Megadeth: Rust In Peace


Rust In Peace น่าจะเป็นผลงานชิ้นเอกของ Megadeth นับเนื่องถึงปัจจุบันยังไม่มีอัลบั้มไหนที่จะทำให้แฟนเพลงรู้สึกถึงความสมดุลระหว่างความหยาบกร้านและท่วงทำนองได้เท่าผลงานชุดนี้ และเป็นถือว่าสมาชิกในยุคนี้ – Dave Mustaine David Ellefson Nick Menza และ Marty Friedman คือสมาชิกยุคคลาสสิกไลน์อัป อัลบั้มวางจำหน่ายเดือนกันยายน ค.ศ. 1990 และกลายเป็นอัลบั้มที่ขายดีที่สุดของ Megadeth จนถึงปัจจุบันนี้ เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมากชุดหนึ่งของแธรชเมทัล

นับตั้งแต่ Dave Mustaine โดนไล่ออกจากวง Metallica มาตั้งวง Megadeth ของตัวเอง ก็เห็นจะมีเพียง David Ellefson มือเบสคนเดียวที่เป็นคู่หูทำวงมาตั้งแต่แรก แต่ต้องประสบปัญหาเรื่องเปลี่ยนตัวมือกลองและมือกีตาร์หลายครั้ง แต่ความสำเร็จของอัลบั้ม So Far So Good… So What! ในปีค.ศ. 1988 น่าจะทำให้ Dave มั่นใจว่าวง MegaDave สามารถดำรงอยู่ทางกลางกระแสแธรชเมทัลได้โดยมีเขาเป็นคนควบคุมทุกสิ่งอย่าง ร้องเองก็ได้ เล่นกีตาร์เองก็ได้ คิดริฟฟ์เองก็ได้ เขียนเพลงเองก็ได้ นี่ถ้าแยกร่างได้ทั้งวงอาจจะมีแต่ Dave Dave Dave และ Dave

Rust In Peace

ก็เขียนไปเรื่อย ความจริงค่อนข้างนับถือฝีมือของ Dave อยู่ไม่น้อย สังเกตการสร้างริฟฟ์ของ Megadeth แล้วรู้สึกว่าการสร้าง atonal โดยใช้ chomatic อันปั่นป่วนกวนประสาท เปลี่ยน Time Signature ย้ายคีย์ เฮ้ย แม่งเจ๋งว่ะ เอาจริงนะ ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1980 เป็นต้นมาหาวงเมทัลที่ทำริฟฟ์สไตล์นี้ออกมาได้แบบนี้ยาก แม้แต่ Metallica คู่รักคู่แค้นของ Dave ก็ยังหมดไฟเรื่องนี้ไปเยอะหลังจาก Cliff Burton เสียชีวิต

ช่วงทัวร์สนับสนุน So Far So Good… So What! นั้น กลับออกมาไม่ดีอย่างที่คิด ถึงแม้พวกเขาจะได้เล่นเทศกาลดนตรี Monsters of Rock เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ค.ศ. 1988 ต่อหน้าผู้คนนับแสนในสหราชอาณาจักร แถมยังได้ Lars Unrich เพื่อนเก่าจาก Metallica มาแจมบนเวที ออกทัวร์พร้อมกับวงอื่นในชื่อ Monsters of Rock European tour แต่เล่นได้เพียงแค่รอบเดียวก็ต้องขอถอนตัวเพราะ David Ellefson มีปัญหาเรื่องยาเสพติดจนต้องออกไปรับการบำบัดกระทันหัน ปล่อยให้วง Testament เข้ามาเสียบแทน

แต่แทนที่ David Ellefson จะโดนไล่ออก คนที่โดนไล่ออกกลับเป็น Jeff Young (มือกีตาร์) กับ Chuck Behler (มือกลอง)

“ตอนเราออกทัวร์รอบโลกนั้นปัญหาเรื่องยาเสพติดกลายเป็นปัญหาหนักมาก” Dave เล่าความหลัง “เราเล่นกับ Iron Maiden 7 รอบ แล้วก็ได้เล่นเทศกาล Monsters Of Rock เราตายแล้วได้ไปสวรรค์ เราเคยไปมาก่อนแล้วและตอนที่เราไม่มียาเหลือ เราก็เปลี่ยนมาดื่มเหล้าแทน เคราะห์ร้ายที่ในเวลานั้นอะไรต่อมิอะไรก็ไม่ได้ออกมาสวยงามอย่างที่เราหวัง เราต้องยกเลิกการทัวร์ที่เหลือแล้วหันหน้ากลับบ้าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของบทสุดท้ายที่ Jeff และ Chuck ได้อยู่กับวง”

ในตอนนั้น ทั้งสอง Dave ได้เลือก Nick Menza ช่างเทคนิกกลองของ Chuck ให้มาเป็นมือกลองของวงแทน ด้วยเหตุผลเรื่องทักษะและความช่ำของทางการตีกลองที่หนักแน่น แถมยังมีความรู้เรื่องแจ๊สพอตัว เป็นสิ่งที่ Dave Mustaine คาดหวังไว้สำหรับผู้ที่จะเข้ามาร่วมงานในช่วงนั้นพอดี

“ผมต้องการสร้างซูเปอร์เมทัลที่รับอิทธิพลมาจากแจ๊ส” Dave Mustaine

แต่การหามือกีตาร์กลับไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะตัว Dave เองก็มีฝีมือไม่น้อยอยู่แล้ว เขามองหาคนที่มีอะไรในตัวเองโดดเด่นเพียงพอที่จะทำให้บทเพลงของ Megadeth เฉิดฉาย แต่ต้องไม่กลบประกายความเป็นผู้นำของ MegaDave

หนึ่งในตัวเลือกของ Dave Mustaine ก็คือ Dimebag Darrell จากวง Pantera ซึ่งในเวลานั้นเพิ่งออกอัลบั้ม Power Metal มาหมาด ๆ พร้อมกับนักร้องนำคนใหม่ Phil Anselmo แต่ผลงานชุดนั้นไม่ประสบความสำเร็จถึงแม้จะพยายามเปลี่ยนตัวเองจากแกลมเมทัลมาเป็นแธรชเมทัลบาง ๆ แล้วก็ตาม

แน่นอนว่า Dimebag ก็อยากรับข้อเสนอของ Dave เพราะความสำเร็จของวง Megadeth นั้นมหาศาลเกินกว่า Pantera เยอะ ติดขัดนิดเดียว…เขาขอให้ Dave รับ Vinnie Paul พี่ชายเขาเป็นมือกลองในวงด้วย

จากปากคำบอกเล่าของ Dimebag คือ Dave ปฎิเสธ เพราะเขาเพิ่งรับ Nick Menza มาเป็นมือกลองของวงก่อนหน้านั้นเพียงสัปดาห์เดียว และเขาคิดว่า Nick เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับวงของเขาอย่างยิ่งแล้ว

Dimebag จึงกลับไปทำวง Pantera ต่อ

“ผมมันเขี้ยวพอควร” Dave เล่า “ตอนนั้นเราทดสอบมือกีตาร์หลายคนแต่ละคนเข้ามาเล่นอะไรห่วย ๆ ให้เราฟัง มีคนหนึ่งเข้ามาแล้วก็บอก เอาล่ะ ผมพร้อมแล้ว ผมจะเล่นเพลงของผมให้ฟัง ผมก็ได้แต่คิดว่า ย้ายตูดไปไกล ๆ เลยไอ้สัตตะโลหะ สองวันหลังจากเราทดสอบเสร็จหมดแล้ว เราได้ยินข่าวผู้จัดการสตูดิโอโดยฆ่าตัดหัวทิ้งในที่เก็บขยะ ขอบคุณพระเจ้าที่เราไม่ได้อยู่ที่นั่นวันนั้น ท้ายที่สุดเราก็ไปหาทีมบริหารของเรา แล้วพวกนั้นก็ให้เทปของ Marty Friedman มา (อัลบั้ม Dragon’s Kiss) ผมมองที่ปกแล้วก็ เออ เขาไว้ผมยาวทำสีผมประหลาด ๆ ตอนแรกผมคิดว่า นี่มันตัวตลกชัด ๆ ก็เลยไม่ได้สนใจจะฟังเทปนั้น แต่สองสามเดือนถัดมา ผมได้เห็นเทปนั้นอีก ผมเลยลองฟังมันเพราะว่าผู้จัดการของผมคะยั้นคะยอแทบทุกวันว่าคนนี้น่าสนใจ ผมก็เลยฟังแล้วก็ ว้าว…เขาอยากจะมาเล่นกับพวกเราเหรอ? จากจุดนั้น Marty ก็เลยเป็นเป้าหมายดึงตัวมาเล่นกับ Megadeth ตอนที่ผมได้เห็นเขาเล่นจริงครั้งแรก ผมตายไปเลย ได้แต่คิดว่า โอ พระเจ้า ไอ้หมอนี่มันเยี่ยมมาก ผมมันช่วงห่วยแตกอะไรเช่นนี้”

ตอนที่ Marty Friedman เข้าร่วมวงนั้น Dave ได้จัดเตรียมเพลงไว้สำหนับอัลบั้มใหม่เรียบร้อย เขาขอให้ Chris Poland มือกีตาร์ของ Megadeth ในสองอัลบั้มแรกมาช่วยเล่นกีตาร์ในเดโมเทปที่เขาทำด้วย นี่คือเหตุผลที่ผมเอาเดโมเทปสมัยนั้นมาใส่รวมในอัลบั้ม Rust In Peace ฉบับ re-masters ด้วย เพราะผมอยากให้คนได้เห็นว่า Marty ซึ่งก็เล่นได้เยี่ยมอย่างที่เขาเป็นนั้นแหละ แต่ว่าแท้จริงแล้ว ในชุดนั้นเขาได้รับแรงบันดาลใจจากสิ่งที่ Chris ได้ทำไว้ในเดโมเทปมาก่อน เราเขียนเพลงทั้งหมดใน Rust In Peace ไว้เรียบร้อยแล้ว ความจริงบางเพลงมันเขียนไว้ก่อนหน้านั้นนานมากแล้ว Rust In Peace… Polaris ก็คือเพลงที่ผมเคยตั้งชื่อว่า Child Saint ผมเคยเล่นเพลงนี้ตั้งแต่อยู่วง Panic แล้ว”

วง Panic เป็นดนตรีที่ Dave เล่นก่อนมาอยู่กับ Metallica

แต่ Marty Friedman บอกว่าเขาควบคุมการเล่นในแบบที่เขาอยากเล่นเต็มที่ อย่างเช่นท่อนโซโลในเพลง “Holy Wars” เพลงเปิดอัลบั้ม  “ผมต้องสู้พอตัวเพื่อจะได้บันทึกเสียงโซโลรอบสองอย่างที่ผมต้องการ ตอนแรกที่เล่นผมแค่อุ่นเครื่อง แต่มันดันเข้าตา Mike Clink ซะงั้น ตอนที่เขาได้ยินเขาบอก ใช้ได้แล้ว เยี่ยมมาก ผมก็ได้แต่บอกว่า โว้วววววววว รอเดี๋ยว ผมยังไม่ได้ตั้งสายกีตาร์เลยด้วยซ้ำ ให้ผมเล่นโซโลจริง ๆ ก่อนเถอะ แต่เขากับ (Dave) Mustaine คิดว่ามันดีพอแล้ว และควรไปบันทึกเสียงเพลงอื่นต่อ เราก็เลยทิ้งมันไว้อย่างนั้น พอผ่านไป การที่ได้ยินเสียงกีตาร์นั้นยังอยู่ในเพลงมันกวนใจผมมาก ผมเลยต้องพยายามโน้มน้าวพวกเขาว่าผมอยากจะเล่นใหม่ แต่ทุกคนดันชอบท่อนโซโลนั้นไปแล้ว ไม่มีใครเข้าข้างผมเลย จนกระทั่งผมเกลี้ยกล่อม Mike Clink และเขายอมให้ผมเข้ามาบันทึกเสียงโซโลใหม่ และนั่นเป็นเสียงโซโลที่คุณได้ยินในอัลบั้ม”

อัลบั้มนี้บันทึกเสียงที่ Rumbo Studios ในแคลิฟอร์เนีย แห่งเดียวกับที่ Guns N’ Roses ใช้เป็นที่บันทึกเสียงอัลบั้ม Appetite For Destruction อันเลื่องชื่อ และยังใช้บริการ Mike Clink ให้มาดูแลการผลิตเหมือนกันอีกด้วย

“ผมขอให้ Mike มาดูแลการผลิตอัลบั้ม หลัก ๆ ก็เพราะว่าผมเป็นแฟนเพลง UFO และผมก็หวังว่าเขาจะทำให้ผมได้โทนเสียงแบบ Michael Schenker เพราะผมรักเสียงกีตาร์ของเขามาก” Dave เล่า “แต่ Mike บอกว่า “เฮ้ ถ้า Axl โทรหาผมก็ต้องไปนะ ผมกำลังทำอัลบั้มให้เขาพร้อมกับทำอัลบั้มนี้ (ตอนนั้น Guns N’ Roses กำลังทำอัลบั้ม Use Your Illusion) ผมบอกเขาว่า ไม่นะ ไม่ และนั่นก็คือจุดสิ้นสุดความสัมพันธ์ของเรา เขามีสุนัขลาบราดอร์สีดำซึ่งแทะผนังโหว่เป็นรูแถมยังทำกีตาร์ผมล้มอีก เราก็เลยไล่เขาออกกลางคัน”

คนที่เข้ามาสานงานต่อก็คือ Max Norman ผู้เคยทำงานในอัลบั้ม Blizzard Of Ozz และ Diary Of A Madman ของ Ozzy Osbourne

“มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมตระหนักว่า Max เป็นอัจฉริยะก็คือ เสียงฉาบใส่รีเวิร์บถอยหลัง ในเพลง Rust In Peace…Polaris ผมบอกว่า รู้อะไรมั้ย ผมอยากได้อะไรบางอย่างแบบนี้ (ทำเสียงประกอบ) แล้ว Max ก็บอกว่า แบบนี้อ่ะเหรอ นี่ไง เสร็จแล้ว”

เนื้อหาก็ยังเน้นเรื่องการเมืองและสังคม สะท้อนบรรยากาศทศวรรษ 1980 ที่ยังมีสงครามเย็น ความขัดแย้งระหว่างสหภาพโซเวียตกับสหรัฐอเมริกา ที่ครุกรุ่นพร้อมจะระเบิดเป็นสงครามได้ทุกเมื่อ ทั้งเพลง “Take No Prisoners” เรื่องของสงครามจากความขัดแย้งทางศาสนาใน “Holy Wars… The Punishment Due”  ข่าวเล่าลือเกี่ยวกับมนุษย์ต่างดาวและโครงการลับของรัฐบาล ใน “Hanger 18” หรือ โกดังหมายเลข 18 ใน Area 51 ฐานทัพอเมริกาที่มีการรักษาความปลอดภัยเข้มงวดมาก หลายเพลงในอัลบั้มนี้ เช่น Holy Wars… The Punishment Due และ Tornado Of Souls มีชั้นเชิงทักษะทางดนตรีที่ก้าวหน้ากว่าสมัยก่อนที่เน้นอัดหนักกันเป็นหลัก คราวนี้มีทั้งส่วนของท่วงทำนองและความหลากหลายทางดนตรี การได้ Marty และ Nick มาร่วมวงเป็นเหมือนการเสียบปีกให้กับพยักฆ์

บทเพลงที่ใส่ท่อนดนตรีหลากหลายแบบนี้เป็นทางของแธรชเมทัลพันธุ์แท้ คือหลุดกรอบดนตรีป็อปที่จะต้องมี Verse-Chorus อะไรพวกนั้นออกไป บทเพลงมีการเปลี่ยน Time Signature ชวนสับสนพอควร เอาเฉพาะจุดนี้ยกให้ Megadeth ในสมัยนั้นทำได้ถึงน้ำถึงเนื้อมาก คือถ้าจะให้ยกตัวอย่างอัลบั้มแธรชเมทัลพันธุ์แท้มาสักหนึ่งอัลบั้มให้เห็นภาพว่าอะไรคือแธรชเมทัลก็ยกอัลบั้มนี้มาเป็นตัวอย่างได้อย่างไม่ขัดเขิน คงต้องยกความดีความชอบให้ทั้ง Dave Mustaine ในฐานะผู้นำวง คนเขียนเพลง สมาชิกวงที่เหลือที่ช่วยกันบรรเลงให้ออกมาได้แบบนี้ Mike Clink และ Max Norman ที่เสริมเติมแต่งให้อัลบั้มนี้ออกมาสมบูรณ์แบบ (แต่ Dave บอกว่า Mike ไม่ค่อยได้ทำอะไรมากนัก เพราะสนใจแต่ Guns N’ Roses มากกว่า) สำหรับที่มาของชื่ออัลบั้มนี้ Dave เล่าว่าเขาเห็นสติกเกอร์ติดท้ายรถคันหนึ่งเขียนว่า May all your weapons rust in peace ซึ่งมันทำให้เขาอยากใช้คำนี้เป็นชื่ออัลบั้มของเขา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.