Beastie Boys Story


Beastie Boys Story สารคดี (บันทึกการ talk show) เกี่ยวกับวง Beastie Boys โดยสองสมาชิกวง Beastie Boys

เพิ่งมีโอกาสได้ชมสารคดี (หรืออัตชีวประวัติ) เรื่อง Beastie Boys Story ซึ่งเดิมมีกำหนดฉายในสหรัฐฯ ช่วงเดือนเมษายน แต่เลื่อนไปไปเพราะ โควิด-19 แต่ลงจอใน Apple TV+ ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา

วิธีการนำเสนอคือให้ Ad-Rock กับ Mike D สองสมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่ของ Beastie Boys มาเล่าเรื่อง เหมือน Talk Show เล่าเรื่องตั้งแต่มาพบกันได้อย่างไรจนกระทั่งถึงวันที่ตัดสินใจยุบวงหลังจากที่ MCA เสียชีวิต

โดยส่วนตัวฟังมาตั้งแต่อัลบั้ม License to Ill น่าจะเป็นอัลบั้มแร็ปแรก ๆ ที่ฟังทั้งอัลบั้ม ก็เลยมีความผูกพันตามสมควร โดยเฉพาะเรื่องที่ว่าพวกเขาเคยเป็นพังก์กันมาก่อนจะเปลี่ยนเป็นแร็ปเปอร์ จะว่าไปตอนนั้น “(You Gotta) Fight for Your Right (to Party!)” มันดังเหลือเกิน ถึงไม่ได้ฟังแร็ปก็ยังต้องรู้จัก ยังจำความรู้สึกได้ว่ามันไม่เห็นมีอะไร เป็น Anthem โง่โง่ของคนสำมะเลเทเมาเท่านั้นเอง แต่เวลาผ่านไป Beastie Boys กลายเป็น icon จากเนื้อหาสนุกสนานอารมณ์ขันร้าย ๆ แฝงเร้นวิถีชีวิตของคนอเมริกาทั่วไป

Adam Yauch (MCA) ได้รับการเชิดชูยกย่องจากปาก Michael Diamond (Mike D) และ Adam Horowitz (Ad-Rock) อยู่บ่อยครั้ง ในฐานะ จิตวิญญาณ แรงบันดาลใจ พลังผลักดัน ให้วงดนตรี Beastie Boys เกิดและขับเคลื่อนไปจนสุดทาง และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเมื่อ Adam Yauch เสียชีวิต Michael Diamond และ Adam Horowitz จึงตัดสินใจยุบวง Beastie Boys

การเล่าเรื่อง แบ่งเนื้อหาเป็นตอน ๆ เริ่มตั้งแต่การรู้จักกัน Mike D ได้รู้จักกับ Adam Yauch และทำวงพังก์ที่มี Kate Schellenbach เป็นมือกลอง (เธอคนนี้ต่อมาอยู่กับวง Luscious Jackson) John Berry เป็นมือกีตาร์ แต่ลาออกหลังจากออกอีพีแรก น่าจะเพราะทิศทางดนตรีที่เปลี่ยนจากฮาร์ดคอร์พังก์มาเป็นแร็ปนี่ละมั้ง (เดาเอา) Adam Horowitz ซึ่งเป็นเพื่อนของทางวงอยู่แล้วก็มาเล่นกีตาร์แทน

จากนั้นมาถึงเรื่องที่พวกเขาได้รู้จัก Rick Rubin ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นนักศึกษาอยู่และสนใจเฮฟวีเมทัลมากกว่าดนตรีฮิปฮ็อป กลายเป็นว่า Rick มีอิทธิพลต่อความคิดของ Beastie Boys ไม่น้อย จนกระทั่งวันหนึ่ง Rick ได้รู้จักกับ Russell Simmons พี่ชายของ Rev Run แห่งวง RUN-DMC ซึ่งต่อมากลายเป็นหุ้นส่วนบริษัท Def Jam ซึ่งมีอิทธิพลสำคัญต่อวงการฮิปฮ็อป เคยสร้างปรากฏการด้วยการดึง Steven Tyler และ Joe Perry แห่ง Aerosmith มาแจมกับ Run-DMC ในเพลง “Walk This Way” ซึ่งน่าจะเป็นไอเดียของ Rick Rubin ซึ่งมีความชอบดนตรีฮาร์ดร็อกเฮฟวีเมทัลมาแต่ไหนแต่ไร Rick เป็นคนดึง Slayer ซึ่งเป็นวงแธรชเมทัลเซ็นสัญญากับ Def Jam (ซึ่ง Slayer ออกจาก Def Jam ไปพร้อมกับ Rick Rubin ที่เกิดขัดแย้งกับ Russell Simmons ในช่วงปลายทศวรรษ 1980)

การมาอยู่ภายใต้การดูแลของ Russell Simmons กับ Rick Rubin ทำให้ Beastie Boys เปลี่ยนมาเป็นวงฮิปฮ็อป-แร็ปเต็มตัว ผลก็คือ Kate Schellenbach ออกจากวงไปด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่างที่ Mike D กับ Ad-Rock เล่าให้ฟัง

