Richey Edwards: ริชีย์ เอ็ดเวิร์ดส์

ริชีย์ เอ็ดเวิร์ดส์ – Richey Edwards หรือ Richard James “Richey” Edwards นักแต่งเพลงและมือกีตาร์ของ Manic Street Preachers ผู้หายสาบสูญไปตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995

ริชีย์ เจมส์ เอ็ดเวิร์ดส์ เป็นที่รักของแฟนเพลงเดอะมานิกส์ยุคแรก เขาเป็นตัวแทนความสิ้นหวัง การทำร้ายตัวเอง ปฏิเสธที่จะกินอาหาร ติดเหล้า และเขาทำมันในแง่ของความน่าสมเพช ไม่ใช่ในแง่ความเท่ให้คนอื่นคิดว่าตัวเองทำในสิ่งที่เลิศเลอ

1 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1995 มานิกสตรีตพีชเชอรส์ มีกำหนดการที่จะบินไปสหรัฐอเมริกาเพื่อประชาสัมพันธ์อัลบั้ม ไบเบิลศักดิ์สิทธิ์ – Holy Bible แต่ ริชีย์ เอ็ดเวิร์ด มือกีตาร์และคนเขียนเนื้อเพลงของวงไม่ปรากฏตัว เขาเช็คเอาต์ออกมาจากโรงแรมลอนดอนแอมบาสซีในลอนดอน แต่ไม่ได้ไปที่สนามบิน มีการตามรอยในภายหลังว่าเขาได้ขับรถกลับมาที่อพาร์ตเมนต์ในคาร์ดิฟฟ์ ทิ้งบางสิ่งไว้ก่อนที่จะขับรถจากไป

วันแรก อาจจะดูเป็นเรื่องผิดปกติที่ปกติธรรมดาสำหรับเพื่อนฝูงคนใกล้ชิด แม้ว่าจะมีความกังวลอยู่บ้าง แต่เมื่อไม่มีใครติดต่อเขาได้เลยทุกคนก็คิดถึงสิ่งที่กังวลมาโดยตลอด…

สถานะปัจจุบันของ ริชีย์ เจมส์ เอ็ดเวิร์ดส์ คือ “เสียชีวิต” โดยศาลได้สั่งให้เปลี่ยนสถานะจากบุคคลสูญหายเป็น “เชื่อได้ว่าเสียชีวิต” เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 2008 ในเดือนเดียวกันเดอะมานิกส์กำลังทำงานอัลบั้มใหม่ โดยใช้เนื้อเพลงที่ริชีย์ทิ้งเอาไว้ อัลบั้มนั้นออกในปีถัดมา ในชื่ออัลบั้มว่า เจอนัลฟอร์เพล็กเลิฟเวอร์ส – journal for plague lovers

MANIC STREET PREACHERS WITH RICHEY EDWARDS

ราเชลน้องสาวของริชชีบอกว่า เธอทำใจลำบากมากที่จะต้องไปศาลและได้ยินคำประกาศว่า “เชื่อว่าเสียชีวิตแล้ว” เพราะลึก ๆ เธอยังคิดว่ามีโอกาสที่พี่ชายเธอจะมีชีวิตอยู่ “ทำไมคุณต้องไปใส่ใจว่าจะมีใครขโมยรถของคุณถ้าคิดจะจบชีวิตลง” เธอเชื่อมั่นแบบนั้น

Richey Edwards

ริชชาร์ด เจมส์ เอ็ดเวิร์ดส์ –  Richard James “Richey” Edwards หรือในยุคแรกจะเรียกว่า ริชีย์ เจมส์ เกิดและเติบโตที่แบล็กวู้ด ในเวลส์ เรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งเวลส์ในสาขาประวัติศาสตร์การเมือง เขาสนใจการเมืองเยอรมันและรัสเซียเป็นพิเศษ เขาสนใจเรื่องของรัสเซียและเยอรมนีช่วงสงครามเป็นพิเศษ อีลีนอร์ บราวนิง อาจารย์ผู้สอนชื่นชมว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มที่มุ่งมั่นและ “ไม่ปล่อยให้ความสนใจในเรื่องดนตรีป็อปมาขัดขวางความสนใจในการศึกษา”

ริชีย์, นิกกี ไวเออร์, เจมส์ ดีน แบรดฟิลด์ และ ฌอน มัวร์ เป็นเพื่อนร่วมโรงเรียน โอ๊กเดลคอมพรีเฮนซีฟสคูล แต่ในขณะที่ นิกกี เจมส์ และ ฌอน ตั้งวง บูลเจเนอเรชัน ก่อนจะเปลี่ยนเป็น เบตตีบลู  (โดยมีฟลิกเกอร์เป็นมือเบส) ริชีย์กลับตั้งใจจะเป็นครู สนใจเรื่องหลักปรัชญา สังคมและการเมือง เขาอาจจะชอบฟังเพลงและสนับสนุนเพื่อนฝูงให้ตั้งวงดนตรี แต่ตัวเขาไม่คิดจะหัดเล่นดนตรี การสนับสนุนเพื่อนฝูงนั้น ริชีย์เป็นทั้งคนขับรถและช่วยยกของ ออกแบบกราฟฟิก เป็นโฆษกบนเวทีและเป็นสมาชิกวงในปีค.ศ. 1989 และโดดเด่นในฐานะคนเขียนเนื้อเพลงร่วมกับ นิกกี ไวเออร์ มือเบสของวง

Richey Edwards: ริชีย์ เอ็ดเวิร์ดส์
4 REAL

Airplane

ภาวะซึมเศร้าของริชีย์ เริ่มต้นเมื่อเขาอายุราว 16 และหลังจากนั้นภาพลักษณ์ของเขาก็กลายเป็นคุ้นชินของแฟนเพลง การหายสาบสูญ หรือ หากว่าเขาจะฆ่าตัวตาย ไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมายของแฟนเพลงเดอะมานิกส์ตลอดเวลาตั้งแต่อัลบั้มแรก เขาก็ได้แสดงถึงวิถีชีวิตที่น่าเป็นห่วงมาโดยตลอด อย่างเช่นเมื่อครั้งที่ริชชี ให้สัมภาษณ์นิตยสารเอ็นเอ็มอีเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ค.ศ. 1991 เมื่อ สตีฟ ลามากค์ (Steve Lamacq) คนสัมภาษณ์เกิดคำถามทำนองว่า เดอะมานิกส์เป็นพังก์ของจริงหรือ? ทำให้เขาใช้ใบมีดโกนกรีดท่อนแขนซ้ายเป็นคำว่า 4 REAL ตอนนั้นต้องเย็บถึง 18 เข็ม

และก็ต้องยอมรับว่า ด้วยพฤติกรรมของริชชีที่ทำให้สื่อมวลชนสนใจ เป็นส่วนหนึ่งทำให้โคลัมเบียตัดสินใจเซ็นสัญญากับพวกเขา

ความไม่ปกติของริชีย์ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ ระหว่างที่เดอะมานิกส์ออกทัวร์ที่ประเทศเยอรมัน เขาเริ่มทำร้ายตัวเองมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเอาบุหรี่จี้ตัวเอง กรีดแขน รวมทั้งดื่มหนักขึ้น จนเพื่อนร่วมวงส่งเขาไปรับการบำบัดเมื่อกลับมาถึงอังกฤษ

“ตอนที่ผมเฉือนตัวเอง ผมรู้สึกดีขึ้น สิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ทุกอย่างที่อาจทำให้ผมรำคาญก็ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อยเพราะผมจดจ่ออยู่กับความเจ็บปวด ผมไม่ใช่คนประเภทกรีดร้องและตะโกนออกมา ดังนั้นนี่คือทางออกเดียวของผม ทุกอย่างมีเหตุผล”

ริชีย์ ให้สัมภาษณ์บีบีซี (เวลส์)

และเมื่อพวกเขามาเปิดการแสดงในประเทศไทย (วันที่ 22 – 23 เมษายน ค.ศ. 1994) ในวันที่ขึ้นแสดงที่เอ็มบีเคฮอล เมื่อ 23 เมษายน ค.ศ. 1994 เควิน คัมมินส์ ช่างภาพของวงได้บันทึกภาพริชีย์มีรอยกรีดที่หน้าอกไว้ และเล่าว่า มีแฟนเพลงบางคนได้ส่งมีดขนาดเล็กเป็นของชวัญให้ริชชีหลังเวทีก่อนการแสดงจะเริ่ม โดยเขียนโน้ตขอให้ริชชีใช้มันเฉือนตัวเองบนเวที ตอนท้ายของการแสดง ขณะที่เจมส์ร้องเพลง “เรนดรอปส์คีปฟอลลิง ออนมายเฮด” สมาชิกคนอื่นอยู่หลังเวที เขาจึงมาเก็บภาพสมาชิกวงและเห็นริชีย์กำลังมองตัวเองผ่านกระจกในห้องน้ำ หน้าอกมีรอยกรีด เควินตกใจและถามว่าเขาทำไปทำไม ริชีย์ตอบเพียงว่า “เขาขอให้ผมทำ ผมไม่อยากทำให้เขาผิดหวัง”

ช่วงที่มาเมืองไทยคือช่วงที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าอาการของริชีย์หนักขึ้นมากจนน่ากังวล เริ่มแสดงอาการของคนเป็นโรคอนอเร็กเซีย เวอร์โนซา เริ่มไม่กินอาหาร จนทำให้โดนส่งเข้ารับการบำบัดอีกครั้ง

เดือนกรกฎาคม เขาหายไปนาน 2 วัน (ใช้เวลาไปกับการดื่ม และทำร้ายตัวเอง…รวมถึงพยายามฆ่าตัวตาย) เขาต้องเข้ารับการบำบัดอีก 10 สัปดาห์ ราวปลายปี เขาซื้อขวานสับเนื้อเพื่อจะใช้สับนิ้วตัวเอง แต่มีคนพบเห็นเลยยึดขวานไปเสียก่อน และ 24 พฤศจิกายน หลังจากแสดงที่อัมเตอร์ดัม เขากรีดหน้าอกตัวเอง ต้องเย็บถึง 36 เข็ม

หลังจากอัลบั้ม เดอะโฮลีไบเบิล วางจำหน่าย (24 สิงหาคม ค.ศ. 1994) สุขภาพจิตของเขาตกต่ำลงถึงขีดสุด (ถ้าอ่านเนื้อหาในอัลบั้มเดอะโฮลีไบเบิ้ลแล้วคงคาดเดาได้ไม่ยาก) เขาต้องไปรักษาอาการทางจิตที่โรงพยาบาลไพรออรี ไม่ได้ร่วมกิจกรรมโฆษณาประชาสัมพันธ์อัลบั้มใหม่กับเพื่อนร่วมวง รวมทั้งไม่ได้เล่นกับวงในเทศกาลดนตรีเร้ดดิงด้วย

ลำดับเวลาก่อนริชีย์จะหายสาบสูญ

1 ธันวาคม นิกกีพบริชีย์หลบอยู่นอกโรงแรมในฮัมบรูก, เยอรมัน กำลังโขกหัวตัวเองเข้ากับกำแพง มีเลือดไหลริน การทัวร์ยุโรปจึงต้องยุติลงกระทันหัน

19 – 21 ธันวาคม ริชีย์แสดงสดร่วมกับเดอะมานิกส์เป็นครั้งสุดท้ายที่ลอนดอนแอสโทเรีย ซึ่งปิดท้ายด้วยการพังเครื่องดนตรีและระบบไฟ

เดือนมกราคม ค.ศ. 1995 ริชีย์ถอนเงินออกจากธนาคารวันละ 200 ปอนด์ รวมเป็นเงินทั้งหมด 2,800 ปอนด์ และยังมีคำสั่งซื้อโต๊ะตัวใหม่ให้ส่งไปที่แฟลตของเขาในคาร์ดิฟ (แต่ภายหลังมีรายงานว่าเขายังไม่ได้จ่ายเงิน) 

14 มกราคม ราเชล น้องสาวของเขา ได้เห็นหน้าริชีย์ครั้งสุดท้าย โดยเธอตามเขามาฝังศพ สนูปปี้ สุนัขที่เลี้ยงกันมาเป็นเวลา 17 ปี

23 มกราคม พ่อแม่ของเขาได้พบเขาเป็นครั้งสุดท้าย และในวันเดียวกันเขาให้สัมภาษณ์นิตยสารมิวสิกไลฟ์จากญี่ปุ่น และส่วนหนึ่งการให้สัมภาษณ์ครั้งสุดท้าย เขาบอกว่า “สำหรับผม สิ่งที่แย่ที่สุดที่ผมทำคือพยายามทำตัวปกติซึ่งมันลงเอยด้วยการที่ผมต้องไปอยู่โรงพยาบาล ตอนนี้ผมตื่นตอนเช้าและอยากเขียน มันทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองดีขึ้น”

31 มกราคม ริชีย์ เอ็ดเวิร์ดส์ กับ เจมส์ ดีน แบร็ดฟิลด์ เข้าพักที่โรงแรมลอนดอนแอมบาสซี่ในลอนดอน โดยมีกำหนดการบินไปสหรัฐอเมริกาเพื่อออกทัวร์ คืนนั้นเขาได้มอบหนังสือ โนเวลวิธโคเคน (Novel with Cocaine, 1934) นิยายแปลจากภาษารัสเซีย ของ เอ็ม อารีป) ให้เพื่อนคนหนึ่งและย้ำให้อ่านบทอินโทรดักชันพร้อมทั้งบอกว่าผู้เขียนนิยายได้เข้ารักษาอาการทางจิตก่อนหายตัวไป (นักเขียนคนนี้ค่อนข้างลึกลับและไม่ค่อยมีใครรู้จักตัวจริง) 

1 กุมภาพันธ์ ริชีย์เช็คเอาต์ออกมาจากโรงแรมและไม่ใครเห็นเขาอีกเลย เจมส์ ดีน แบร็ดฟิลด์ เดินทางไปอเมริกา และคิดว่าอีกไม่กี่วันคงจะได้เจอกับริชีย์

จากนั้นก็ไม่มีใครเห็นเขาอีกเลย 

14 กุมภาพันธ์ มีคนพบรถยนต์ วอกซ์ฮอลล์ คาวาเลียร์ สีเงินของเขาจอดทิ้งไว้ที่สถานีบริการใกล้ เอ็ม 4 บริเวณสะพานเซเวิร์น บางคน (ซึ่งเป็นแฟนเพลง) อ้างว่าเห็นริชีย์ที่สถานีรถบัส นิวพอร์ต แต่ในเวลานั้นเขาไม่รู้ว่าริชชีอยู่ในสถานะคนหาย พยานที่น่าเชื่อถืออีกคน คือคนขับรถแท็กซีชื่อ แอนโธนี แฮ็ตเทอร์ฮอลล์ บอกว่าเขารับริชชีจาก โรงแรมเดอะคิงในนิวพอร์ต พาเขาขับไปรอบเมืองและไปสิ้นสุดที่สถานีเซเวิร์นวิว โดยริชชีจ่ายค่าโดยสารเป็นเงินสด 68 ปอนด์

ปีค.ศ. 2018 ศาลประกาศอย่างเป็นทางการว่า ริชีย์คือ “บุคคลที่เชื่อได้ว่าเสียชีวิตแล้ว” ราเชล อีเลียส น้องสาวซึ่งยังคงตามหาหลักฐานเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ บอกว่าเธอค้นพบหลักฐานบางอย่างที่บอกเรื่องราวของริชีย์“เราได้รับคำบอกเล่าว่าริชาร์ดข้ามสะพานไปเมื่อเวลาบ่าย 2.55 เราได้พบใบเสร็จรับเงินที่บอกเวลา 2.55 ทำให้เรารู้ว่ามีช่วงเวลาถึง 8 ชั่วโมงระหว่างที่เขาออกจากโรงแรมกับเวลาที่เขาข้ามสะพานในวันเดียวกัน แต่ว่าตอนนี้เราได้ติดต่อคนที่สร้างเครื่องรับเงินและได้รู้ว่านาฬิกาในเครื่องเป็นระบบ 24 ชั่วโมง ดังนั้น 2.55 มันหมายถึง 2.55 ในตอนเช้า ดังนั้นคนที่เคยบอกว่าพบเขาในวันนั้นกลายเป็นไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง เราหวังว่าจะเรื่องนี้จะสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการสืบสวนเพราะเป็นข้อมูลสำคัญที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างและสิ่งที่เคยคิดกันทั้งหมดต้องมาดูใหม่อีกครั้ง”

2 thoughts on “Richey Edwards: ริชีย์ เอ็ดเวิร์ดส์”

  1. Pingback: Manic Street Preachers: The Early Years - Friday I Am In Rock

  2. Pingback: Kevin Carter the Photographer - Friday I Am In Rock

Leave a Reply

%d bloggers like this: