ข้ามไปยังเนื้อหา

The Altamont 1969


Altamont Speedway Free Festival หรือจะเรียกสั้น ๆ ว่าคอนเสิร์ตอัลตามอนต์ เป็นหนึ่งในหน้าประวัตศาสตร์อเมริกา สำหรับการสะท้อนสังคมในยุคสมัย แสวงหา บุปผาชน การต่อต้านวัฒนธรรม จัดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม ค.ศ. 1969 ที่อัลตามอนต์สปีดเวย์ ทางเหนือของแคลิฟอร์เนีย มีผู้เข้าร่วมงานประมาณสามแสนคน เป็นงานใหญ่ที่จัดหลังจากคอนเสิร์ตวู้ดสต็อกในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน และส่งผลกระทบต่อสังคมอเมริกาไม่แพ้กัน

เพียงแต่ในขณะที่วู้ดสต็อกเป็นที่จดจำในด้านบวก การที่คนจำนวนมากมาอยู่ร่วมกันอย่างสันติ แต่สำหรับอัลตามอนต์จบลงด้วยโศกนาฎกรรม

โรลลิงสโตนส์เดินทางมาทัวร์สหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 1969 โดยเว้นระยะห่างจากครั้งก่อนหน้า 3 ปี เนื่องจากปัญหาภายในวง ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ มิก เทย์เลอร์ ออกทัวร์กับวงเต็มตัว ก่อนหน้านั้นมิกได้เปิดตัวในฐานะสมาชิกวงโรลลิงสโตนส์ในฟรีคอนเสิร์ตที่ไฮด์ปาร์ก เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1969 แล้วก็ไม่ได้เล่นคอนเสิร์ตเลย เพราะต้องเข้าห้องบันทึกเสียงทำอัลบั้ม เลตอิตบลีด

การออกทัวร์ของโรลลิงสโตนส์ครั้งนั้นมีการจัดระบบการเงินใหม่โดย รอนนี ชไนเดอร์ (Ronnie Schneider) ผู้จัดการทัวร์ ซึ่งกลายเป็นต้นแบบระบบจัดการทัวร์ในเวลาต่อมาไม่ว่าจะเป็นเรื่องระบบส่วนแบ่งกับผู้จัดคอนเสิร์ต การขายสินค้าที่ระลึก ใบอนุญาตให้ใช้สัญลักษณ์หรืออะไรอื่นที่เกี่ยวกับวงดนตรี และอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งทำให้โรลลิงสโตนส์รับเงินเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็มีเสียงบ่นหนาหูว่าบัตรคอนเสิร์ตขายแพงเกินไป คือประมาณ 3 – 8 ดอลลาร์ ซึ่งเทียบกับปัจจุบันที่ราคาบัตรประมาณ 100 ดอลลาร์ขึ้นไปก็คงไม่แพง แต่ในปีค.ศ. 1969 บัตรคอนเสิร์ตทั่วไปอยู่ที่ 2.50 ถึง 6 ดอลลาร์ ทางโรลลิงสโตนส์จึงมีความคิดจะเล่นฟรีคอนเสิร์ตเพื่อตอบรับเสียงบ่นจากแฟนเพลง

ตอนแรก หินกลิ้งจะไปเล่นที่มหาวิทยาลัย ซานโฮเซสเตต ซึ่งจะเป็นเทศกาลดนตรี 3 วัน มีวงเข้าร่วมแสดงถึง 52 คณะ มีคนเข้าร่วมงานกว่าแปดหมื่นคน โดยจะมีเกรตฟูลเดตมาร่วมเป็นวงหลักร่วมด้วย แต่ว่าทางเมืองซานโฮเซติดต่อผู้จัดงานว่าไม่พร้อมให้มีการจัดคอนเสิร์ตใหญ่แบบนั้น อันนี้ต้องเข้าใจนิดนึงว่าเป็นช่วงประท้วงสงครามเวียดนาม มีอะไรที่ฝั่งรัฐต้องคิดพอสมควร การจัดชุมนุนเด็กวัยรุ่นจำนวนมากอาจเกิดอะไรขึ้นก็ได้

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน สเปนเซอร์ ดรายเดน (Spencer Dryden) มือกลองวงเจฟเฟอร์สันแอร์เพลน หนึ่งในสุดยอดวงไซคีเดลิกจากซานฟรานซิสโกเกิดติดใจความสำเร็จของงานวู้ดสต็อก เขาจึงพูดคุยกับเพื่อนร่วมวงว่าอยากจัดงานแบบวู้ดสต็อกในฝั่งตะวันตกบ้าง โดยเริ่มแรก จะมีวง เจฟเฟอร์สันแอร์เพลน เกรตฟูลเดด และ โรลลิงสโตนส์ เป็นแกนหลัก วางเป้าหมายว่าจะแสดงที่บริเวณสะพานโกลเดนเกตที่เป็นเอกลักษณ์ของซานฟรานซิสโก

จนกระทั่งคืนก่อนวันที่ 4 ธันวาคม ซึ่งเป็นวันแสดง เจฟเฟอร์สันแอร์เพลนซึ่งขณะนั้นอยู่ในฟลอริดาก็ได้รับข่าวว่าไม่สามารถจัดงานที่บริเวณสะพานโกลเดนเกตได้อย่างที่ตั้งใจ เชื่อว่าปัญหาเป็นเพราะความขัดแย้งระหว่างบรรดาบุปผาชนในย่านไฮต์-แอชบิวรีกำลังปะทุแรง กับอีกกรณีหนึ่งก็คือเรื่องการรับประกันความเสียหายจากการใช้สถานที่ และอีกเรื่องคือในวันนั้น ทีมซานฟรานซิสโกโฟร์ตีไนน์เนอร์แข่งกับชิคาโกแบร์ พอดี และสนามแข่งก็อยู่ในบริเวณนั้นพอดี ก็เลยทำให้มีปัญหาจนไม่สามารถจัดงานที่บริเวณนั้นได้

ทางหินกลิ้งและโรลลิงสโตนส์จึงติดต่อ ไมเคิล แลง (Michael Lang) ผู้ร่วมจัดงานวู้ดสต็อกเพื่อขอความช่วยเหลือ ทีมจัดงานติดต่อเซียร์พอยต์เรซเวย์เพื่อขอใช้สถานที่ แต่เมื่อทางบริษัทฟิล์มเวส์ ซึ่งเป็นเจ้าของสถานที่รู้ว่ามีโรลลิงสโตนส์เล่นด้วยก็เรียกค่าเช่าสูงถึง 100,000 ดอลลาร์ (บางแห่งว่า 300,000 ดอลลาร์) พร้อมขอสิทธิ์ในการจำหน่ายบันทึกการแสดงสดในสถานที่นั้น ซึ่งทางผู้จัดเห็นว่าไม่ไหวจึงต้องยกเลิกการติดต่อ

ดิก คาร์เตอร์ เข้าของอัลตามอนต์สปีดเวย์ในอลาเมดาเคาตีรู้เข้าจึงเสนอให้ใช้สถานที่โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย สมาชิกเจฟเฟอร์สันแอร์เพลนบินตรงไปดูสถานที่ แล้วคิดว่าไม่เหมาะสม พอล เคนต์เนอร์ (Paul Kantner) มือกีตาร์ บอกว่า มันเป็นสถานที่ซึ่งควบคุมอะไรไม่ได้ เกรซ สลิค (Grace Slick) นักร้องนำก็รู้สึกไม่ดี โดยบอกว่าเมื่อไปแล้วรู้สึกว่ามีบางอย่างที่แปลกประหลาด ไม่เหมือนความรู้สึกเมื่ออยู่ในวู้ดสต็อกแม้แต่น้อย แต่เหมือนว่าจะไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้แล้ว ถ้าไม่อยากยกเลิกคอนเสิร์ต พวกเขาจึงตกลงปลงใจจัดงานขึ้นที่นี่

ร็อก สคัลลี (Rock Scully) ผู้จัดการวงเกรตฟูลเดตและ ไมเคิล แลง ซึ่งได้รับการของร้องให้มาช่วยพิจารณาความเหมาะสม นั่งเฮลิคอปเตอร์เพื่อพิจารณาสถานที่โดยรวมซึ่งก็พบปัญหาหลายประการจากรูปร่างและตำแหน่งที่ตั้งเป็นแอ่งกระทะ มีปัญหาเรื่องการเข้าถึง การจัดสุขาเคลื่อนที่ เต็นต์ปฐมพยาบาล รวมทั้งการจัดตั้งเวทีซึ่งไม่ได้ออกแบบมาสำหรับที่แบบนั้น ทำให้เวทีสูงกว่าบริเวณรอบข้างเพียงแค่ 1 เมตรโดยประมาณ ซึ่งในเวลานั้น ทีมสร้างเวทีไม่สามารถหาอุปกรณ์เสริมมาช่วยเพิ่มระดับความสูงของเวทีได้ทันจึงต้องใช้ของที่เตรียมไว้เท่านั้น

แต่ถึงวันงานจริง ก็มีอะไรที่ไม่ค่อยเข้าท่าเกิดขึ้น มิก เทย์เลอร์ มือกีตาร์ของโรลลิงสโตนส์เล่าว่า “แค่ห้านาทีหลังจากที่เรามาถึง เราเพิ่งลงจากเฮลิคอปเตอร์ ผมเดินมากับมิกและมีคนดูแลความปลอดภัยอยู่ด้วย มีใครไม่รู้แทรกตัวเข้ามาแล้วต่อยเข้าที่หน้ามิก ผมตะลึงไปชั่วครู่ แต่หลังจากมันเกิดขึ้นผมก็ไม่คาดคิดว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นอีก”

“Let it Bleed”

ซานตานาเป็นคณะแรกที่แสดงในงานนั้น ซึ่งผ่านไปอย่างราบรื่น แต่ก็เริ่มมีเหตุใช้ความรุนแรงจากสมาชิกเฮลส์แอนเจิลที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในงานเล่นงานชายหนุ่มหญิงสาวที่เปลือยร่างลงไปกองกับพื้นระหว่างที่ซานตานาเล่น พวกเขาให้ทั้งคู่ใส่เสื้อผ้า ระหว่างนั้น ช่างภาพคนหนึ่งได้จับภาพเหตุการณ์ตอนนั้น เมื่อสมาชิกเฮลส์แอนเจิลสังเกตเห็นจึงมารายล้อมช่างภาพและบอกให้หยุดถ่าย ใครบางคนกระชากกล้องไปจากมือช่างภาพคนนั้นและปามันเข้าที่หน้าของช่างภาพ และยังรุมทำร้าย จนช่างภาพรายนั้นต้องวิ่งหนีเตลิดไป เจ้าหน้าที่ปฐมพยาบาลเข้ามาช่วยพาไปที่เต็นต์และเย็บแผลให้เขา

เมื่อตอนที่ ร็อก สคัลลี และ ไมเคิล แลง มาตรวจสอบพื้นที่ พวกเขาพบว่าที่จัดแสดงเป็นแอ่งลงไป ทำให้เวทีที่เตรียมไว้สำหรับการติดตั้งที่บริเวณเนินเขากลายเป็นเวทีต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เมื่อทางผู้จัดเห็นว่าเวทีอยู่ต่ำกว่าระดับที่ควร กลุ่มชนเข้าถึงตัวนักดนตรีง่ายเกินไป จึงต้องหาคนมาดูแลความปลอดภัยนักดนตรี

“ถ้าไม่มีเฮลส์แอนเจิลบนเวที ฝูงชนก็จะขึ้นเวทีง่ายมาก เพราะมันไม่มีอะไรกั้นเลย แถมเวทีก็อยู่ต่ำอีกต่างหาก” ร็อก สคัลลีบอกในภายหลัง

ดิ๊ก คาร์เตอร์ เจ้าของอัลตามอนต์จ้างทีมรักษาความปลอดภัยมืออาชีพมาหลายร้อยคนเพื่อดูแลทรัพย์สินของบริษัท ทีมนี้จึงทำงานเท่าที่รับจ้างมาเท่านั้นไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับบริเวณจัดคอนเสิร์ต

ความจริง เกรตฟูลเดด และ เจฟเฟอร์สันแอร์เพลน เคยจ้างเฮลส์แอนเจิลมาดูแลความปลอดภัยในคอนเสิร์ตของตัวเองมาก่อนหลายครั้งโดยไม่มีปัญหาอะไร คอนเสิร์ตที่ไฮด์ปาร์กของโรลลิงสโตนส์ก็ใช้เฮลส์แอนเจิลเหมือนกัน

แซม คัตเตอร์ ผู้จัดการทัวร์ของหินกลิ้ง และ ร็อก สคัลลี ได้เจรจาตกลงกับตัวแทนเฮลส์แอนเจิล พีต เนลล์ (Pete Knell) หัวหน้ากลุ่มเฮลส์แอนเจิลซานฟรานซิสโก และ บิล ฟริตช์ (Bill Fritsch) จ่ายค่าตอบแทนเป็นเบียร์ในปริมาณเท่าที่เงิน 500 ดอลลาร์จะซื้อได้

“ผมคิดว่าเราอาจคาดหวังว่ามันจะเหมือนพวกเฮลส์แอนเจิลที่มาทำงานรักษาความปลอดภัยให้เราที่ไฮด์ปาร์ก แต่ว่าพวกนั้นไม่ใช่เฮลส์แอนเจิลของจริง พวกเขาแค่แต่งตัวให้เหมือนเท่านั้น พวกที่อยู่ในแคลิฟอร์เนียสิของจริง เป็นพวกหัวรุนแรง” มิก เทย์เลอร์แสดงความเห็น

เฮลส์แอนเจิล กลุ่มแก๊งมอเตอร์ไซต์ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่วันที่ 17 มีนาคม ค.ศ. 1948 มีสาขาขยายไปทั่วสหรัฐอเมริกา และต่อมาก็ไปทั่วโลก แทบจะเป็นแก๊งของคนผิวขาวชาวอารยันไปทั้งหมด มีประวัติพัวพันกับยาเสพติดและอาชญากรรมเป็นระยะ

ประเทศไทยก็มีสาขาของเฮลส์แอนเจิลอยู่ที่พัทยา เพิ่งก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนเมษายนค.ศ.  2016 ซึ่งมีสมาชิกเพียง 14 คน (ในตอนนั้น) เป็นคนออสเตรเลีย 5 คน เยอรมัน 4 คน ไทย 4 คน และคนแคนาดาอีก 1 คน ซึ่งสมาชิกสองคน เป็นคนออสเตรเลียกับภรรยาชาวไทย โดยตัดสินประหารชีวิตไปเมื่อสองสามปีก่อน ข้อหานำเข้าและจำหน่ายยาเสพติด และยังมีข่าวว่า สมาชิกชาวออสเตรเลียคนหนึ่งจ้างวานฆ่าเพื่อนร่วมแก๊งเพราะขัดแย้งกันเรื่องผลประโยชน์จากการค้ายา

อันนี้เล่าเพลิน ๆ ให้เห็นภาพว่าเฮลส์แอนเจิลไม่ใช่แค่แก๊งมอเตอร์ไซค์ธรรมดา

เมื่อซานตานาบรรเลงเสร็จสิ้น เจฟเฟอร์สันแอร์เพลนก็เตรียมตัวขึ้นเวทีต่อ แต่ระหว่างนั้นเห็นว่ามีความเคลื่อนไหวแปลก ๆ จากกลุ่มคนดู สักพักใหญ่ แซม คัตเตอร์ ผู้จัดการเวทีของโรลลิงสโตนส์วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา บอกว่ามีหญิงสาวให้กำเนินทารกทำเอาหลังเวทีวุ่นวายเพื่อเตรียมรับมารดากับเด็กทารกมาดูแลในเบื้องต้น วงที่ขึ้นต่อมาก็คือ เจฟเฟอร์สันแอร์เพลน แต่หลังจากแสดงไปสักพัก ระหว่างบรรเลง “ซัมบอดีทูเลิฟ” มาร์ตี บาลิน (Marty Balin) เห็นว่าชายผิวดำกำลังโดนเฮลส์แอนเจิลครึ่งโหลล้อมอยู่ เขาเลยตัดสินใจกระโดดลงไปหมายห้าม จึงลงเวทีไปห้ามปราม ผลก็คือเขาโดนเฮลส์แอนเจิลต่อยสลบเหมือด พอล เคนต์เนอร์ พูดออกไมโครโฟนประชดว่า ขอบคุณเฮลส์แอนเจิลที่ต่อยนักร้องนำของเราจนสลบ แต่มีเฮลส์แอนเจิงเดินไปแย่งไมค์และมีคนเข้ามาห้ามปรามก่อนจะมีการใช้กำลังกันเกิดขึ้น

เมื่อรู้ว่ามาร์ตีโดนทำร้าย เกรตฟูลเดดตัดสินใจถอนตัวไม่ขึ้นแสดงบนเวที ส่วน ครอสบี สตีลส์ แนช แอนด์ ยัง ที่ขึ้นแสดงก็ต้องเจอหนามแหลมคมของเครื่องประดับของเหล่าเฮลส์แอนเจิลทิ่มแทงโดยไม่ตั้งใจหลายต่อหลายครั้ง

พอเวลาผ่านไป คนก็เริ่มควบคุมลำบากขึ้น ฝ่ายเฮลส์แอนเจิลก็ดูจะดื่มหนักไปด้วยกัน ตอนนั้นฝูงชนก็เริ่มมีปะทะกับเฮลส์แอนเจิลปะปราย หรือบางทีก็ปะทะกันเอง นักร้องสาวของวงเอซออฟคัปส์ (Ace of Cups) ซึ่งในเวลานั้นกำลังท้อง 6 เดือนก็โดนขวดเบียร์เข้าที่ศีรษะจนกะโหลกร้าว

หินกลิ้งรอจนตะวันตกดินจึงขึ้นแสดง (เพราะ บิล วายแมน มือเบสยังมาไม่ถึง) และพอเริ่มแสดง ก็มีกลุ่มคนเบียดที่หน้าเวที และมีความพยายามปีนขึ้นมาบนเวทีด้วย มิก แจ็กเกอร์ พยายามควบคุมสถานการณ์ขอให้คนสงบลง แต่ระหว่างบรรเลงเพลง “ซิมพาธีฟอร์เดอะเดวิล” ก็มีการทะเลาะวิวาทหน้าเวทีจนการแสดงต้องหยุดลง และเมื่อกลับมาบรรเลงเพลงต่อจนถึง “อันเดอร์มายทรัมบ์” ก็เกิดเหตุระหว่างเฮลส์แอนเจิลกับ เมอร์ดิธ ฮันเตอร์ เด็กหนุ่มผิวดำวัย 18 ปี เมื่อเขาพยายามปีนขึ้นบนเวที แล้วโดนเฮลส์แอนเจิลต่อยร่วงลงเวที แต่เขาหายไปสักพักก็เดินกลับมาพยายามปีนกลับขึ้นไปอีก

ร็อก สคัลลี ซึ่งนั่งอยู่ในมุมสูงเพื่อดูความเป็นไปของงาน เล่าว่า “ผมเห็นเขาชัดเจน เขาท่าทางจะเมายาและดูเหมือนจะมีความมุ่งร้ายอยู่ และในหัวผมตอนนั้นคิดแบบปราศจากความสงสัยเลยว่าเขากำลังทำอะไรสักอย่างที่ไม่ดีกับมิกหรือว่าใครสักคนในโรลลิงสโตนส์ หรือใครสักคนบนเวทีตอนนั้นแน่ ๆ”  

นิตยสารโรลลิงสโตนส์ ฉบับวันที่ 21 มกราคม ค.ศ. 1970 ได้ลงบทสัมภาษณ์ผู้อยู่ในเหตุการณ์ ดังจะคัดลอก (ตัดทอน) มาดังนี้

ผู้สัมภาษณ์: “คนที่คุณพูดถึงคือชายผิวดำที่เสียชีวิตใช่มั้ย?”

คนในเหตุการณ์: “ใช่. เขาตัวสั่น และพวกเฮลส์แอนเจิลต่อยเข้าที่ปากเขา และเขาก็ร่วงลงไปกลางกลุ่มคน พวกนั้นกระโดดลงจากเวทีและกระโดดเข้าหาเขา และเขาพยายามกระเสือกกระสนออกจากฝูงชน พยายามวิ่งหนีพวกเฮลส์แอนเจิล ก็มีเฮลส์แอนเจิงอีกสี่คนกระโดดลงมาหาเขา พวกเขาเริ่มรุม…”

ผู้สัมภาษณ์: “นี่คือตอนที่พวกนั้นบอกว่าเขามีปืน?”

คนในเหตุการณ์: “ไม่นะ ไม่ เขาไม่ได้ชักปืนออกมา ตอนที่พวกนั้นจู่โจม เขาก็วิ่งหนี เขาวิ่งหนีเข้าหากลุ่มชน ผลักคนที่ขวางทางไปทั่ว ก็นะ เขากำลังหนีพวกเฮลส์แอนเจิล”

ผู้สัมภาษณ์: “สภาพของเขาเป็นไงมั่ง เขาได้สูบ หรือว่าดื่มอะไรมั้ย”

คนในเหตุการณ์: “เขามีสติทีเดียว เขาดูแปลก ๆ ไปบ้างเพราะโดนไล่ทำร้ายโดนผลักไปผลักมา แต่เขามีสติดี”

ผู้สัมภาษณ์: “ตอนที่เขากำลังโดนรวบตัว เขาพูดอะไรบ้าง คนผิวดำพูดอะไรบ้าง”

คนในเหตุการณ์: “แค่มองแบบแปลก ๆ หมายถึงมองแบบมุ่งร้ายแล้วก็กระชากตัวไป ไม่ได้พูดอะไรเลย พวกเขาวิ่งไล่ชายคนนี้ในกลุ่มคน แล้วก็รุมทำรายเขา มีเฮลส์แอนเจิลคนหนึ่งชักมีดออกมาแทงเขาข้างหลัง”

ผู้สัมภาษณ์: “มีดแบบไหน”

คนในเหตุการณ์: “ผมบอกไม่ถูก ผมได้เห็นประกายมีดแว็บ ๆ เท่านั้น ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก แล้วเขาก็ทำร้ายเขาข้างหลังแล้วเขาก็ดึงเอาปืนออกมาชูให้เห็น เหมือนกับมันเป็นที่พึ่งสุดท้ายของเขา แล้ว…”

ผู้สัมภาษณ์: “บอกได้มั้ยว่าปืนแบบไหน”

คนในเหตุการณ์: “ปืนลำกล้องยาว ยาวพอดู แบบมีลูกโม่ ผมไม่รู้จะบอกยังไง ลำกล้องปืนน่าจะยาวสัก 6 นิ้วได้”

ผู้สัมภาษณ์: “เหมือนปืนที่ทหารใช้มั้ย”

คนในเหตุการณ์: “ใช่ เหมือนปืนแฟนซี มันเด่นทีเดียว เขาชูมันกลางอากาศทั้งที่เขายังวิ่งหนีอยู่ แล้วคนก็เอะอะ ผมจำได้ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งตะโกนว่า อย่ายิงใคร แต่เขาดูเหมือนกลัวว่าจะยิงใครเหมือนกันเพราะเขาก็ไม่ได้ยิง แล้วเฮลส์แอนเจิลคนหนึ่งก็มากระชากปืนไปจากมือเขาแล้วก็แทงเขาที่หลัง”

ผู้สัมภาษณ์: “พวกเขาเอาปืนไปแล้ว แต่ยังแทงเขาที่หลังอีก ?”

คนในเหตุการณ์: “ใช่”

ผู้สัมภาษณ์: “คนที่แทงเขาลักษณะเป็นอย่างไร?”

คนในเหตุการณ์: “ผมคิดว่ามีคนแทงเขา 2 คน คนหนึ่งมีเส้นผมตรง หนา หวีเรียบ แล้วก็ อีกคนผมด้านหน้าออกจะเถิกไปเยอะ เหมือนจะหัวล้าน ผมบาง ผมรู้ว่าเขาลักษณะอย่างไรแต่ไม่รู้จะอธิบายยังไง”

ผู้สัมภาษณ์: “แต่คุณระบุตัวได้ถ้าคุณเห็นเขา ใช่มั้ย?”

คนในเหตุการณ์: “ใช่ ใช่ ผมเคยเห็นเขามาก่อน”

ผู้สัมภาษณ์: “คุณจะเป็นพยานในศาลมั้ย?”

คนในเหตุการณ์: “ไม่ ผมไม่อยากโดนฆ่า”

สื่อมวลชลรายหนึ่ง ซึ่งติดตามไปการวงโรลลิงสโตนส์มาตลอดทัวร์อเมริกา เล่าว่า

“พวกนั้นชกเขา ผมบอกไม่ได้หรอกว่าเขาใช้มีดหรือไม่ แต่เขาก็ล่วงลงไป เขาวิ่งตรงมาที่ผม ผมจับนั่งร้านไว้แน่น แล้วเขาก็วิ่งมา แล้วก็ร่วงไปกองกับพื้น เฮลส์แอนเจิลคนหนึ่งจับเขาแล้วก็เริ่มเตะเขาที่หน้าสัก 5 ครั้งได้ เขาล้มคว่ำไป แล้วอีกคนก็เตะเข้าที่ด้านข้าง เขากลิ้งไปเลย เขาพูดเบา ๆ จับความได้ว่า ผมไม่อยากยิงคุณ นั่นน่าจะเป็นประโยคสุดท้ายที่เขาพูด”

โรเบิร์ต ไฮแอตต์ (Robert Hiatt) เป็นเจ้าหน้าที่ของ พับลิกเฮลธ์ฮอสปิตอลในซานฟรานซิสโก ซึ่งมาทำงานด้านหลังเวทีได้ออกมาดูเหตุการณ์ตามคำร้องเรียกขอหมอจาก มิก แจ็กเกอร์ เมื่อเขาออกมาหน้าเวที เขาก็เห็นคนกำลังพาร่างของเมอดิธเข้ามา

“ผมอุ้มเขาด้วยตัวเองไปยังที่ปฐมพยาบาล” โรเบิร์ตเล่า “เขาอ่อนแรงในอ้อมแขนของผมและหมดสติไปแล้วแต่ยังหายใจอยู่ ตอนนั้นชีพจรเขาแผ่วมาก ดูแล้วเขาไม่ไหวแล้ว สิ่งที่ทำได้ก็คือต้องพาเขาไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด”

“เขามีแผลสาหัส เขามีแผลที่ด้านหลังช่วงล่าง ซึ่งอาจจะลึกไปถึงปอด แผลที่ด้านหลังใกล้กระดูกสันหลังซึ่งอาจตัดเส้นเลือดใหญ่และมีแผลขนาดใหญ่พอสมควรบริเวณสีข้างด้านซ้าย บอกไม่ได้ว่าบาดแผลนั้นลึกเพียงใด แต่ดูแล้วน่าจะประมาณสามในสี่นิ้ว ดังนั้นมันค่อนข้างลึกพอควร”

“เห็นได้ชัดว่าเขาจะไม่ไหว ไม่มีอุปกรณ์ที่จะใช้รักษาเขาได้เลย เขาต้องได้รับการผ่าตัดทันทีเพื่อจัดการกับแผลขนาดใหญ่ทั้งสองแผล และต้องจัดการกับหลอดเลือดดำด้วย ซึ่งไม่มีอุปกรณ์ในที่นั้นเลย”

เรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญได้ชันสูตรแล้วก็มีความเห็นว่าด้วยสภาพบาดแผลของเมอร์ดิธ เขาน่าจะเสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่นาที ซึ่งไม่มีใครในที่ปฐมพยาบาลในงานนั้นจะช่วยเหลือได้ ยกเว้นจะมีห้องผ่าตัดเต็มรูปแบบอยู่ที่นั่น และลงสาเหตุเสียชีวิตว่า ช็อกและเสียเลือดจากบาดแผลหลายแห่งที่ด้านหลัง และมีรอยแผลอื่นอีกที่หน้าผากด้านซ้ายและคอด้านขวา

หลังจากเกิดปัญหาขึ้น แซม ผู้จัดการทัวร์ของโรลลิงสโตนส์บอกว่า พวกเขาตกลงแค่ให้เฮลส์แอนเจิลมาดูแลไม่ให้ใครมายุ่งกับเครื่องปั่นไฟเท่านั้น แต่กลายเป็นว่าพวกเขาดูแลรอบเวที แต่พวกเขาไม่ได้ให้อำนาจหรือการทำสัญญาให้เฮลส์แอนเจิลทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในบริเวณงานเลย ซึ่ง บิล ฟริตซ์ สมาชิกกลุ่มเฮลส์แอนเจิล กล่าวว่า “เราไม่ได้ทำตัวเป็นตำรวจ เราไม่ได้ทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย เราแค่ไปคอนเสิร์ตแล้วก็สนุกไปกับมัน”

ในสารคดี กิมมีเชลเตอร์ (Gimme Shelter) ซอนนี บาร์เกอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งเฮลส์แอนเจิลในโอกแลนด์ กล่าวว่า เฮลส์แอนเจิลไม่ได้พยายามจะทำตัวเป็นคนดูแลความปลอดภัยในงานนั้น แต่ผู้จัดการงานบอกเขาว่า กลุ่มแอนเจิลไม่ควรทำแค่นั่งดื่มเบียร์ดูคอนเสิร์ตที่ขอบเวที ควรทำอะไรเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการฆาตกรรมหรือว่าข่มขืนเกิดขึ้นในงาน

สำหรับ เมอร์ดิธ ฮันเตอร์ เด็กหนุ่มผิวดำอายุ 18 ปี เดินทางมาร่วมงานคอนเสิร์ตพร้อมกับ แพตตี เบรดฮอฟต์ (แฟนสาว) รอนนี บราวน์ (เพื่อน) และ จูดี (แฟนของรอนนี) เขาพกปืน สมิธแอนด์วัตสัน .22 ติดตัวไปด้วยเพราะน้องสาวของเขาเตือนเรื่องว่าผู้คนผิวขาวย่านนั้นยังเหยียดผิวกันอยู่มาก

อลัน พาสซาโร (Alan Passaro) โดนตั้งข้อหาป้องกันตัวเองเกินเหตุทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต ซอนนี บาร์เกอร์ ผู้กว้างขวางในกลุ่มเฮลส์แอนเจิล ออกมาปกป้องสมาชิกแก๊งว่าเป็นการป้องกันตัวเอง ซึ่งภายหลังซอนนีอ้างว่าเมอร์ดิธได้ยิงปืนเพื่อทำร้ายสมาชิกเฮลส์แอนเจิล อลันอ้างว่าเขาเห็นเมอร์ดิธหยิบปืนและเล็งไปที่เวทีขณะที่โรลลิงสโตนส์กำลังแสดงอยู่ และเขาบอกว่าเป็นคนแทงคนเดียว เพื่อหยุดยั้งไม่ให้เมอร์ดิธยิงปืน

มีการบันทึกวิดีโอขณะที่เมอร์ดิธชูปืนในมือไว้ได้ แต่เนื่องจากมุมมองที่เห็นไม่สามารถชี้ได้ว่าเขากำลังชูปืนขึ้นฟ้า หรือว่ายกขึ้นเล็งไปทางเวที

สำหรับตัวอลันจมน้ำเสียชีวิตในปีค.ศ. 1985 ซึ่งตำรวจบันทึกว่าเป็นการเสียชีวิตที่น่าสงสัย  

คอนเสิร์ตที่อัลตามอนต์กลายเป็นการปิดฉากความสวยงามของวัฒนธรรมบุปผาชนในทศวรรษ 60 อย่างไม่น่าประทับใจเท่าไหร่ แต่ก็เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ร็อก

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: