Queen: A Night at the Opera

A Night at the Opera

A Night at the Opera เป็นสตูดิโออัลบั้มชุดที่สี่ของวงดนตรีร็อกสัญชาติอังกฤษ Queen วางจำหน่ายเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2518 โดย EMI Records ในสหราชอาณาจักร และ Elektra Records ในสหรัฐอเมริกา ดูแลการผลิตโดย Roy Thomas Baker และ Queen

คิดว่าอัลบั้ม A Night at The Opera คงเป็นอัลบั้มที่แฟนเพลง Queen รู้จักกันดีที่สุด โดยเฉพาะเพลง “Bohemian Rhapsody” อันสุดแสนคลาสสิค และต่อให้ไม่ใช่แฟนเพลงของ Queen ก็น่าจะเคยรับรู้กิตติศัพท์ของงานชุดนี้กันมาบ้าง พอดีไปได้แผ่นดีวีดีออดิโอมา (หลังๆมีการนำเอาอัลบั้มคลาสสิกมารีมาสเตอร์เป็นแผ่นดีวีดีออดิโอหลายชุด) ก็เลยคิดว่าน่าจะเขียนถึงแผ่น A Night at The Opera เสียหน่อย

A Night at the Opera

ดีวีดีออดิโอนี้ออกมาตั้งแต่เดือนเมษายน ๒๐๐๒ แล้ว ในแผ่นจะมีลูกเล่นให้ดูสมระดับดีวีดีเปิดเข้าไป จะได้เห็นหน้าจอต้อนรับเป็นรูปปกอัลบั้ม A Night at the Opera ในส่วนของเมน เมนูก็จะมีลูกเล่นให้เลือก แทร็คที่จะเล่น, วิดีโอ (เพลง Bohemian Rhapsody), แกลเลอรี่มีรูปให้ดู ๑๐ รูป, และเนื้อเพลง เป็นส่วนหลักๆ ที่ใครจะเลือกตรงไหนมาดูก่อนก็ได้ หรือจะเลือกดู เครดิต, DTS story หรือว่าเลือกระบบเสียงก่อนก็ได้  ซึ่งระบบเสียงมีให้เลือกทั้ง DTS 5.1, PCM Stereo   และ MLP 5.1  

ดนตรีของ Queen เป็นดนตรีที่เหมาะกับการฟังในแบบ ๕.๑ เพราะลักษณะเด่นของ Queen ก็คือการใช้เทคนิคบันทึกเสียงในแบบจัดวางเสียงซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ซึ่งในเพลงบรรเลงปิดท้ายอัลบั้ม “God Save the Queen” เป็นตัวอย่างที่ดีว่าการมิกซ์เพลง ที่สร้างมิติโดยได้ระบบ ๕.๑ มาช่วยมันสร้างความรู้สึกที่แตกต่างจากฟังสเตริโออย่างไร 

แต่การมิกซ์เสียงในอัลบั้มนี้ยังไม่ถือว่าสมบูรณ์แบบนัก อย่างน้อยเวลาฟังเสียงพวกแฉร์ หรือไฮ แฮ็ท รู้สึกว่าบางทีเสียงก็คมชัดดี แต่บางทีเสียงจมหายไป (แต่พอกลับไปฟังเป็นสเตริโอจะไม่เป็นที่สังเกตในเรื่องนี้มากนัก)   แต่เรื่องนี้ยังไม่แน่ใจว่าอาจจะเป็นปัญหาที่ระบบเครื่องเสียงของผมมันไม่สนับสนุนเต็มที่หรือเปล่า

วง Queen เป็นวงดนตรีอีกคณะหนึ่งที่แสดงถึงพัฒนาการเป็นขั้นเป็นตอน จากยุคแรกๆ ที่เหมือนกับวงที่ลอกเลียน Led Zeppelin ในเวอร์ชั่นที่ลดระดับความแรงลงมาหน่อย แต่พอผ่านไปสองสามอัลบั้ม พวกเขาก็สร้างแนวทางของตัวเองขึ้นมาได้ แต่ก็ยังทิ้งร่องรอยแบบแรกๆ อยู่

อย่างใน “Death on Two legs” ก็เป็นเพลงร็อกมันส์ๆ ที่โครงสร้างดนตรีคล้ายๆ กับยุคแรกๆ  พร้อมกับเนื้อที่ด่าทออดีตผู้จัดการแบบที่อ่านเนื้อเพลงไปก็อมยิ้มไป นายเฟร็ดดี้ เมอร์คิวรี่นี่ปากคอจัดจ้านจริงๆ

จุดเด่นของ Queen ก็คือสมาชิกแต่ละคน มีความสามารถในการประพันธ์เพลงพอๆ กัน และเพลงที่ได้ออกมาก็จะมีความแตกต่างกันไป ทำให้บทเพลงในอัลบั้มมีความหลากหลาย.

เพลงที่ไบรอั้น เมย์ประพันธ์ออกแนวร็อกสะใจ อย่าง “Sweet Lady” แต่ก็ไม่ทิ้งดนตรีบ้านๆ อย่าง “’39” ที่ออกแนวสคิฟเฟิ่ล และ “Good Company” ที่ออกไปทางดิ๊กซี่แลนด์  แต่ทั้งหมดนี้คือมีกลิ่นอายให้สัมผัส ดนตรีหลักยังร็อกอยู่

ส่วนเพลงที่จอห์น ดีค่อนทำออกมากลายเป็นที่งดงามน่าทึ่ง “You’re My Best Friend” ที่เขาบรรจงเขียนให้กับภรรยาของเขาได้รับการถ่ายทอดจากเฟร็ดดี้ เมอร์คิวรี่อย่างงดงาม เป็นหนึ่งในเพลงของ Queen ที่ฟังกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ. หรือโรเจอร์ เทเลอร์เข้ามาทักทายในเพลง “I’m In Love with My Car” บทเพลงที่เมอร์คิวรี่ไม่อยากร้องนำเขาจึงร้องเสียเอง…ทั้งหมดนี้มีความหลากหลายทางด้านทัศนคติที่มีต่อดนตรีของแต่ละคนชัดเจน.

ในส่วนของเฟร็ดดี้ เมอร์คิวรี่เองก็มีเพลงที่น่าสนใจหลายเพลงในชุดนี้ไม่ว่าจะเป็น เพลงฟังสบายๆ “Lazing on a Sunday Afternoon” เสียงเปียโนกับเสียงร้องของเมอร์คิวรี่ในอารมณ์ปลอดโปร่ง  หรือ “Love of My Life” อันมีท่วงทำนองงดงาม และที่ขาดไม่ได้ก็คือบทเพลงอมตะนิรันดร์กาล  “Bohemian Rhapsody”

อัลบั้มนี้ฟังแล้วค่อนข้างจะสนุก ทั้งที่สถานการณ์ทางการเงินของพวกเขาในตอนนั้นไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไบรอั้น เมย์เคยบอกว่า งานนี้ลงทุนไปเยอะ ถ้ามันไม่ประสบความสำเร็จอาจจจะต้องยุบวง Queen ทิ้งก็เป็นไปได้. แล้วเรื่องเงินก็ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยเพราะตอนที่จะออกซิงเกิ้ล  “Bohemian Rhapsody” นั้น โรเจอน์ เทย์เลอร์ถึงขนาดยื่นคำขาดให้เอาเพลง “I’m In Love with My Car” ไปใส่ในหน้าบี จะได้ค่าลิขสิทธิ์เพลงบ้าง ว่ากันว่าการดื้นรั้นยืนกรานของเทย์เลอร์ในตอนนั้นเล่นเอาคนในวงระส่ำระสายต่อไปอีกพอสมควร.

สิ่งที่ยอดเยี่ยมและกลายเป็นเอกลักษณ์ของ Queen อย่างหนึ่งก็คือเรื่องของการใช้เทคนิคในห้องบันทึกเสียงสร้างการประสานอันแน่หนา อย่างท่อนร้องประสานอันน่าขนลุกช่วงกลางเพลง “Bohemian Rhapsody” ที่เวลาแสดงสดสมาชิก Queen ก็หลบหน้าเปิดวีดีโอแทน ก่อนจะกลับมากระหน่ำในช่วงต่อไป (อันนี้ดูมาจากดีวีดี Live at Wembley)

การฟังโดยรีมาสเตอร์มาสำหรับ ๕.๑ มันช่วยให้การบรรจงวางเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นได้อารมณ์มากขึ้น  (รอย โทมัส เบเกอร์โปรดิวเซอร์คู่บุญบารมีที่โปรดิวซ์งานชุดนี้ของ Queen มาช่วยดูแลในจุดนี้ด้วย) ยกตัวอย่างเพลง “Love of My Life” ที่ดูเหมือนเป็นเพลงบางๆ เบาๆ ไม่มีอะไร แต่ลองมาฟังกันเต็มๆ จะได้ยินการซ้อนทับของเสียงเครื่องดนตรีหลายชิ้นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งทำให้การวางซ้อนประสานเสียง (ทั้งในแง่ ฮาร์โมนิก และในแง่ texture) ของบทเพลงดูเต็มอิ่มมากขึ้น

(เท่าที่อ่านจากเบื้องหลังการทำงาน อัลบั้มนี้ใช้โปรแกรม Nuendo เป็นตัวจัดการมิกซ์เสียง)  และการจัดการเคลื่อนที่ของทิศทางเสียงแต่ละเสียงก็ทำออกมาได้น่าสนใจ.

เป็นงานที่ทรงคุณค่ามากสำหรับการฟื้นคืนชีพดนตรีร๊อคคลาสสิคให้มีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง

Leave a Reply