ซึ่งวงดีพเพอเพิลก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1971 เพื่อดูแลจัดการผลงานของวงดีพเพอเพิลและงานเดี่ยวของสมาชิกวงแต่ละคน (บริษัทปิดตัวในปีค.ศ. 1979)

หนึ่งในทีมนักดนตรีที่เล่นในอัลบั้มเดี่ยวของเดวิด ก็คือมือกีตาร์หนวดงาม มิกกี มูดี (Micky Moody) เป็นมือกีตาร์จากมิดเดิลสโบรห์ เขาเคยตั้งวงร่วมกับเพื่อนร่วมโรงเรียนที่ชื่อ พอล รอดเจอร์ (ซึ่งต่อมาโด่งดังกับวงฟรีและแบดคัมปะนี) แต่เมื่อเติบโตก็แยกย้ายกันไปคนละทาง มิกกีเข้าร่วมกับอีกหลายวง ที่เด่น ๆ ก็มี จุสซีลูซี (Juicy Lucy) สนาฟู (Snafu) ที่ทำร่วมกับ บ็อบบี แฮร์ริสัน อดีตมือกลองยุคก่อตั้งวงโพรคอลฮารัม

เดวิด ชื่นชม มิกกี มือกีตาร์ในช่วงนั้นว่า “มิกกีกับผมสนุกที่ได้ทำงานร่วมกัน และก็ไปได้ดีในฐานะเพื่อนกันด้วยนะ เขาเป็นมือกีตาร์ที่ผมยกย่อง ผมคิดว่าเขาเป็นคนมีศักยภาพ เขาเป็นคนที่รับรู้และสนับสนุนความต้องการของผมในเรื่องดนตรีฮาร์ดร็อก แนวทางดนตรีร็อกมีท่วงทำนองจากพื้นฐานบลูส์…และโซล เขาเป็นขั้วตรงข้ามกับ ริตชี แบล็กมอร์”

“เชื่อมั้ย ผมไม่ได้ตั้งใจว่าจะทำไวต์สเน็กในทิศทางดนตรีแบบนั้น” เดวิดเล่า  “แต่พวกที่อยู่ในวงนอกจากมิกกี้แล้วไม่มีใครมีเวลาใส่ตัวตนลงไปในดนตรีให้เป็นรูปร่างชัดเจนในตอนแรก มันเพิ่งเริ่มพัฒนาเมื่อเราเล่นด้วยกันมากขึ้นเรื่อย ๆ จำได้ว่าตอนแรกเราต้องเล่นเพลงของเพอเพิลบนเวทีด้วย เพื่อให้มีเพลงพอจะเล่นคอนเสิร์ต”

“ไวต์สเน็กตั้งขึ้นเพื่อออกทัวร์สนับสนุนอัลบั้ม นอร์ธวินส์ แบบม้วนเดียวจบ” เดวิดเล่า “ผมไม่รู้เหมือนกันว่ามันรอดต่อมาได้อย่างไร เพราะในตอนนั้นไม่มีใครสนับสนุนให้วงนี้เกิดเลย”

Whitesnake 1978
สมัยออกทัวร์ เดวิด คัฟเวอร์เดล แบนด์

มือกีตาร์ที่เข้ามาเสริมทัพก็คือ เบอร์นีย์ มาร์สเดน (Bernie Marsden) เคยอยู่วง ยูเอฟโอ ไวลด์เตอรกี แฮมเมอร์ของ โคซี พาวล์ และ เพซ แอชตัน ลอร์ด (วงของ เอียน เพซ โทนี แอชตัน และ จอน ลอร์ด)

มือเบสคือ นีล เมอร์เรย์ (Neil Murray) ซึ่งมีประสบการณ์โชกโชนทั้งการร่วมวงกิลกาเมซ (แนวฟิวชันแจ๊ส) เคยใช้นามแฝงว่า จูเนียร์ มาร์วิน ตอนที่เล่นในวงเดอะเวลเลอรส์ (วงแบ็กอัปของ บ็อบ มาร์เลย์ ผู้ยิ่งใหญ่ในสายเร้กเก) และเคยอยู่วงแฮมเมอร์ของโคซีเช่นเดียวกับเบอร์นีย์ และเข้าร่วมวงโคลอสเซียมทู ของ จอห์น ไฮส์แมน ซึ่งมี แกรี มัวร์เล่นกีตาร์)

มือกลองคือ เดฟ ดอวล์ (Dave Dowle) มือกลองที่ทำงานให้กับศิลปินมากหน้าหลายตา และเคยเข้าไปแทนที่ นิกโก แม็กเบรน (Nicko McBrain) ในวงสตรีตวอล์กเกอร์ ความจริงตอนเข้าร่วมวงไวต์สเน็ก มีไบรอัน จอห์นสตัน มือคีย์บอร์ดวงสตรีตวอล์กเกอร์มาร่วมงานด้วย แต่ไม่กี่เดือนถัดมาก็เปลี่ยนเป็น พีต ซอลลีย์ (Pete Solley) ซึ่งเคยเล่นกับวงพาลาดิน และโพรคอลฮารัม

ในตอนแรกใช้ชือวงว่า เดวิด คัฟเวอร์เดล แบนด์ แล้วเปลี่บนเป็น เดวิด คัฟเวอร์เดลส์ ไวต์สเน็ก (David Coverdale’s Whitesnake) ก่อนจะเหลือเพียงแค่ ไวต์สเน็ก สมาชิกชุดนี้ออกอีพีชื่อ สเน็กไบต์ (Snakebite, 1978) มีเพียง 4 เพลง และหนึ่งในนั้นเป็นเพลงเก่าของ บ็อบบี แบลนด์ ซึ่งกลายเป็นเพลงประจำคอนเสิร์ตของไวต์สเน็กต่อมาอีกเนิ่นนาน นั่นคือ “เอนต์โนเลิฟอินเดอะฮาร์ตออฟเดอะซิตี” (Ain’t No Love In The Heart Of The City) ต้นฉบับของบ็อบบีอยู่ในอัลบั้ม ดรีมเมอร์ ออกในปี ค.ศ. 1974

Ain’t No Love In The Heart Of The City ต้นฉบับ

“ผมไม่คิดเหมือนกันว่า เอนต์โนเลิฟ จะเป็นเพลงฮิต มันน่าตกใจนิดหน่อย” เดวิดเล่า “ผมชอบงานของ บ็อบบี แบลนด์ มาตั้งนาน ตอนที่ผมอยู่กับเพอเพิลเขาปล่อยอัลบั้มร่วมสมัยออกมาสองชุดในช่วงต้นยุค 70 ฮีสแคลิฟอร์เนีย กับ ดรีมเมอร์ บ็อบบีทำเพลงจังหวะกระชับขึ้นตามสมัยนิยมในตอนนั้น แต่ยังร้องสวยงามอยู่ มิกกีกับผมเอามาทำมันช้าลงหน่อย เพื่อใช้ทดสอบมือเบสที่จะเข้าร่วมวง โดยสัตย์จริง ตอนนั้นไม่มีแผนจะบันทึกเสียงมันเลย แต่เราไม่มีวัตถุดิบสำหรับใส่ในอีพี”

“เพลงนี้มีอะไรบางอย่างสัมผัสใจผมลึก ๆ ซึ่งผมยังเล่นมันในตอนนี้แม้ว่าจะผ่านมาแล้ว 25 ปี”

“วงนี้มีแต่นักดนตรีชั้นเยี่ยมซึ่งแสดงให้เห็นได้เลยตอนแสดงสด แน่นอน เราชอบบลูส์ ชอบพวก พอล พัตเตอร์ฟิลด์ บลูส์แบนด์ ในยุค 60 เราฟังอะไรทำนองนั้น เราต่างได้รับอิทธิพลมาจากวงบลูส์เบรกเกอส์ของ จอห์น มายอล โดยเฉพาะอัลบั้ม บีโน ผมชอบเดอะยาร์ดเบิดส์ กับจิมมี เพจ เพลงที่เป็นไซคีเดลิกเป็นสิ่งที่ตื่นตาตื่นใจ” มิกกี มูดีเล่าความหลัง

(อัลบั้มนั้นมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า บลูส์เบรกเกอส์ วิธ อีริก แคลปตัน แต่เรียก บีโน เพราะอีริกในหน้าปกอัลบั้มกำลังอ่านหนังสือการ์ตูน บีโน อยู่)

ซึ่งเรื่องนี้ เบอร์นีย์ก็เล่าไว้ในทำนองเดียวกัน

“มิกกีกับผมต่างชอบออลแมนบราเธอรส์แบนด์” เบอร์นีย์เล่า “ลินเนิร์ดสกินเนอร์ดด้วยเหมือนกัน อะไรที่เป็นพวกมีกีตาร์ออกบลูส์ ซึ่งคนในบริเตนไม่ค่อยทำแบบนั้นมากนัก เดวิดรักอะไรแบบนั้น ผมเอางานพวกอัลเบิร์ต คิงและมิกกีก็ทำอะไรแบบนั้นออกมา จากนั้นมันก็เริ่มต้นขึ้น เราไปที่บ้านของเดวิดในอาร์กเวย์ (ลอนดอนเหนือ) และเขียน คัมมอน ด้วยวิธีอะไรแบบนั้น ผมคิดว่ามันเยี่ยมมากที่เขียนเพลงให้กับคนที่มีเสียงร้องออกบลูส์ที่เยี่ยมมาก”

“ถึงผมจะรักดนตรีบลูส์แค่ไหน ผมก็ไม่เคยอยากทำวงดนตรีบลูส์แท้ ๆ เลย” เดวิด คัฟเวอร์เดลเล่า “ผมเป็นแฟนวงบลูส์ที่พัฒนาไปมากแล้วอย่างดิออลแมนบราเธอรส์ พวกเขาเป็นอิทธิพลสำคัญว่าผมจะทำวงดนตรีออกมาอย่างไร วงดนตรีเช่น ครีม เมาเทน และแน่นอน จิมี เฮนดริกซ์ มีอิทธิพลต่อผมเป็นอย่างมาก ฟลีตวู้ดแม็กในสมัยที่ปีเตอร์ กรีน ยังอยู่ก็มีอิทธิพลกับผมเหมือนกัน และที่ชอบมาก เป็นอัลบั้มที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผมมาก คือ ทรูธ และ เบ็ก-โอลา ของ เจฟฟ์ เบ็ก พระเจ้า ผมเชื่อมต่อกับงานของพวกเขา”

อีพี สเน็กไบต์ อาจจะเรียกว่าประสบความสำเร็จได้บ้าง แม้ว่าจะไม่เท่าสมัยที่เดวิดอยู่กับดีพเพอเพิล แต่ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในสมัยนั้นวงการดนตรีอังกฤษเปิดเวทีให้กับดนตรีพังก์มากกว่าดนตรีร็อกแบบเก่าที่ยังยึดติดกับดนตรีบลูส์  “ไม่มีใครให้โอกาสเรา เราโดนเมินในสิ่งที่เรากำลังทำ ผมจำได้ว่า ตอนนั้นอยู่ในมิวนิค กับ เพียซ แอชตัน ลอร์ด ทุกคนล้วนพูดถึงแต่พังก์ ซึ่งสำหรับผมแล้วพังก์ก็คือคนในภาพยนตร์เรื่อง เดอร์ตีแฮรี ของ คลินต์ อีสต์วู้ด” เบอร์นีย์บอกไว้แบบนั้น

แถมเพลง Ain’t No Love In The Heart Of The City เวอร์ชันแสดงสดเมื่อปีค.ศ. 2018 แสดงให้เห็นว่าเพลงนี้เป็นหนึ่งในซิกเนเจอร์ซองก์ของไวต์สเน็กจริง ๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: