Joe Satriani จาก Not of This Earth ถึง Flying In A Blue Dream


Joe Satriani เป็นมือกีตาร์ที่ไม่ได้เน้นกีตาร์ ในฐานะหนึ่งก่อนออกอัลบั้มของตัวเอง เขาเคยเป็นอาจารย์สอนกีตาร์ ที่ลูกศิษย์กลายเป็นมือกีตาร์ชื่อดังก้องปฐพีในเวลาต่อมา Steve Vai, Kirk Hammett, Larry LaLonde, Alex Skolnick และอีกหลายคน

เคยมีโอกาสได้สัมภาษณ์พูดคุยกับ Joe ครั้งหนึ่ง (น่าจะเกือบ 20 ปีแล้วมั้ง?)  ยังพอจำได้ว่าพูดคุยกันเรื่องอะไรบ้าง ยังประทับใจที่ถามเขาถึง Jimi Hendrix ว่าสำคัญอย่างไร เก่งตรงไหน แล้วเขาอธิบายค่อนข้างละเอียดจนรู้สึกได้ว่าเขาเหมาะจะเป็นครูมาก เขาอธิบายอัจริยะภาพของ Jimi ออกมาค่อนข้างละเอียดในเวลาจำกัด และก็แสดงให้เห็นว่า เขาไม่ได้ตั้งเป้าไปที่เสียงกีตาร์ หรือ ทักษะกีตาร์ของ Jimi มากนัก เขามองไปยังสิ่งที่ Jimi สร้างสรรค์บทเพลงออกมาเป็นหลัก

คิดว่าคนที่จะเข้าใจเรื่อง Art Appreciation (หรือ Music Appreciation) จนเอามาถ่ายทอดให้คนอื่นรับรู้แบบนี้ยากนะ สมัยยังเรียนอยู่ เกลียดวิชา Art Appreciation มาก ๆ แกล้ง ๆ เรียกว่า อาร์ตอัปปรีย์ นี่ตอนนี้รู้สึกผิดเหมือนกัน แต่ถ้าคุณได้ฟังคนที่เข้าใจและเข้าถึงสิ่งนั้นจริง ๆ มาอธิบายให้ฟัง มันจะเป็นการเปิดโลกอีกโลกหนึ่งให้คุณเลย

เมื่อย้อนกลับมาเปิด FridayIamInRock แล้วพบว่าแทบไม่เคยเขียนถึง Joe เลย จึงอยากบันทึกเรื่องราวของเขาเอาไว้เสียหน่อย

Joe เป็นคนนิวยอร์ก เล่ากันว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจาก Jimi Hendrix ในการหยิบกีตาร์มาเล่น และต่อมาเขาก็เป็นครูสอนกีตาร์ซึ่งลูกศิษย์ที่คนจำได้ก็คือ Steve Vai, Kirk Hammett (Metallica), David Bryson (Counting Crows), Kevin Cadogan (Third Eye Blind), Larry LaLonde (Primus / Possessed), Alex Skolnick (Testament), Rick Hunolt (Exodus), Phil Kettner (Laaz Rockit), Geoff Tyson (T-Ride), Charlie Hunter, David Turin และอีกหลายคน

แต่กลายเป็นว่าลูกศิษย์เขามีชื่อเสียงก่อนตัวเขาเสียอีก Kirk Hammett ไปโด่งดังกับ Metallica และ Steve Vai ก็เริ่มมีชื่อเสียงจากการร่วมงานกับ Frank Zappa ส่วน Joe เอง กว่าจะได้ออกอัลบั้มแรกก็ปาเข้าไปปีค.ศ. 1986 ในขณะที่เป็นสมาชิกวง The Grege Kihn Band ถึงในสมัยนั้นจะเป็นช่วงขาลงของ Grege Kihn แต่ก็ยังทำเงินให้ Joe ไปใช้หนี้ต่าง ๆ ในตอนนั้นได้

บทเพลงของ The Grag Kihn Band ที่ Joe มีส่วนร่วม

Not of This Earth

โจเล่าว่า เขาตั้งชื่อ Not of This Earth เพื่อให้เป็นเรื่องตลกสำหรับเพื่อนเก่าเขาจริง ๆ เท่านั้น เพราะตอนที่เขาเรียนอยู่มัธยมปลาย ได้เล่นในวงที่เล่นแต่เพลงของ The Beatles พอซ้อมดนตรีเสร็จจะนั่งเล่นกันในห้องครัวบ้านมือกลอง ดูโทรทัศน์ ซึ่งมักจะเป็นรายการจากเคเบิลท้องถิ่นซึ่งเอาภาพยนตร์เรื่อง Not Of This Earth (1957) หนึ่งในหนังไฟไซทุนต่ำมาฉายซ้ำบ่อย ๆ จนพวกเขาจำบทได้และเอามาล้อเล่นกันสนุกสนานไป เมื่อตอนที่ Joe ลงมือทำอัลบั้มแรก เขาจึงคิดว่ามันคงตลกดี ถ้าวันหนึ่งเพื่อนเก่าของเขาเข้าไปในร้านขายแผ่นเสียงได้เห็นข้อความว่า Not Of This Earth

“ผมทำสัญญากับ Relativity records ประธานบริษัทกังวลเป็นอย่างมากเพราะว่าเขาได้ฟังอัลบั้มแรกของผม (Not of This Earth)  แล้วรู้สึกว่ามีเทคนิคการเล่นกีตาร์อยู่เพียงเล็กน้อย ไม่เหมือนกับพวกซูเปอร์สตาร์ฝั่ง Shrapnel เช่น Yngwie Malmsteen และคนอื่นที่ใส่เทคนิคเข้าไป 99% ในแต่ละเพลง สำหรับผมแล้ว นั่นไม่ใช่ตัวผม ผมไม่ทำอะไรแบบนั้น”

joe satriani

ถ้าใครได้อ่านข้อความในปกอัลบั้ม Not of This Earth จะเห็นตอนหนึ่งมีเขียนไว้ว่า “ตั้งใจทำอัลบั้มกีตาร์ที่ทำให้ทุกคนสนุกเมื่อได้ฟัง ไม่ใช่แค่อัลบั้มที่มีเสียงกีตาร์เต็มไปหมด แต่จะเป็นดนตรีจริง ๆ” แต่ในอัลบั้มนี้เขาก็สำแดงความเป็น “ครูดนตรี” ออกมาด้วยเหมือนกัน อย่างเช่นเพลง “Not of This Earth” นี่ไม่ธรรมดาเพราะภายในเพลงเปลี่ยน Mode ไป หรือใน “The Headless Horseman” ที่เล่น two-handed tapping ได้เยี่ยมยอดมาก

Surfing with the Alien

สำหรับ Surfing With The Alien ซึ่งต่อมากลายเป็นอัลบั้มที่ดังและขายดีที่สุดของ Joe ทำยอดจำหน่ายทะลุล้านแผ่น (นับเฉพาะในอเมริกา) อัลบั้มนี้ Joe บอกว่า เขาทำเพื่อนำเสนอรากเหง้าทางดนตรี และบรรดาสิ่งที่เขาชอบเกี่ยวกับกีตาร์ ตั้งแต่ Chuck Berry, Jimi Hendrix, Wes Montgomery, Allan Holdsworth, The Beatles, Rolling Stones, Eric Clapton, Jeff Beck, Jimmy Page, Tony Iommi, Billy Gibbons ฯลฯ

“ประธานบริษัทกังวลมาก ตอนที่ผมไปที่สำนักงานในนิวยอร์กครั้งแรก เขาพูดต่อหน้าทีมงานทั้งหมดว่า ผมไม่เข้าใจ คุณดูไม่เหมือนร็อกสตาร์เอาเสียเลย ผมจำได้ว่าคิดอยู่ในใจ มันหยาบคายมากที่พูดอะไรแบบนั้น ผมเล่นในคืนนั้นเพื่อจะทดสอบว่าจะได้ไฟเขียวให้ปล่อยอัลบั้ม ซึ่งก็คือ Surfing With The Alien และเมื่อเขาได้ยินผมเล่น Satch Boogie และอาจจะมีเพลง Crushing Day หรืออะไรสักเพลง มันมีเทคนิคการเล่นกีตาร์อยู่ในนั้น ทำให้เขาเห็นช่องทางทำเงิน โชคดีมากที่เขาให้ออกอัลบั้ม แต่เมื่อผมเอาทั้งอัลบั้มไปให้ฟัง พวกเขาได้ฟัง Midnight หรือ Echo พวกเขาก็จะแบบว่า เฮ้ย เอามาทำไม ถ้ามันไม่ใช่เทคนิคสองมือหรือว่าเล่นให้เร็วเข้าไว้ พวกเขาจะไม่เข้าใจไปหมด”

joe satriani

“คนอย่าง Yinwie เป็นตัวอย่างที่ดีของคนที่เล่นบางอย่างได้สมบูรณ์แบบ ซึ่งผมไม่ชอบแบบนั้น ผมได้รับอิทธิพลจากหลายสิ่งซึ่งยากที่จะเอามาใส่รวมกันในอัลบั้มเดียว ผมอยากสดุดีให้กับ Chuck Berry และWest Montgomery ขณะเดียวกันตอนที่ผมยังเด็กผมฟัง Led Zeppelin กับ Black Sabbath”

“ตอนที่ผมบอกตัวเองและ John (Cuniberti – โปรดิวเซอร์) ว่านี่คงเป็นอัลบั้มสุดท้ายที่พวกเขาให้เราทำแล้วล่ะ ผมคิดแบบนั้นจริง ๆ ผมยังจำได้ว่า Barry Kobrin ประธานบริษัทพูดว่า คุณดูไม่เหมือนร็อกสตาร์ คุณเขียนเพลงไม่เหมือนร็อกสตาร์ ผมไม่แน่ใจว่าเราจะทำอะไรกับคุณได้บ้าง – ผมตอบไปว่า ผมอยากทำอัลบั้มที่เฉลิมฉลองให้กับมือกีตาร์ทั้งหมดที่ผมคิดว่ายิ่งใหญ่ ตั้งแต่ Chuck Berry ถึง (Jimi) Hendrix”

joe satriani

บริษัท Relativity Records ให้งบทำอัลบั้มเพียง 13,000 ดอลลาร์ (เทียบกับ Guns N’ Roses ได้งบจาก Geffen ร่วมห้าแสนดอลลาร์แล้วรู้สึกว่างบประมาณช่างจำกัดจำเขี่ยเพลียใจแทนเหลือเกิน) ทำให้ต้องรีบบันทึกเสียงในเวลาจำกัด

งานนี้เลยต้องใช้กลองไฟฟ้า โดย Jeff Campitelli ช่วยตีกลองเสริมไม่ให้ฟังแห้งแล้งจนเกินไป ในตอนนั้นเขามีกีตาร์ Kramer เพียงแค่สองตัว ซึ่ง Joe เคยเอ่ยชม Kramer ไว้ว่า ขอบคุณที่ Kramer ทำกีตาร์ขายในราคาถูก ทำให้คนที่ไม่ค่อยมีเงินเช่นตัวเขาในอดีตได้มีกีตาร์ใช้ ขณะเดียวกันก็แซวกีตาร์ที่เขาใช้ไว้ว่า

“ผมซื้อมันเพราะว่ามี Floyd Rose รุ่นแรกติดอยู่ ยังไม่มี fine-tuners และผมก็มีความคิดจะเล่นมันมาตลอดในช่วงต้นทศวรรษ 80 แล้วผมมารู้ทีหลังว่ามันเยี่ยมมาก…ถ้าคุณอยากเล่นเสียงเพี้ยนตลอดเวลา (หัวเราะ)

ตัวกีตาร์มักจะพังเสมอ และ Gary Brawer (คนดูแลกีตาร์ของ Joe) ต้องตามซ่อมมันตลอด แต่ผมรู้สึกเชื่อมต่อกับมัน และเล่นมันในอีพีแรก Not Of This Earth และต่อด้วย Surfing ต่อมาผมซื้อรุ่นสองที่มี single-coil pickups สามตัว ซึ่งแย่กว่าตัวที่ใส่ humbucker 2 ตัวที่ผมมีเสียอีก”

joe satriani

หลังจากอัลบั้ม Surfing With The Alien แล้ว Joe บอกว่าเขาไม่ได้ใช้ Kramer สองตัวนั้นอีกเลย

ความจริง Joe ยังมีกีตาร์ประกอบเองอีกตัว ลำตัวเป็นทรง Fender Strat ทำจากไม้เมเปิล คอกีตาร์ทำแบบ ESP ปี 59 ซึ่งระหว่างการบันทึกเสียง เขาต้องเปลี่ยน pickups เพื่อให้เสียงที่แตกต่างกัน เพราะไม่มีเงินซื้อกีตาร์ใหม่ ก่อนหน้า Surfing With The Alien จะวางจำหน่ายไม่นาน เขาถึงได้รับการติดต่อจาก Ibanez สำหรับการสนับสนุนและสร้างกีตาร์รุ่น JS

“ผมเขียนเพลง Satch Boogie ตอนที่ผมกำลังสวมเฝือกคอเนื่องจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ผมพยายามเขียนท่อนกีตาร์ให้เหมือนกับเสียงแซกโซโฟนในวงแนวสะวิง นึกภาพที่พวกเขาลุกขึ้นเล่นเป็นตัวนำ ผมพยายามจินตนาการว่า Gene Krupa (มือกลองแนวสะวิงแจ๊สระดับตำนาน) เป็นคนเล่นเพลงนี้ Jeff Campitelli (มือกลอง) ทำออกมาได้ดีทีเดียว เขาเข้าใจว่าเพลงนี้ควรจะออกมาอย่างไร เราสนุกกันมากในอัลบั้มนี้ คนส่วนใหญ่ไม่รู้หรอกว่าเพลงส่วนใหญ่ในอัลบั้มนี้บันทึกเสียงในเวลาจำกัดมาก เล่นกันไม่กี่เทคเท่านั้น”

joe satriani

Joe ต้องไปเจรจากับ Sandy Pearlman ซึ่งเป็นเจ้าของสตูดิโอว่า ขอให้เขาทำงานในสตูดิโอเพิ่มขึ้นเถอะ ซึ่ง Sandy เลยขอให้ Joe บันทึกเสียงให้วง Blue Oyster Cult ที่เขาเป็นผู้จัดการอยู่เป็นการตอบแทน ซึ่งฟังฝีมือการเล่นของ Joe ได้ในอัลบั้ม Imaginos (1988)

ด้วยเวลาจำกัด ทำให้ Joe บันทึกเสียงทำนองและโซโลในเพลง “Surfing With The Alien” แบบเทคเดียวเพราะเวลาจำกัดเป็นตัวบีบบังคับอีกทั้งยังเจอปัญหาอุปกรณ์พังแล้วซ่อมไม่ได้

“ตอนนั้นสี่โมงเย็นได้แล้ว และเราก็ต้องออกจากสตูดิโอแล้ว…

“ผมเอา วาห์-วาห์ ติดกระเป๋ามาด้วยตั้งแต่ออกจากบ้าน (ไปทัวร์) แต่ผมไม่ได้เล่นมันเลยเป็นปี พอเข้าสตูดิโอ เริ่มเล่น (เพลง Surfing With The Alien) กับพวก harmoniser ก็คิดได้ว่า ถ้าเอามาใช้ก็คงสนุกดี

เราไม่รู้ว่าเพลงจะไปทางไหนจนกระทั่งบ่ายวันที่เราบันทึกท่อนทำนองเพลงและผมเสียบ วาห์-วาห์ แล้วก็ Tube Driver เข้ากับแอมป์ Marshall แล้วก็ลองเล่น เราคิดว่า ลอง harmonizer หน่อยดีกว่า เป็นตัว Eventide 949’s เสียงที่ออกมามันกระแทกใจเรามาก เราบันทึกเสียงทำนองและโซโลในเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

แต่แล้ว Eventide ก็พัง และเราก็ซ่อมมันไม่ได้ เราทำอะไรไม่ได้เลย เราเสียโทนเสียงนั้นไป และมันยากที่จะทำเสียงแบบเดิม กว่าจะเราจะเซ็ตอุปกรณ์ให้ทำงานได้อีกครั้ง เราก็กลับไปทำจุดเดิมไม่ได้อีกแล้ว เสียงมันต่างไปจากเดิม”

joe satriani

แน่นอน ด้วยเวลาจำกัด ทำให้เขาไม่สามารถใช้เวลาหาโทนเสียงแบบที่เขาต้องการได้ ก็เลยจำเป็นต้องปล่อยผ่านไป และเนื่องจากชอบสิ่งที่เขาทำลงไป จึงยังคงใช้เสียงที่บันทึกไว้เช่นเดิม

“บริษัทหัวเสียมากเพราะเราใช้เงินมากกว่าที่เขาอยากให้เราใช้ สตูดิโอเสนอให้เรามิกซ์เพลงฟรี เราก็ไปจัดการรีมิกซ์เพลงที่เราคิดว่าเป็นงานชิ้นเอก ไม่มีการหยุดคิดอะไรทั้งสิ้น เป็นการมิกซ์แบบอนาล็อก แล้วเราก็กลับมาทำมาสเตอร์เทปที่แอลเอ มันเป็นรอยบาดแผลที่เจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึง”

joe satriani

เมื่อครั้งที่ Surfing With The Alien ออกมาใหม่ ๆ Joe ได้อ่านบทวิจารณ์หนึ่งซึ่งทำให้เขาเสียความรู้สึกเมื่อวันหนึ่งเขาไปร้านกาแฟและหยิบนิตยสารที่รูปเล่มสวยงามฉบับหนึ่งมาอ่าน ในนั้นมีบทวิจารณ์อัลบั้มของเขาสองย่อหน้า ที่สรุปได้ว่า นี่คือดนตรีแย่ ๆ จากคนแย่ ๆ และน่าเสียดายเงินถ้าต้องจ่ายไป

แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นคืออัลบั้มนี้ทำให้ Joe เปลี่ยนสถานะจากมือกีตาร์ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักกลายเป็นร็อกสตาร์ที่มีรูปหน้าเขาอยู่ในนิตยสาร Rolling Stone

ชีวิตก็เป็นแบบนี้

Flying In A Blue Dream

“และในอัลบั้มถัดมา Flying In A Blue Dream ผมก็ทำให้พวกเขา (บริษัท) หัวเสีย เพราะไม่ใส่เทคนิคอะไรลงไปเลย แต่ต้องบันทึกไว้ในอาชีพของผมว่าอัลบั้มก่อนหน้านั้นขายได้เป็นล้าน เขาจึงปล่อยมันถึงแม้จะรู้สึกไม่เห็นด้วย อัลบั้มนี้คือสิ่งที่ผมพยายามบอกทุกคนว่า ผมคือนักแต่งเพลง ผมเขียนเพลง และถ้าเพลงต้องการใช้เทคนิคเพื่อให้แสดงศักยภาพของเพลงได้เต็มที่ ผมก็จะหาวิธีเล่นเพื่อไปให้ถึงสิ่งที่เขียนออกมา แต่ถ้าเพลงไม่ต้องการอะไรแบบนั้น ผมก็จะไม่เล่น”

“สิ่งที่แย่เกี่ยวกับเพลงนั้นคือ ท่อนโซโลบันทึกเสียงในขณะที่ผมกำลังอยู่ในช่วงเครียดมาก เพราะพ่อผมป่วยหนัก ผมต้องเล่นแค่หนึ่งหรือสองครั้ง แล้วหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ยินมันอีกเลยจนกระทั่งเสร็จสิ้นการบันทึกเสียง ผมไม่ชอบแบบนั้นเลย”

“ท่อนโซโลนั้นมาจากคืนหนึ่งหลังจากที่ John พอผมไปกินมื้อเย็นชุดใหญ่และไวน์อีกหลายแก้ว เขารู้ว่าผมกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก เรากลับไปบันทึกเสียงท่อนนี้กันและเขาก็เก็บไว้โดยที่ไม่ตกแต่งอะไรเพราะว่าเขาชอบมัน ผมเล่นแตกต่างไปจากที่เคยเล่น แต่ผมไม่ได้ฟังมันอีกเลยจนกระทั่งพ่อของผมจากไป”

เมื่อผมได้ฟังอีกครั้ง ผมว่ามันมีอะไรที่ดีมากนะ แต่ผมรู้สึกไม่ดีที่มีเสียงพลาดหลุด ถ้าเป็นช่วงเวลาที่สมองผมปกติ ผมจะต้องแก้ไขให้มันถูกต้องในวันนั้นเลย กลายเป็นว่าตอนนี้ผมได้ยินเสียงโซโลนั้นผมก็ได้แต่คิดว่า มันพลาดไปนะ แต่ผมก็ยังชอบอารมณ์ที่ออกมาอยู่”

Joe Satriani

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.