David Bowie: Lazarus


“Lazarus” เป็นบทเพลงในอัลบั้ม Blackstar (2016) และเป็นซิงเกิลสุดท้ายที่ David Bowie ปล่อยมาในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ และมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ก็ปล่อยมาในวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 2016 ก่อนวางจำหน่ายอัลบั้ม 1 วัน และ ก่อน David Bowie เสียชีวิต 3 วัน

อย่างที่รู้กันว่าการเสียชีวิตของ David Bowie เป็นเรื่องช็อกแฟนเพลงพอสมควร เพราะไม่มีใครระแคะระคายว่าเขาป่วยมาก่อน เพราะตอนที่เขารู้ตัวว่าป่วยก็บอกเฉพาะครอบครัว และผู้ที่ร่วมงานใกล้ชิดเขาเท่านั้น ซึ่งแต่ละคนก็ช่วยเขาเก็บงำความลับเรื่องนี้ไปจนถึงวาระสุดท้าย ซึ่งเขาคงเลือกบอกเฉพาะคนจริง ๆ เพราะระหว่างนั้นเขาร่วมงานกับศิลปินอีกหลายราย ทั้งที่เป็นเพื่อนเก่าเคยร่วมงานกันมาในอดีต เช่น Brian Eno, Nile Rodgers, Reeves Gabrels, Tina Turner, Iggy Pop หรือ Earl Slick ล้วนแล้วแต่ไม่สำเหนียกว่า David Bowie ป่วยเลยแม้แต่น้อย เขายังปรากฏตัวในงานละครเวที Lazarus รอบแรกเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 2015 โดยที่คนที่พบเขาก็ไม่ทราบว่าเขาป่วยอยู่

เขาต่อสู้กับโรคมะเร็งตับนานถึง 18 เดือนก่อนพ่ายแพ้ และหมอที่รักษาเพิ่งตัดสินใจยุติการรักษาเพราะจนหนทางระหว่างที่เขากำลังถ่ายทำมิวสิกวิดีโอเพลง “Lazarus”

สำหรับอัลบั้มนี้ Tony Visconti ผู้ดูและการผลิตและเพื่อนสนิทที่รู้จักกันมานานบอกว่า อัลบั้มนี้เหมือนการสั่งลาของ David Bowie

ชื่อเพลง “Lazarus” ทำให้คิดถึง Lazarus of Bethany (ลาซารัสแห่งเบธานี) นักบุญผู้เสียชีวิตไปสี่วัน แล้วได้รับการคืนชีพโดยพระเยซู

Look up here, I'm in heaven
I've got scars that can't be seen
I've got drama, can't be stolen
Everybody knows me now

อยู่ในสรวงสวรรค์ แม้ว่าจะมีรอยแผลเป็นที่มองไม่เห็น ตรงนี้หมายถึงมะเร็งหรือเปล่า? เพราะเขาเก็บงำเรื่องความเจ็บป่วยไว้โดยไม่ให้ใครรู้ ฉันมีเรื่องราวที่ไม่มีใครมาแย่งไปได้ คำว่า Drama ในที่นี้น่าจะหมายถึงสีสันในชีวิต ทั้งการจำแลงเป็น Major Tom เป็น Ziggy Stardust ร็อกสตาร์จากต่างดาว เป็น Aladdin Sane เป็น The Thin White Duke เป็น Goblin King ใน Labyrinth ทุกคนรู้จักเขาในรูปแบบแตกต่างกันที่เขาสร้างสรรค์มานำเสนอ

แต่ในประโยคถัดมา Everybody knows me now น่าจะหมายถึงตอนนี้ทุกคนก็รู้จักเขาหมดแล้ว รวมถึงรู้แล้วว่าเขาป่วย

Look up here, man, I'm in danger
I've got nothing left to lose
I'm so high, it makes my brain whirl
Dropped my cell phone down below
Ain't that just like me?

ถ้าเรามองว่านี่คือการอำลาแฟนเพลง (ตามคำให้สัมภาษณ์ของ Tony Visconti) และ David รู้ตัวว่ากำลังจะพ่ายแพ้ต่อมะเร็งในเวลาไม่นานนัก เนื้อร้องท่อนนี้คือการรำพึงถึงวาระสุดท้ายของตัวเอง ฉันกำลังเป็นอันตราย แต่ฉันก็ไม่มีอะไรต้องเสีย ฉันโอเคกับทุกเรื่องที่เกิดขึ้น

By the time I got to New York
I was living like a king
There I'd used up all my money
I was looking for your ass

David Bowie เป็นคนอังกฤษ แต่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่นิวยอร์ก เขามาเยือนนิวยอร์กครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1970 ใช้ชีวิตอย่างหรูหราแบบร็อกสตาร์ แต่มีเรื่องเกี่ยวกับเงิน ๆ ทอง ๆ ตอนที่แพ้คดีต้องตัดค่าลิขสิทธิ์เพลงให้ Tony DeFries อดีตผู้จัดการของเขาครึ่งหนึ่ง และหมดเงินไปกับยาเสพติดอย่างหนักในช่วงนั้น จนต้องไปปักหลักที่เยอรมนีอยู่ช่วงหนึ่ง และตั้งแต่หมดยุค เบอลิน เขาก็มาปักหลักที่นิวยอร์ก ศูนย์กลางวัฒนธรรมป็อป แฟชัน แต่งงานกับ อีมาน นางแบบชื่อดัง ยังงงกับประโยค I was looking for your ass อยู่ ไม่แน่ใจว่าหมายถึงอะไรกันแน่? อาจจะเป็นเรื่องของการตามหาอะไรสักอย่างหรือใครสักคน (พยายามนึกถึงเรื่องเล่าของ Lazarus ว่ามีอะไรเกี่ยวกับการเดินตามหาอะไรสักอย่างหรือเปล่า แต่นึกไม่ออก น่าจะเป็นการเปรียบเทียบกันโดยนัยบางอย่าง)

This way or no way
You know, I'll be free
Just like that bluebird
Now, ain't that just like me?
Oh, I'll be free
Just like that bluebird
Oh, I'll be free
Ain't that just like me?

สำหรับ bluebird เป็นตัวแทนของอิสระเสรี ที่ใช้เปรียบเทียบกันในบทกวีมาแต่ก่อน เขาน่าจะหมายถึงอิสระจากความเจ็บป่วยเสียที ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่หายป่วยก็ตาย สุดท้ายแล้วเขาจะเป็นอิสระจากเรื่องนี้เสียที

อย่างไรก็ดี Johan Renck ผู้กำกับมิวสิกวิดีโอนี้กล่าวว่า เรื่องราวในมิวสิกวิดีโอนี้ไม่ได้เป็นการสั่งลาของ David Bowie แต่อย่างใด เพราะตอนที่หมอยุติการรักษานั้นได้ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอนี้ไปแล้ว แรกเริ่มเดิมทีเขาให้ David นอนบนเตียงเพราะเห็นว่าเนื้อเพลงขึ้นต้นว่า “Look up here, I’m in heaven” เขาจึงจินตนาการถึงวาระสุดท้ายบนเตียง โดยในขณะนั้น David Bowie ก็ยังเชื่อมั่นว่าเขาจะยังมีเวลาอีกหลายเดือน

โดยส่วนตัวเริ่มชอบเขาเมื่อตอนฟังรายการของ คุณวาสนา วีระชาติพลี ไม่รู้ว่าโดนยัดเยียดหรือล้างสมองหรือไรจึงได้ชอบ David Bowie ความจริงน่าจะเคยฟังเพลงของเขามาก่อน แต่ไม่ได้สนใจอะไรมากนัก แต่พอเป็นแฟนเพลงเขาแล้วไม่เคยรู้สึกผิดหวังเลย อาจจะมีรู้สึก “อิหยังวะ” บ้างตอนที่เขาทำ Tin Machine แต่ก็นั่นแหละ David Bowie

เขาเป็นแรงบันดาลใจอย่างดีสำหรับคนทำงานที่ได้ทำงานจนวินาทีสุดท้าย เป็นคนที่เท่เสมอต้นเสมอปลาย แม้กระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต

0 Comments

ให้ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.