Mike D กับ Ad-Rock ผลัดกันบรรยายเกร็ดต่าง ๆ ในตอนนั้น ทั้งการเป็นวงเปิดให้กับ Madonna อารมณ์ขันเชิงเสียดสีที่ทำให้ได้เพลง ““(You Gotta) Fight for Your Right (to Party!)” ซึ่งทำให้อัลบั้มแรกของพวกเขา License to Ill ดังระเบิด เป็นอัลบั้มแร็ปชุดแรกที่ขึ้นถึงอันดับ 1 และทำยอดจำหน่ายได้ถึง 10 ล้านแผ่น เฉพาะในอเมริกาแห่งเดียว

เขาเล่าถึงเมื่อครั้งได้เป็นวงเปิดให้ Run-DMC ซึ่งมีเพลงฮิต “Walk This Way” และ Adam Yauch มีโอกาสได้ขึ้นไปเล่นเบสเมื่อครั้งที่ Steven Tyler และ Joe Perry มาเป็นแขกรับเชิญบนเวที

แต่ความสำเร็จนั้นทำให้วงไม่เหมือนเดิม หลังจากหยุดทัวร์ สมาชิกวงแยกย้ายไปคนละทาง ตอนนั้น MCA ไปทำวงใหม่แล้วด้วยซ้ำ จนพวกเขากลับมารวมตัวกันใหม่ ตัดขาด Def Jam และเริ่มต้นทุกอย่างใหม่อีกครั้ง…แบบขรุขระมากกว่าเดิม Paul’s Boutique อัลบั้มลำดับที่สองที่พวกเขาตั้งใจทำกันเอง แม้แต่วิดีโอก็กำกับโดย Nathanial Hörnblowér ลุงชาวสวิสของ Adam Yauch (ซึ่งก็คือ Adam Yauch นั่นแหละ เผื่อใครไม่เคยเห็นหน้า) แต่อัลบั้มนั้นไม่ประสบความสำเร็จเทียบเท่าอัลบั้มแรก แม้จะมียอดจำหน่ายเกินล้าน แต่พวกเขาลงทุนกับอัลบั้มนี้มากเกินไป อย่างไรก็ตาม ผลงานชุดนี้ได้รับคำชื่นชมว่าเป็นการบุกเบิกอะไรหลายหลายอย่างในวงการฮิปฮฺอป

สุดท้าย พวกเขาถังแตกเพราะใช้จ่ายเงินไปมากมายกับการผลิตอัลบั้มPaul’s Boutique นั่นเป็นจุดหักเหอีกจุดหนึ่งในเส้นทางของ Beastie Boys แต่พวกเขาก็ลุกขึ้นมาทำอะไรต่อมิอะไรอีกครั้ง ทั้งการทำอัลบั้มถัดมา (ซึ่ง Ill Communication และ Hello Nasty กลับมาขึ้นถึงอันดับหนึ่ง ทำบริษัท Grand Royal ออกทัวร์ เป็นวงเฮดไลน์ในเทศกาลดนตรีใหญ่ จนถึงบทสุดท้าย…เมื่อ Adam Yauch หรือ MCA เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปีค.ศ. 2012

เรื่องราวเรียบง่าย Mike D กับ Ad-Rock เล่าอย่างเป็นธรรมชาติ และทั้งคู่มีทักษะการเล่าเรื่องที่ดีอยู่ก่อนแล้ว โดยมี Spike Jonze ผู้กำกับค่อยเล่นวิดีโอและภาพถ่ายบนจอเบื้องหลังทั้งคู่ประกอบเรื่องเล่า ทั้งมุมมองต่อเรื่องที่ผ่านมา ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การเล่าเรื่องในเวลา 2 ชั่วโมงกว่า มีการจัดลำดับบทอย่างดี มีการแทรกมุกตลก ความทรงจำ เราได้เห็นชายสองคนที่เป็นเพื่อนกันมาเกิน 30 ปี ทำวงดนตรีร่วมกัน ถือไมโครโฟนคนละตัว ผลัดกันเล่าเรื่องราวในอดีต เหมือนเพื่อนเก่ามารำลึกความหลังกัน

โดยเฉพาะบทสุดท้าย คอนเสิร์ตสุดท้ายเมื่อปีค.ศ. 2009 (Adam Yauch ตรวจพบมะเร็งในปีนั้น) ได้ฟังทั้งคู่พูดถึงเพื่อนเก่าที่จากไป ก็ทำเอารู้สึกหวั่นไหวตามไปด้วยเหมือนกัน

Beastie Boys Story ก็คือเรื่องราวของวง Beastie Boys จากปากของสองสมาชิกที่ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งทั้งคู่เป็นนักเล่าที่ดีทำให้ช่วงเวลา 2 ชั่วโมงดำเนินไปอย่างไม่มีเบื่อ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.