Manic Street Preachers: Resistance Is Futile


Resistance Is Futile – การต้านทานที่ไร้ความหมาย – เป็นผลงานลำดับที่ 13 ของ Manic Street Preachers วงโปรดที่ยังคงติดตามด้วยความรักเต็มเปี่ยมแม้ว่า Ritchie Edwards จะจากไปนานแล้ว

เมื่อวันก่อน Spotify เพิ่งออกสถิติ ว่าในรอบปีพ.ศ. 2563 (ที่ความจริงยังไม่หมดปี) ฟังเพลงอะไรมากที่สุด ฟังวงไหนมากที่สุด ซึ่งที่ไม่ประหลาดใจก็คือ อันดับหนึ่งคือ Manic Street Preachers นี่แหละ เป็นทั้งวงดนตรีที่เปิดฟังมากที่สุดในรอบปี และในลำดับเพลงที่ Spotify บอกว่าฟังมากที่สุด 10 อันดับแรก เป็นเพลงจากอัลบั้ม Resistance Is Futile ไปแล้ว 6 เพลง เพลงในอัลบั้มนี้ ติด 100 อันดับแรกที่ฟังบ่อยที่สุดทุกเพลง ในขณะที่เพลงอื่นไม่ค่อยเกาะกลุ่มเท่าไหร่ ไม่ว่าจะเป็น Yngwie Malmsteen, The Cure, Mötley Crüe, Van Halen, ปาล์มมี, Guns N’ Roses, Rainbow, Tears for Fears, Sisters of Mercy, Skid Row, Joy Division

นั่นอาจจะหมายความว่า ช่วงปีนี้ คงไม่ค่อยฟังเพลงของใครจบอัลบั้มหรือเปล่า? อันนี้ก็สงสัยอยู่นะ เพราะปกติ เวลาฟังเพลง จะชอบเปิดเพลงทั้งอัลบั้มฟัง เพลงน่าจะเกาะกลุ่มอัลบั้มกันสิ เคยออกความเห็นในเฟซบุ๊ก ว่าบางเพลงที่ Spotify บอกว่าฟังบ่อยนี่ ทำไมนึกไม่ออกว่าเปิดฟังด้วย ได้รับความเห็นตอบกลับมาว่า เปิดเพลงสุ่มไว้หรือเปล่า? เออ ก็มีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกันว่า พอเพลงจบอัลบั้ม แล้วไม่ได้เปลี่ยนอัลบั้ม มันจะมีเพลงขึ้นตามมา ดังนั้น เพลงที่ติดอัลบั้มว่าฟังบ่อยใน Spotify ก็อาจจะไม่ได้ตั้งใจฟังจริง ๆ แต่มันโดนสุ่มเปิดบ่อย?

ว่าแต่ใครมีวิธีปิดไม่ให้ Spotify สุ่มเพลงเปิดต่อหลังจากฟังเพลงจบอัลบั้มหรือไม่?

แต่การได้ทบทวนเพลงทั้ง 100 เพลง เป็นเวลา 7 ชั่วโมง 46 นาที ที่ Spotify บอกว่าฟังบ่อยที่สุด ในรอบปี 2563 กลับทำให้เกิดความคิดยืนยันว่า ตัวเองจบสิ้นกับบทเพลงใหม่ ศิลปินใหม่แล้วจริง ๆ ถึงแม้ว่าจะมีการสรุปมาให้ว่า ได้เปิดหูฟังศิลปินใหม่มากถึง 147 ราย แต่คาดว่าจริง ๆ น่าจะไม่ถึง เพราะหลายรายที่ไม่เคยฟังในปีที่ผ่าน ๆ มา ก็น่าจะเป็นนักดนตรีที่เคยรู้จักและฟังผ่านช่องทางอื่นมาก่อน หรือไม่ก็เป็นเพลงที่สุ่มมาให้ เพราะไม่มีอะไรติดในหัวเลยว่าได้ฟังศิลปินใหม่คนใดเลย

แนวโน้มความรักชอบอัลบั้มใดทั้งอัลบั้ม หดหายลงไปทุกขณะ Resistance Is Futile ออกมาตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน (ค.ศ. 2018) หลังจากนั้นไม่มีอัลบั้มอื่นใดฟังแล้วหรือจึงวนเวียนกับอัลบั้มนี้?

ส่วนหนึ่ง อาจจะเป็นเพราะนักดนตรีที่ชื่นชอบ ไม่ได้ออกอัลบั้มใหม่กันแล้ว ถ้าไม่นับวงที่ยุบไปแล้วหรือมีการตายจากกันไป ก็แทบไม่มีใครออกอัลบั้มใหม่ The Cure ออกอัลบั้มล่าสุดเมื่อปี ค.ศ. 2008 – 12 ปีมาแล้ว Guns N’ Roses ก็นานประมาณเดียวกัน Aerosmith 2012 – 18 ปีมาแล้ว Metallica และ Megadeth 2016 – 4 ปี

เอาจริง ก็ไม่ได้ชอบอัลบั้มใหม่ของบรรดาศิลปินเก่าที่เคยชอบอย่างเมื่อก่อน…

อาจจะเป็นด้วยวัยที่ร่วงโรย สภาพการฟังเพลงเปลี่ยนไป ก็มีส่วนให้ไม่ค่อยค้นหาแง่มุมงดงามของอัลบั้มนั้น ๆ เราไม่ได้กรอกหูตัวเองนานพอจะรู้ว่ามันน่าประทับใจแค่ไหน เดี๋ยวนี้เวลาที่ใช้ “ฟังเพลง” จริง ๆ น้อยลงจนน่าใจหายเมื่อเทียบกับปริมาณเพลงที่ฟัง กลายเป็นว่าเพลงส่วนใหญ่เปิดฟังแก้เหงาระหว่างทำงาน ให้มันมีเสียงผ่านหูไม่ให้สนใจกับโลกภายนอก

สมัยที่ฟังเพลงใหม่ ๆ เป็นยุคของเทป การเก็บเงินซื้อเทปฟังเดือนหนึ่งก็ไม่กี่ม้วน หรือบางทีได้แค่ม้วนเดียว เทปผีอาจจะได้มากหน่อย แล้วช่วงแรก ๆ ที่ซื้อ เทปลิขสิทธิ์ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่ามีคุณภาพมากกว่าเทปผีแม้แต่น้อย เพิ่งในช่วงที่เทปผีแย่งตลาดไปมากแล้วถึงค่อยพัฒนาขึ้นมาบ้าง

ยังจำความรู้สึกสมัยที่มีเทปอยู่ไม่กี่ม้วน เพลงใหม่ ๆ จะหาฟังได้ก็จากรายการวิทยุ หรือการแลกเปลี่ยนเทปกับคนที่ชอบฟังดนตรีคล้ายกัน ไม่เหมือนทุกวันนี้ที่พออินเตอร์เน็ตเข้าถึง สามารถฟังเพลงได้มากมาย รู้จักใครต่อใครมากมาย แต่มันก็รู้จักผ่าน ๆ ไม่ใช้ต้องมานั่งฟังเทป เปิดปกอัลบั้มอ่านเนื้อเพลงประกอบ นึกถึงสมัยฟังอัลบั้ม The Wall ของ Pink Floyd แล้วหาเนื้อเพลงไม่ได้ ไม่รู้ว่าเพลงมันพูดถึงอะไรกันแน่ ก็เขียนจดหมายไปถึงนิตยสาร Quiet Storm ในสมัยที่พายุหินกูรู – อารี แท่นคำ ประจำการในฐานะ บก.จิตหงุดเงี้ยว ขอสำเนาเนื้อในปกแผ่นเสียงเพราะอยากได้เนื้อเพลงมาอ่าน แล้วทางนั้นก็ส่งมาให้ซะด้วย เป็นมิตรจิตมิตรใจที่ดีกับคนอ่าน แต่ปัจจุบันหานิตยสารแบบนี้ไม่ได้

หรือฟังเพลงจากรายการวิทยุ ซึ่ง ดีเจ หรือ ผู้ดำเนินรายการ มีอิทธิพลทางความคิดทางด้านดนตรีต่อคนฟังที่ติดตามเหลือเกิน ไม่รู้ปัจจุบันยังมีแบบนี้อีกหรือเปล่า คือมีอิทธิพลทางความคิดก็คงมีแหละ แต่ในด้านดนตรีล่ะ? มีดีเจที่ยังชี้ให้เห็นจุดเด่นของแต่ละเพลง ความงามของแต่ละเพลง ฯลฯ

ที่ชอบ เดอะมานิกส์ มาถึงทุกวันนี้ ก็เพราะคุณ วาสนา วีระชาติพลี เปิดกรอกหูอยู่บ่อย ๆ จนกลายเป็นว่า เออ ชอบก็ได้วะ ก่อนหน้านั้นสักสิบกว่าปี เธอเคยทำให้เราหลงใหล David Bowie มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ เดอะมานิกส์ เป็นวงดนตรีที่ผูกพันในชีวิตต่างจากวงอื่น ๆ พอสมควร

อาจจะเป็นวงเดียวที่มีโอกาสเป็นส่วนร่วมตั้งแต่อัลบั้มแรกและดูพัฒนาการต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ไม่เหมือน The Beatles, The Doors ที่มาฟังตอนที่วงเหล่านั้นแยกวง/เสียชีวิต ไปแล้ว หรือ Mötley Crüe ก็เพิ่งมาฟังตอนอัลบั้ม Theater of Pain ตอนนั้น Girls, Girls, Girls ออกแล้วด้วยมั้ง แต่ซื้อTheater of Pain ก่อน Bon Jovi นี่ถ้า Slippery When Wet ไม่ดังก็คงไม่ได้ฟัง หรือ Guns N’ Roses อาจจะฟังมาตั้งแต่อัลบั้มแรกก็จริง แต่ การที่ปัจจุบันเหมือนกับเป็นวงของ Axl Rose มากกว่าจะเป็นวงดนตรีวงเดิมที่รู้จัก ความรู้สึกมันก็ต่างกันไป ในขณะที่เดอะมานิกส์ยังคงเกาะกลุ่มเหนียวแน่น แม้ Ritchie จะหายตัวไปอย่างลึกลับ

เขียนยาวมาถึงตอนนี้ ท่านอาจจะเริ่มฉุกคิดบ้างกระมัง ว่าควรจะเขียนถึง Resistance Is Futile แต่ไม่เขียนถึงเลยแม้แต่น้อย?

เพราะเห็นว่า Resistance Is Futile เป็นความชอบส่วนตัวจริง ๆ เวลาที่เราชอบอะไรสักอย่าง เราอาจจะไม่ต้องหาเหตุผลมาบรรยาย (นี่คือ Listening Diary ไม่ใช่การ Review ลงนิตยสารอย่างสมัยก่อนเนาะ) ชอบอัลบั้มนี้ อย่างที่แฟนเพลงคนหนึ่งชอบ หลายปีที่ผ่านมา (รีไวนด์เดอะฟิล์ม, ฟิวเจอร์รอโลจี) ทำให้เหินห่างไปจากเดอะมานิกส์พอสมควร ความสุขุมช่างไตร่ตรองชวนนอนหลับทำเอาเบื่อหน่ายไปพอสมควร แม้ว่าจะยังฟังบางเพลงจากสองชุดนั้นอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ค่อยได้ฟังเต็มอัลบั้มเท่าไหร่แล้ว เป็นเหมือนตอนที่ได้ฟัง ไลฟ์บลัด อยู่เหมือนกัน ตอนนั้นเกือบถอดใจจากวงไปแล้ว แต่ได้ เซนด์อะเวย์เดอะไทเกอรส์ กลับมาดึงเอาไว้อยู่

แต่ รีซิสแทนซ์อิสฟูไทล์ (อ่ะ ฟูเทิล ก็ได้หากอยากได้สำเนียงอเมริกัน) ทำให้กลับมาหลงรักเดอะมานิกส์อีกครั้ง! เหมือนกับเอา เจเนอเรชันเทอร์เรอริสตส์ กับ เอฟรีธิงก์มัสต์โก มาผสมตบแล้วคลึงเข้าหากันอย่างดี

ตอนฟังครั้งแรก ๆ ยังไม่รู้สึกอะไรมากนัก เหมือนกับยังไม่เข้าที่ แต่ฟังไปฟังมาเริ่มอินกับบทเพลง

People get tired

people get old

people get forgotten

people get sold

เป็นบทเพลงเพื่อความปลงชีวิตของคนชรา คือเอาเหอะ ยังไงก็เหนื่อยแล้วนะ ใครยังไม่ชราอาจจะยังไม่เข้าใจความรู้สึกนี้เท่าไหร่ เดอะมานิกส์ไม่ใช่คนอายุ 20 อย่างตอนออกอัลบั้มแรกกันอีกแล้ว แต่ละคนก็เข้าเลข 50 กันแล้ว แต่ในเลขห้ายังมีความฮึกเหิมซ่อนอยู่ คือ อายุมากแล้วไง?

ตั้งแต่เดอะมานิกส์ ปล่อยเพลง “International Blue” ก็รู้สึกแล้วล่ะว่า นี่คือ เดอะมานิกส์ภาคร็อกที่รู้สึกว่าห่างหายไปนาน ยังมีประโยคเด็ด ๆ ที่ติดใจอยู่ในแต่ละเพลงเหมือนเดิม “I hate the world more than I hate myself” หรือ “Words don’t cover the scars anymore”

Published by Friday I am in Rock

Lover and Hater, A profound liar of all time.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

%d bloggers like this: