Steve Clark


หาก สตีฟ คลาร์ก มีชีวิตอยู่ถึงวันนี้ – 23 เมษายน 2563 เขาจะมีอายุครบ 60 ปี ถ้าเป็นข้าราชการก็ได้เวลาเกษียณอายุไปเลี้ยงหลาน ใช้ชีวิตในบั้นปลาย แต่สำหรับร็อกสตาร์นี่เชื่อว่ายังไงก็ต้องเล่นกันต่อไปตราบเท่าที่ยังมีแรงขึ้นเวที

ในฐานะที่นับตัวเองเป็นแฟนเพลงเดฟเลพเพิร์ด (ในยุคที่สตีฟยังเล่นอยู่กับวง) ก็เลยอยากเขียนถึงมือกีตาร์ผู้นี้เป็นที่รำลึกถึงสักเล็กน้อย

ในยุคนิวเวฟออฟบริติชเฮฟวีเมทัลมีวงดนตรีเมทัลเกิดขึ้นใหม่หลายวง และสร้างมือกีตาร์ฝีมือเยี่ยมไว้มากมายเช่นกัน แม้ว่าจะเล่นกีตาร์ไม่หวือหวาอย่างฝั่งอเมริกา ถ้านับตอนปีค.ศ. 1979 – 1980 นั้นฝั่งอเมริกาจะมี เอ็ดดี แวน แฮเลน เป็นสิ่งเชิดหน้าชูตา เด็กวัยรุ่นหัดเล่นกีตาร์ก็จะมาทางสายนี้กันเยอะ ส่วนทางฝั่งอังกฤษมีมือกีตาร์เยี่ยม ๆ หลายคน แต่มักจะเป็นกลุ่มก้อนวงดนตรี อย่าง เดฟ เมอร์เรย์ มือกีตาร์ไอเอินเมเดน ไบรอัน เทตเลอร์ มือกีตาร์ไดมอนด์เฮด แมนทาส มือกีตาร์เวนอม พวกนี้ฝีมือดีทั้งนั้น

แต่มีกีตาร์คนหนึ่งที่โดดเด่นมากในกลุ่มนั้น ชื่อ สตีฟ คลาร์ก เป็นคนที่เล่นกีตาร์บนเวทีได้เท่มาก เป็นตัวจักรสำคัญของวงเดฟเลพเพิร์ด

ก่อนหน้าที่สตีฟจะมาอยู่กับวง เขาทำงานเป็นช่างกลึง (และถือเป็นงานประจำจนกระทั่งเดฟเลพเพิร์ดได้เซ็นสัญญากับโฟโนแกรม) และมีวงดนตรีชื่อ อิเล็กทริกชิกเกน สตีฟรู้จักกับ พีต วิลลิส มือกีตาร์ผู้ร่วมก่อตั้งวงเดฟเลพเพิร์ดตั้งแต่ยังเรียนในโรงเรียนเทคนิค พีตเป็นคนชวนให้สตีฟมาลองซ้อมร่วมกับวง แต่ตอนนั้นสตีฟไม่สนใจเท่าไหร่ จนกระทั่งได้มาเจอโจกับพีตอีกครั้งในคอนเสิร์ตจูดาสพรีสต์ สตีฟถึงเข้าร่วมวงในเดือนมกราคม ค.ศ. 1978

โจ เอลเลียต นักร้องนำของวงรำลึกถึงสตีฟเมื่อครั้งซ้อมกับวงครั้งแรกว่า “เขาหยิบกีตาร์เลียนแบบกิ๊บสันเลสพอลออกมาจากเคส แล้วก็สะพายมันต่ำมาก ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมคิดในใจว่าหมอนี่มันดูดีจริง ๆ เขาไว้ผมบลอนด์ยาวสวมแจ็กเกตเดนิม ตัวผอมบาง สวมรองเท้าสไตล์คล็อกส์สีขาวแบบ ไบรอัน เมย์ หรือ ไบรอัน โรเบิร์ตสัน เขาเล่นเพลง ฟรีเบิร์ต ของลินเนิร์ด สกินเนิร์ด และทำมันออกมาในแบบเขา โอ พระเจ้า ผู้ช่ายคนนี้เจ๋งจริง ๆ”

และสตีฟก็กลายเป็นส่วนสำคัญของวง โดยเฉพาะในเรื่องการเขียนเพลงและทำริฟฟ์กีตาร์ ตอนนั้นทั้งสตีฟ และ พีต วิลลิส (มือกีตาร์ในตอนนั้น) ต่างดื่มจัดด้วยกันทั้งคู่ ใครใครอาจจะคิดว่าคงเข้ากันได้ดี แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ มีเรื่องเล่าว่าตอนเดฟเลพเพิร์ดออกทัวร์ในปีค.ศ. 1981 สตีฟไม่ยอมอยู่ในห้องเดียวกับพีตเพราะเวลาพีตเมาแล้วมักจะสร้างความรำคาญให้กับคนอื่น และย่ำแย่จนส่งผลกระทบถึงการทำงานทั้งการบันทึกเสียงและแสดงสด รวมถึงนิสัยอื่น ๆ เล็ก ๆ น้อย ๆ ต่าง ๆ ที่พอมารวมกันแล้วเป็นเรื่องใหญ่พอจะไล่พีตออกจากวง และรับ ฟิล คอลเลน อดีตมือกีตาร์วงเกิร์ลเข้าร่วมวงแทน และกลายเป็นคู่หูกับสตีฟในเวลาอันรวดเร็วเพราะชอบดื่มเหมือนกัน ความเป็นคู่หูถึงขั้นมีชื่อเรียกว่า “เทอเรอร์ทวิน” (Terror Twin – น่าจะเลียนแบบคู่หูท็อกซิกทวิน โจ เพอร์รีกับสตีเวน ไทเลอร์)

 จนกระทั่งฟิลตัดสินใจเลิกดื่มในปีค.ศ. 1987 ซึ่ง โจ บอกว่ามันเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับสตีฟเหมือนกัน “พวกเขายังคบกันดีเหมือนเดิม แต่สตีฟเสียเพื่อนร่วมดื่มทำให้เหมือนว่าเขาเหินห่างจากคนอื่น”

ส่วนฟิลบอกว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างเรากลายเป็นบางอย่างที่แตกต่างไปจากเดิม เพราะไม่ได้ออกไปหาเหล้าดื่มกันอย่างเดิม ชีวิตในส่วนนั้นหายไปจากตัวผมแล้ว แต่มันยังอยู่ในชีวิตของสตีฟ เราก็ห่างกันตั้งแต่ตอนนั้น”

สำหรับสตีฟ การแสดงบนเวทีคือการปลดปล่อยตัวตนด้านหนึ่งของเขาออกมา (และเขาไม่ดื่มเวลาอยู่บนเวที) การเขียนเพลงก็เป็นวิธีปลดปล่อยตัวตนอีกด้านหนึ่ง เวลาไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับดนตรีเขาออกจะเงียบขรึมและอ่อนไหว

วงเดฟเลพเพิร์ดนี่ก็วงสู้ชีวิตอยู่เหมือนกัน คือตอนที่พวกเขาดังจากอัลบั้ม ไพโรมาเนีย (Pyromania, 1983) ก็เตรียมทำอัลบั้มกันต่อในปีค.ศ. 1984 ปรากฏว่าสิ้นปีค.ศ. 1984 ริก อัลเลน ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ถึงขั้นเสียแขน ทำให้เสียเวลาเป็นปีในการพักฟื้นและพัฒนาระบบกลอง

พอเริ่มเตรียมงานอะไรไปอย่างเชื่องช้า โจ เอลเลียต นักร้องนำติดไวรัสคางทูมเข้าไปอีก พอเว้นว่างจากการทำงานมาก ๆ เข้าก็ยิ่งทำให้สตีฟมีเวลาดื่มมากขึ้น ทำให้การติดเหล้าเริ่มเป็นปัญหาหลักในชีวิต และปล่อยให้ปัญหาเรื่องการดื่มสุรามาครอบงำชีวิต จนทำให้ชีวิตรักกับนางแบบสาว ลอเรไล เชลลิส ต้องอัปปางลง และส่งผลกระทบต่อวงเดฟเลพเพิร์ด หลังจากจบทัวร์ฮีสทีเรีย เขาต้องเข้า ๆ ออก ๆ สถานบำบัดเพื่อจัดการปัญหาส่วนตัว

เมื่อครั้งที่พีต วิลลิสมีปัญหาเรื่องการดื่ม ทางวงเลือกที่จะไล่เขาออกจากวง แต่กับสตีฟ ทางวงเลือกที่จะให้โอกาส แต่ โจ เอลเลียต มีคำอธิบาย (หรือแก้ตัว) ว่า “มันกลายเป็นการเหนี่ยวรั้งพวกเราไม่ให้ก้าวไปข้างหน้า เราต่างเมา อย่าเข้าใจผมผิด แต่เวลาเราเมาเราก็แค่เล่าเรื่องตลกสัปดนเสียงดังไปบ้าง แต่พีตสร้างปัญหา เขากลายเป็นปัญหาและมีแต่เรื่องแง่ลบ ซึ่งวงต้องมาก่อน”

ส่วนเรื่องของสตีฟ โจเล่าว่า “ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญหรือว่าใครอยากทรมานผม ผมมักจะได้อยู่ห้องใกล้สตีฟ” โจเคยให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียนเกี่ยวกับปัญหาของสตีฟ “ผมได้ยินเสียงที่แสดงถึงความเจ็บปวดของเขา ผมจำได้ว่าในคืนก่อนออกทัวร์ครั้งหนึ่ง เขาพยายามฟาดข้อมือเข้ากับที่อ่างล้างหน้าเพื่อที่เขาจะได้ไม่ต้องเล่น เพราะเขากลัวจนแทบบ้าที่จะต้องขึ้นไปเล่นบนเวที และเมื่อเราเล่นกันสักครั้งหนึ่ง เขาก็ทำเหมือนว่า ผมสบายดี ทั้งที่มีรอยฟกช้ำปรากฎอยู่เต็มไปหมด มันเป็นเรื่องยากจริง ๆ ที่ต้องอยู่ห้องใกล้กับเขา เราไม่ได้ไล่เขาออกจากวงเพราะว่าเขามักจะรู้สึกผิดกับสิ่งที่เขาเป็นอยู่เสมอ เขาไม่ใช่คนนิสัยแย่ เขาไม่เคยแสดงความโกรธหรือว่าขว้างปาข้าวของ เขาอ่อนแอและแยกตัวโดดเดี่ยว คนรอบข้างมักจะรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เขาเป็น”

สตีฟ เสียชีวิตในวันที่ 8 มกราคม ค.ศ. 1991 ก่อนหน้านั้นเขาแยกตัวออกจากเพื่อนฝูงร่วมวงถึง 6 เดือนเพื่อการบำบัดตัวเอง และสุดท้ายเขาก็เสียชีวิตอันเนื่องมาจากเรื่องของสุราและการใช้ยาเพื่อบำบัดในบ้านเขาเอง

อัลบ้มสุดท้ายที่เขาบันทึกเสียงกับเดพเลพเพิร์ดก็คือ ฮีสทีเรีย ซึ่งทำยอดจำหน่ายได้มากกว่า 12 ล้านแผ่นสหรัฐอเมริกา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.