ข้ามไปยังเนื้อหา

Aerosmith: The Brief History of Bad Boys from Boston 1976-1979


Aerosmith มาถึงจุดที่สูงที่สุดที่วงดนตรีน้อยวงจะได้รับชื่อเสียงแบบนั้นในปีค.ศ. 1976 พวกเขากลายเป็นหนึ่งในวงฮาร์ดร็อกระดับหัวแถว ถ้าพูดถึงเฉพาะในอเมริกาในเวลานั้นอาจจะมีเพียงแค่ KISS ที่โด่งดังเทียบเท่าพวกเขา แต่ถ้าในระดับโลกยังคงต้องยกให้กับ Led Zeppelin ที่ยังครองความนิยมไม่เสื่อมคลาย

แต่หลังจาก Toy in the Attic อันโด่งดัง กลับกลายเป็นว่าพวกเขาเริ่มเสียศูนย์ พฤติกรรมส่วนตัวของสมาชิก Aerosmith เริ่มเละเทะจนแทบจะไม่มีใครคุมตัวเองอยู่ โดยเฉพาะสองคู่หู Toxic Twin ที่เล่นยาจนแทบหมดสภาพ

Brad Whitford, Tom Hamilton และ Joey Kramer  ร่วมกับ Jack Douglas ผู้ดูแลการผลิตอัลบั้มกลายเป็นทีมเตรียมทำงานอัลบั้ม Rocks ในขณะที่สองหัวหอกของวงคือ Joe Perry กับ Steven Tyler ใช้เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอันมียาเสพติดเป็นสิ่งโปรดปราน

“อัลบั้ม Rocks ถือเป็นผลงานของ Tom กับ Brad ได้เลย…” Jack Douglas ผู้ดูแลการผลิตอัลบั้มท้าวความหลัง “Tom มักจะเข้ามาพร้อมกับริฟฟ์เด็ด ๆ บางที่ Brad ก็นำริฟฟ์เยี่ยม ๆ เข้ามา Joe เป็นพวกอิมโพรไวส์ แต่ Brad เป็นเทคนิเชียนที่ทำงานร่วมกับผมในสตูดิโอได้ทั้งวันทั้งคืนเพื่อทำเพลงให้มันออกมาสมบูรณ์ Joe จะเข้ามาบันทึกเสียงสัก 6 แทร็กแล้วก็ออกไป แต่ Brad จะอยู่เพื่อทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ไลน์เสริม ไลน์ประสานซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาทั้งคืนเพื่อหาท่อนที่ใช้ได้สักท่อน แต่ไม่มีปัญหา เขาชอบที่จะทำแบบนั้น”

“มันเป็นอัลบั้มสำคัญของ Aerosmith ที่จะสำแดงว่าพวกเขาเล่นได้ดังขนาดไหน เล่นได้หนักขนาดไหน…” Jack Douglas แสดงความคิดเห็นต่ออัลบั้ม Rocks “…มันคือความคึกคะนอง เซ็กส์ ชีวิตสุดขั้วของวงร็อก” ส่วน Joey Kramer แสดงความเห็นถึงอัลบั้มนี้ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมในตอนนั้นคือ ผมเริ่มมีสไตล์การตีกลองของตัวเอง”

อัลบั้ม Rocks ประสบความสำเร็จด้วยดีในอเมริกา และข้ามไปดังในญี่ปุ่นด้วย การทัวร์ญี่ปุ่นครั้งแรกของพวกเขานั้นเล่ากันว่ามีแฟนเพลงคลั่งไคล้ใหลหลงไม่แพ้สมัย Beatlemania เลยทีเดียว

พอออกทัวร์เสร็จ Tom Hamilton, Brad Whitford, Joey Kramer และ Jack Douglas ก็กลับมาร่วมกันวางแผนงานทำอัลบั้มใหม่กันต่อในช่วงฤดูร้อนปีค.ศ. 1977 โดยพวกเขาบันทึกเสียงกันที่ Cenacle แมนชั้นเก่าของ Billy Rose นักแสดงและนักเขียนเพลงชื่อดังตั้งอยู่ใกล้เมือง Armonk ในนิวยอร์ก แต่หลังจากเขาเสียชีวิตลง The Covent of Our Lady of Retreat ได้รับสืบทอดต่อ ดัดแปลงก่อสร้างต่อเติมใหม่เพื่อใช้ในกิจทางศาสนาและเป็นที่สงเคราะห์ประชาชนให้มีที่พักฟื้น จึงมีทั้งห้องพักจำนวนนับร้อยห้อง ห้องสันทนาการ โรงอาหาร โบสถ์ ในเนื้อที่กว่า 100 เอเคอร์ ก่อนจะโดนปล่อยทิ้งร้าง

Jack Douglas กับทีมงานขนอุปกรณ์การบันทึกเสียงมาเตรียมงานตั้งแต่เดือนมิถุนายน (ในเวลานั้น Aeromith ออกทัวร์) ทีมงานเดินสายสัญญาณไปตามห้องต่าง ๆ เพื่อเก็บบรรยากาศในแต่ละพื้นที่ อย่างเช่น กลองของ Joey Kramer ก็เอาไปจัดวางให้บันทึกเสียงในโบสถ์ ส่วนอุปกรณ์ของ Joe Perry ก็เอาไปไว้ในเตาผิงไฟขนาดใหญ่ แต่ปัญหาสำคัญของ Jack Douglas อยู่ที่จะทำอย่างไรให้สมาชิกวงคนสำคัญมาทำงาน! โดยเฉพาะคู่หู Toxic Twin

“ตอนนั้นเราเป็นขี้ยาที่มาเล่นดนตรี มากกว่าเป็นนักดนตรีที่ติดยาเสียอีก” Joe Perry ยอมรับ เขากำลังมีความสุขอยู่กับการขับรถสปอร์ต เฟอรารี พอร์ช และเก็บสะสมปืนกล Thomson ส่วน Steven Tyler ใช้เวลาหมดไปกับการขับรถสปอร์ตโฉบเฉี่ยวไปทั่ว สังสรรค์ฮาเฮ มีเวลาว่างค่อยโผล่หน้ามาร้องเพลงนิดหน่อย

เรื่องเล่าคลาสสิกหนึ่งก็คือ ขณะที่บันทึกเสียงที่ Cenacle นี้ Joey Kramer ลาก Steven Tyler ออกมายิงปืนเล่นตอนตีห้า เขามาพร้อมปืนยาว .22 และกระป๋องเบียร์สำหรับเป็นเป้าซ้อมมือ แต่ Steven Tyler หมดสติไปในขณะที่ยังถือปืนในมือ ไม่ได้ยิงสักนัด

แต่ที่แย่หน่อยก็คือ Joe Perry ที่ Jack Douglas เล่าว่าเขาไม่เคยเห็น Joe Perry ในสภาพสร่างเมาได้สติเลยสักครั้ง ทุกเช้า Joe Perry จะกระตุ้นตัวเองด้วยกาแฟผสมว้อดกา แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ช่วยให้เขามีสติขึ้นมาได้

“มีครั้งหนึ่ง Joe เข้ามาเล่นแล้วก็บอกว่าอยากลองหัดเล่นสไลด์กีตาร์…” Brad Whitford เล่าถึงช่วงทำอัลบั้ม Draw the Line “แล้วเขาก็มาทำอะไรง่วนอยู่สักชั่วโมง แล้วจากนั้นเขาก็หายหัวไป 5 วัน”

“The Beatles เคยทำ White Album ใช่มั้ย?” Joe Perry เอ่ยปากถึงความหลัง… “Draw the Line ก็คือ Blackout Album ของเรา”

กิจวัตรประจำวันระหว่างการบันทึกเสียงก็คือ Brad Whitford Tom Hamilton และ Joey Kramer จะซ้อมดนตรีและบันทึกเสียงด้วยกัน ส่วน Steven Tyler จะหมกตัวอยู่ในห้อง พยายามเค้นเนื้อเพลงออกมาให้ได้

ซึ่งเรื่องนี้ Joe Perry ก็ยอมรับอย่างไม่มีความขวยเขิน “Steven กับ ผม หยุดทำงานทุกอย่างเลย”

หลังจากบันทึกเสียงไปได้ 6 สัปดาห์ อัลบั้มไม่มีทีท่าว่าจะเสร็จ แต่ Joey Kramer ประสบอุบัติเหตุเสียก่อน เพราะหลับในขณะขับเฟอรารีด้วยความเร็ว 130 ไมล์ต่อชั่วโมง แต่โชคดีบาดเจ็บไม่มากนัก ในเวลาไล่เลี่ยกัน Joe Perry ก็มีอุบัติเหตุทางรถยนต์เหมือนกัน แต่ไม่เป็นอะไรมาก

ปัญหาระหว่าง Joe Perry กับวงเริ่มรุนแรงมากขึ้น จนระหว่างการแสดงสดครั้งหนึ่ง เขาเดินออกจากเวทีเฉย ๆ และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาโยนแอมป์เข้าไปในหมู่คนดู “พวกสื่อมวลชนเริ่มเรียก Joe กับ Steven ว่า The Toxic Twins” Tom Hamilton กล่าว  “เราได้ยินข่าวลือว่าเรากำลังจะวงแตกหลังจากมีเรื่องบ้า ๆ บอ ๆ ทั้งหลายหลุดออกไป”

The Aerosmith Express Tour ระหว่างมิถุนายนถึงตุลาคม มีแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง เช่น Joe Perry เอาเลื่อยไฟฟ้าติดตัวไปด้วย เพื่อจะได้ผ่าเฟอร์นิเจอร์ในห้องโรงแรมได้สะดวก (เพื่ออะไร?) ตอนออกทัวร์ยุโรปในเดือนสิงหาคม ระหว่างแสดงในเทศกาลดนตรี Lorelei ในเยอรมนี Steven Tyler เป็นลมบนเวทีหลังจากเล่นไปได้เพียงแค่ 3 เพลง แต่ในเทศกาลดนตรี Reading ในอังกฤษจบลงด้วยดี ในขณะที่ Joe Perry ไปบันทึกเสียงอัลบั้มเดี่ยวที่ AIR Studio ในลอนดอน

และการแสดงสดของวงก็มีปัญหามาเป็นระยะ อย่างเช่น การแสดงที่ Philadelphia Spectrum ต่อหน้าแฟนเพลง 17,000 คน มีใครสักคนโยนประทัดยักษ์ขึ้นมาบนเวที

“เรากำลังกลับขึ้นเวทีตอนอังกอร์” Brad Whitford ให้สัมภาษณ์นิตยสาร Goldmine “ผมกำลังเดินขึ้นบันไดตามหลัง Steven กับ Joe แล้วผมก็รับรู้ถึงแรงระเบิดพุ่งเข้ามา Steven เอามือปิดหน้าตัวเอง และผมเห็นเลือดชุ่มที่แขนของ Joe เราต้องไปห้องฉุกเฉินกันทันที”  

ครั้งนั้นกระจกตาของ Steven ได้รับความเสียหายจนเกือบตาบอด

25 พฤศจิกายน ค.ศ. 1978 Aerosmith กลับมาเล่นที่ฟิลาเดเฟีย หลังจากเล่นไปได้ 5 เพลง มีใครสักคนโยนขวดมาบนเวที และเศษแก้วที่แตกกระจายพุ่งเข้าหน้า Steven การแสดงต้องจบลง แม้ Steven จะบอกว่าแสดงต่อได้ แต่อีก 4 คนไม่เห็นด้วย

กว่า Steven Tyler เขียนเนื้อเพลงและมาร้องเพลงได้จบ ก็เป็นช่วงที่ Jack Douglas ย้ายมาทำงานที่ Record Plant studios แล้ว พวกเขาปล่อยซิงเกิล “Draw The Line” ปล่อยมาทำได้เต็มที่แค่ลำดับที่ 42 ซึ่งถือเป็นลางไม่ดีสำหรับการเปิดตัวสำหรับวงดนตรีที่เพิ่งประสบความสำเร็จจากอัลบั้ม Rocks และอัลบั้มนี้ใช้เวลาถึง 6 เดือน กับเงินครึ่งล้านดอลลาร์ หากมันล้มเหลวคงเป็นฝันร้ายของผู้เกี่ยวข้องทุกคน

แต่อัลบั้มนี้ก็ขายได้ดีในเวลาสั้น ๆ อัลบั้มวางจำหน่ายวันที่ 9 ธันวาคม ค.ศ. 1977 และขึ้นถึงอันดับ 11 ในสหรัฐอเมริกาในเดือนมกราคม ค.ศ. 1978 ทำยอดจำหน่ายในอเมริกาได้ถึง 1 ล้านแผ่นในเวลาเพียง 6 สัปดาห์ พร้อมกับมีข่าวลือแพร่สะพัดว่า Aerosmith กำลังจะถึงกาลอวสานเพราะเห็นสมาชิกแต่ละคนเริ่มรวมตัวกันไม่ติด ซึ่งก็เป็นความจริง

แต่เสียงวิจารณ์ถึงอัลบั้มนี้ในแง่ลบเต็มไปหมด ทั้งเรื่องไม่ติดท็อปเทน (อัลบั้ม Rocks ขึ้นถึงอันดับ 3)เสียงวิจารณ์จากสื่อมวลชนทั้งหลายออกมาคล้ายกันว่ามันไม่ดีอย่างที่หวัง โดยมี Toys In The Attic และ Rocks เป็นตัวเปรียบเทียบ (โดยส่วนตัวยังมองว่าอัลบั้มนี้ยังมีเพลงเด็ด ๆ อยู่บ้าง เช่น “I Wanna Know Why”)

“Draw The Line เป็นชื่อที่บ่งบอกอะไรในตัวมันเองอยู่แล้ว โคเคน เฮโรอีน มันเป็นเส้นสัญลักษณ์ที่ขีดไว้ที่ต้องก้าวข้ามไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

Jack Douglas – Producer

นอกจากนี้ยังมีเรื่องวุ่นวายภายในหลายเรื่อง อย่างเช่น Joe Perry และ Elyssa ภรรยาของเขาเป็นเพื่อนสนิทกับ David Johansen (นักร้องนำ New York Dolls) ซึ่งมีภรรยาเป็นนักแสดงนางแบบสุดสวยชื่อ Cyrinda Foxe ที่กำลังมีความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวกับ Steven Tyler ในเวลานั้น ทำให้ Elyssa มีปัญหากับ Steven Tyler มากขึ้นอีก ยิ่งเมื่อ Cyrinda ขอแยกทางจาก David เพื่อมาอยู่กับ Steven ยิ่งทำให้เธอหัวเสียมากยิ่งขึ้น

“เรากำลังไปได้สวย แต่วงกำลังจะตาย” David Krebs ผู้จัดการวงเล่าถึงสถานการณ์ในตอนนั้น และเขาแก้ปัญหาด้วยการให้พวกเขาทำงานด้วยกัน โดยหวังว่าการทำงานใหญ่ใกล้ชิดกันน่าจะทำให้สัมพันธภาพดีขึ้น ในปีค.ศ. 1978 เขาส่ง Aerosmith ไปเล่นเทศกาลดนตรีใหญ่ถึง 10 รายการ ในจำนวนนั้นมี California Jam II ที่มีคนดูประมาณ 350,000 คน ขณะเดียวกันก็ให้ Aerosmith ไปเล่นตามคลับเล็ก ๆ ภายใต้นามแฝง Dr. J. Jones And The Interns หวังว่าจะสร้างความกระชุ่มกระชวยให้กับสมาชิกวงได้บ้าง

อีกทั้งให้พวกเขาไปร่วมโปรเจ็คต์ Sgt. Pepper’s Lonely-Hearts Club Band ภาพยนตร์เพลงจากการสร้างของ Robert Stigwood ผู้จัดการของ the Bee Gees ผู้อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ Saturday Night Fever และ Grease อันโด่งดัง ด้วยความที่ปูมหลังของ Robert Stigwood ดีมาก และการเอาเพลงของ The Beatles ผู้ยิ่งใหญ่มาใช้น่าจะเป็นใบเบิกทางความสำเร็จ การส่ง Aerosmith ไปร่วมแสดงเป็นวงดนตรีตัวร้ายจากอนาคต และทำเพลง “Come Together” น่าจะส่งผลดีต่อ Aeromith ซึ่งกลายเป็นว่า David Krebs คิดผิดมหันต์

ระหว่างออกทัวร์ Steven Tyler ได้เห็นแฟนเพลงเอาของที่ระลึกอย่างพวกเข็มกลัด เสื้อยืด ไปจนถึงเทป Bootleg มาซื้อขายแลกเปลี่ยนกัน ทำให้เขาคิดว่าน่าจะทำ Bootleg ออกมาขายเสียเองน่าจะดีกว่า จึงนำเสนอให้เพื่อนร่วมวงรับรู้ว่าจะทำอัลบั้มบันทึกการแสดงสดออกจำหน่ายบ้าง

“ทำอัลบั้มแสดงสดน่ะเหรอ ผมไม่อยากทำมันเลยว่ะ” Joe Perry ให้สัมภาษณ์ “เพราะตอนนั้นมันมีอัลบั้มแสดงสดที่เยี่ยมยอด แต่ผ่านการคัดสรรดัดแปลงตัดแต่งอัดทับเพิ่งเติมออกมาแล้วหลายอัลบั้ม ถ้าจะทำผมอยากทำให้มันได้อารมณ์ความสดแบบสดจริง ๆ มากกว่า แบบ Live at Leeds (ของ The Who) หรือ Ge Yer Ya-Ya’s Out (ของ Rolling Stones) หรืออัลบั้มเก่า ๆ ของ The Kinks นั่นแหละ”

จากไอเดียเหล่านั้นกลายเป็นอัลบั้ม Live! Bootleg ออกมาจำหน่ายเป็นแผ่นคู่ ภายในอัลบั้มคือบันทึกการแสดงสดระหว่างปีค.ศ. 1977 – 1978 ช่วงทัวร์ Draw the Line ที่เป็นช่วงที่ห้าวสุด ๆ ยกเว้นสองเพลงคือ “I Ain’t Got You” กับ “Mother Popcorn” บันทึกเสียงตอนไปออกรายการวิทยุในบอสตันตั้งแต่ปีค.ศ. 1973 แต่ใน “Mother Popcorn” พวกเขาแอบทำเนียน โดยเอาเพลง “Draw The Line” เข้าไปเชื่อมต่อแบบ hidden ไม่บอกชื่อเพลงไว้ในปกอัลบั้ม Live! Bootleg คือความสำเร็จของวง เป็นอัลบั้มโปรดของ Slash แห่ง Guns N’ Roses ด้วย

