The Cure: The Cure

The Cure เป็นผลงานลำดับที่ 12 ของวง The Cure วางจำหน่ายในปีค.ศ. 2004 

นี่คืออัลบั้มแรกที่เปิดฟังหลังเที่ยงคืน…เริ่มต้นปีพุทธศักราช 2567 กันด้วยวงดนตรีโปรดเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ใช่อัลบั้มโปรด…

แต่ความจริงนี่กลับเป็นผลงานที่น่าสนใจของ The Cure ในช่วงเวลาที่ต้องการความสดใหม่เข้ามาแทนที่ของเดิมที่เริ่มย่ำอยู่กับที่

การเลือกรอสส์ โรบินสัน (Ross Robinson) ผู้เคยดูแลการผลิตอัลบั้มให้กับ Korn, Limp Bizkit และ Slipknot อาจเป็นทางเลือกที่เสี่ยง แต่ก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยง

ทำไมโรเบิร์ต สมิธเลือกรอสส์? 

เขาอยากจะเปลี่ยนซาวด์ของ The Cure หรือไร?

แต่ถ้าย้อนไปดูตัวตนของโรเบิร์ตแล้ว ตั้งแต่ทำผลงานชุดแรก Three Imaginary Boys (1979) ออกมาแล้วรู้สึกว่าไม่ได้อย่างใจเท่าไหร่ เขาก็ควบคุมทิศทางความเป็นไปของ The Cure เข้มข้นเพื่อให้ผลงานแต่ละอัลบั้มให้ออกมาอย่างที่ตัวเองต้องการมากที่สุด

แต่หลังจากการเดินทางที่ยาวนาน จนมาถึง Bloodflowers (2000) อันมืดมนอาจจะเดินทางมาถึงจุดที่ The Cure กลายเป็นวงที่ไม่ต่างจากวงยุค 80 ด้วยกันที่เล่นแต่เพลงเก่า ๆ ทำซาวด์แบบเดิม อยู่ในวังวนที่เหมือนหาทางออกไม่เจอ

เป็นปัญหาที่ทุกวงดนตรีที่มีอายุยาวนานต้องประสบพบเจอ

การร่วมงานกับรอสส์อาจะเป็นทางออกที่ดี รอสส์ออกตัวว่าเป็นแฟนเพลง The Cure เขารู้ว่าแฟนเพลงคาดหวังผลงานที่ยอดเยี่ยมอย่างในอดีตเช่น Disintegration (1987) แต่ขณะเดียวกันก็คาดหวังว่าจะไม่ได้ฟังอะไรเดิม ๆ

แฟนเพลงช่างเอาใจยาก

“ฉันหาตัวเองไม่เจอ” โรเบิร์ต สมิธคร่ำครวญซ้ำแล้วซ้ำเล่า ใน “Lost” บทเพลงเปิดอัลบั้มนี้ ทุกคำที่รีดเร้นเค้นออกมาจากข้างในดูน่าอึดอัด สิ้นหวัง ดนตรีที่ดูอึดอัดส่อสำเนียงนูเมทัลจากฝีมือผู้ดูแลการผลิตอัลบั้ม

นี่คือผลงานที่หนักหน่วงที่สุดของ The Cure ในรอบหลายสิบปี เสียงร้องของโรเบิร์ตเป็นเอกลักษณ์และให้คววามรู้สึกสิ้นหวังมากขึ้นกว่าที่เคย ถ่ายทอดความรู้สึกของคนที่หาแหล่งที่ทางปักหลักของตัวเองไม่เจอ การมิกซ์เสียงให้เสียงร้องลอยเด่น บีบให้เกิดความรู้สึกอึดอัด หนุนเนื่องด้วยเสียงกลองและกีตาร์ที่ปั่นป่วน

อัลบั้มนี้กลายเป็นอัลบั้มร็อกที่เน้นกีตาร์!

โรเจอร์ โอดอลเนลล์ (Roger O’Donnell) มือคีย์บอร์ดโดนลดบทบาทในผลงานชุดนี้อย่างน่าเสียดาย ด้วยความที่ FR!DAY ! AM !N ROCK ชื่นชอบผลงาน Disintegration ที่เขาฝากฝีมือคีย์บอร์ดไว้จนเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของ The Cure ในช่วงปลาย 80 ถึงต้น 90 จึงอดเสียใจในเรื่องนี้ไม่ได้

เข้าใจว่าด้วยการโดนลดบทบาท รวมถึงอาจจะมีเรื่องอื่นด้วย ทำให้เขาหันไปทำอัลบั้มเดี่ยวของตัวเองแทน

การหันไปเน้นกีตาร์ ที่ซาวด์ออกจะดุ มีผลกระทบกับเพลงแน่นอน เพอรี บามอนต์ (Perry Bamonte) ดูจะได้เล่นมากขึ้น มีบทบาทมากขึ้น (แต่เขาก็ลาออกจากวงไล่เลี่ยกับโรเจอร์) เขาอาจะไม่ชอบใจทิศทางของวงที่ไปในทางนี้

ในอัลบั้มนี้ ยังไม่ถึงขั้น nü-metal แต่ก็ผสมผสานอยู่ไม่น้อย และกลายเป็นว่าโรเบิร์ตกลับมาโดดเด่นอีกครั้ง โดยมีเสียงเบสของ ไซมอน กัลลัฟ (Simon Gallup) ที่มีไดนามิก ความหนักเบาที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา

แต่ท้ายที่สุดแล้ว The Cure ยังคงเป็นอัลบั้ม Cure ซึ่งหมายความว่ามันควรค่าแก่การฟังและเพลิดเพลินตามสมควร แต่อาจไม่ถูกจริตคนที่เพิ่งรู้จัก The Cure สมัยอัลบั้ม Wish (1992) บ้าง สำหรับคนที่เคยติดใจบรรยากาศกอธิกสมัย Pornography (1982) อาจจะคุ้นเคยกับบรรยากาศนั้นอีกครั้งในผลงานชุดนี้

The Cure

  • Released: 25 June 2004
  • Recorded: 2003–2004
  • Studio: Olympic (London)
  • Label: I Am / Geffen
  • Producer: Ross Robinson / Robert Smith
  • Engineer, Mixing: Steve Evetts

Line-Up:-

  • Robert Smith – vocals, guitar, production
  • Perry Bamonte – guitar
  • Simon Gallup – bass guitar
  • Jason Cooper – drums
  • Roger O’Donnell – keyboards

Track Listing:-

  1. “Lost” – 4:07
  2. “Labyrinth” – 5:14
  3. “Before Three” – 4:40
  4. “Truth Goodness and Beauty” (excluded from North American, Brazilian and some European pressings) – 4:20
  5. “The End of the World” – 3:44
  6. “Anniversary” – 4:22
  7. “Us or Them” – 4:09
  8. “Fake” (excluded from CDs except in Japan) – 4:43
  9. “alt.end” – 4:30
  10. “(I Don’t Know What’s Going) On” – 2:57
  11. “Taking Off” – 3:19
  12. “Never” – 4:04
  13. “The Promise” – 10:21
  14. “Going Nowhere” (excluded from North American pressings) – 3:28

Leave a Reply