พวกเขาทำอัลบั้มใหม่ Night in the Ruts โดยปราศจาก Jack Douglas เหมือนในอัลบั้มที่ผ่านมา  ความจริงแล้ว ในช่วงเตรียมตัวทำอัลบั้มนี้ Aerosmith ก็ยังเตรียมวัตถุดิบร่วมกับ Jack Douglas อยู่ โดยเตรียมเพลงและทำดนตรีเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ตั้งใจจะใช้ชื่ออัลบั้มว่า Off Your Rocker แต่ว่างานล่าช้า เพราะ Steven Tyler เขียนเนื้อเพลงไม่ออก ทางผู้จัดการวง David Krebs คิดว่า Jack คุมวงไม่อยู่ (ซึ่งในความจริงก็ไม่มีใครหน้าไหนคุมอยู่) ผนวกกับยอดจำหน่าย Draw The Line ก็ไม่ดีอย่างที่หวัง (ได้ไม่ถึงครึ่งของ Rocks) ทางวงก็บอกเหตุผลอย่างเป็นทางการว่าไม่ค่อยชอบภาค production ใน Draw The Line เท่าไหร่ แต่ลึกลงไปแล้วเหตุผลแท้จริงคือพวกเขามีปัญหาส่วนตัวกับ Jack Douglas หลายเรื่อง เช่น ในขณะนั้น Jack มีปัญหาถึงขั้นหย่ากับ Lori ในขณะที่ทางวงเข้าข้าง Lori นอกจากนี้ทางวงกำลังมีปัญหาเรื่องการเงินจนไม่อยากเสียเงินจำนวนมากไปกับ Producer

Night in the Ruts, It’s Like a Fuckin’ Solar Eclipse

Steven Tyler

ซึ่ง Jack Douglas ไม่คิดอะไรมากกับการโดนตัดออกจากงานที่เริ่มทำมาด้วยกัน “ผมคิดว่าตอนนั้นพวกเขาโดนกดดันเยอะมาก เพื่อที่จะทำอัลบั้มกับเพลงที่ฮิตไม่แพ้ชุดก่อน ๆ วันหนึ่ง David (Krebs – ผู้จัดการวง Aerosmith)  ก็เข้ามาบอกผมว่า พวก Aerosmith จะทำอัลบั้มใหม่โดยไม่มีผมละนะ Steven กับ Joe เป็นคนมาบอกผมว่า Gary Lyons จะมาทำงานแทน แต่ผมว่าผมไม่ได้ทำงานชุดนั้นก็ดีแล้ว เพราะตอนนั้น Perry แทบจะหมดใจกับ Aerosmith ไปแล้ว เขามีเพลงดี ๆ ในมือที่น่าจะออกมาได้สวยหลายเพลง แต่เขาก็ไม่เอาเพลงให้วง เพราะวางแผนที่จะออกงานเดี่ยว แต่ผมว่า Perry ไม่ได้มองตัวเองเลยว่า เขาร้องเพลงได้แย่มาก แถมยังติดยาจนทำอะไรไม่ได้เรื่อง แต่ Elyssa ภรรยาเขานั่นแหละ ที่ยุให้เขามาออกงานเดี่ยว”

แต่สำหรับ Joe Perry เขามีข้อแก้ตัวเสมอ

“ช่วงเตรียม Night in the Ruts จู่ ๆ David (Krebs – ผู้จัดการวง) ก็เข้ามาบอกว่า ผมเป็นหนี้อยู่ 80,000 เหรียญ เฮ้ย มันเป็นเรื่องบ้าอะไรกัน หลังจากอัลบั้มที่ 3 ออกมา ผมถามเขาอยู่เรื่อย ๆ ว่าเราทำเงินได้เท่าไหร่กันแน่ แต่ก็ไม่เคยไม่รับคำตอบ ผมเลยลองให้ Cosmo ญาติของ Elyssa (ภรรยาของ Joe Perry) เข้ามาดูเรื่องรายได้ ผมคิดว่ามันมีเรื่องทะแม่ง ๆ เกิดขึ้นแล้ว แต่ก็เอาเถอะ ผมถามเขาว่าจะมีวิธีจัดการกับหนี้ก้อนนี้อย่างไรดี ก็ได้คำแนะนำว่า น่าจะลองออกอัลบั้มเดี่ยวดู”

และด้วยเหตุผลการทำงานมีปัญหา ทางวงตัดสินใจออกทัวร์สั้น ๆ โดยที่อัลบั้มยังไม่เสร็จ โดยหวังว่าจะทำให้ทางวงเกิดไฟในการทำอัลบั้มใหม่ขึ้นมาบ้าง Joe Perry ก็ส่งสัญญาณกวน teen เพื่อนฝูงบนเวทีเป็นระยะ หลังเวที Elyssa ทะเลาะกับ Cyrinda จนถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน ซึ่งในตอนนั้น Cyrinda กำลังท้อง 8 เดือนอยู่ด้วย ซึ่งทำให้ความบาดหมางระหว่าง Steven กับ Joe รุนแรงขึ้นไปอีก

Joe Perry มีปัญหากับ Steven Tyler หลายครั้งจนกระทั้งครั้งหนึ่งมีปัญหากันบนเวที จนลามต่อเนื่องมาหลังเวที เมื่อ Elyssa Perry กับ Terry Hamilton (ภรรยาของ Tom Hamilton) เกิดทะเลาะกันรุนแรง ถึงขั้นที่ Elyssa สาดนมสดใส่ Terry ซึ่งทำให้สมาชิก Aerosmith แบ่งฝ่ายต่อยกันชุลมุน

หลังจากแยกย้ายไปสงบอารมณ์ ทุกคนคิดว่าเรื่องจบแล้ว แต่ยังไม่จบ Steven พูดคุยกับ Joe และลงเอยด้วยการทะเลาะที่ทุกคนที่อยู่หลังเวทีได้ยิน Joe Perry ตะโกนว่า “เออ ก็ได้ ผมจะออกจากวง” โดยมีเสียง Steven Tyler ตะโกนตามมาว่า “นั่นแหละ สิ่งที่คุณ (มึง) ควรจะทำนานแล้ว”

ใครจะไปคิดว่า จุดเริ่มต้นมันจะมาจากนมแก้วเดียว?

แต่ก็อย่างที่รู้กันนั่นแหละ ไม่ใช่นมแก้วเดียวหรอก ปัญหามันสะสมมามากเกินไป จนนมแก้วที่ Elyssa Perry สาดใส่ Terry Hamilton นั้นเป็นฟางเส้นสุดท้าย

การทัวร์ดำเนินต่อไปในช่วงสั้นๆ โดยได้รับความช่วยเหลือจาก Richard Supa มือกีตาร์เพื่อนเก่า มาช่วยประคับประคอง ก่อนที่พลพรรค Aerosmith จะกลับมาทำงาน Media Sound studios ในนิวยอร์กพร้อมเฟ้นหามือกีตาร์ใหม่ โดย Brad Whitford ต้องรับบทมือกีตาร์แทนส่วนของ Joe Perry ด้วย รวมทั้งอาศัยมือกีตาร์รับจ้างมาช่วยเล่น Richie Supa, Neil Thompson และ Jimmy Crespo แต่คนที่เข้าตาสมาชิกวงมากที่สุดคือ Jimmy Crespo ทำให้ต่อมาเขากลายเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการของวง

หนึ่งในมือกีตาร์ที่มีการติดต่อให้เข้ามาเป็นสมาชิกวงคือ Michael Schenker แต่กลับไม่สามารถร่วมงานกันได้ Steven บอกว่าไม่ชอบที่ Michael ออกจะมีอัตตาอยากควบคุมทุกอย่าง ส่วน Michael บอกว่า Steven หมดสภาพเกินกว่าจะร่วมงานด้วยได้

แต่หน้าปกอัลบั้ม Night In The Ruts ยังมี Joe Perry อยู่ด้วย เป็นภาพที่ถ่ายไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคม ค.ศ. 1978 ในงานนี้ยังมีเสียงกีตาร์จากมือ Joe Perry อยู่ 5 เพลง เขามีส่วนร่วมในการเขียนเพลง 6 เพลง

ในปี 1978 Aerosmith คือตัวแทนจิตวิญญาณของอเมริกันร็อกแอนด์โรล การที่ต้องมาเห็นพวกเขาทำลายตนเองโดยไม่สนใจสิ่งใดนอกจากทำตามใจตัวเองนับเป็นโศกนาฏกรรม

David Krebs – ผู้จัดการวง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: