ข้ามไปยังเนื้อหา

ป้ายกำกับ: James Dean Bradfield

มุ่งหน้าสู่อนาคตใน Futurology

ถ้าไลฟ์บลัดคือความพยายามที่จะค้นหาหนทางใหม่ แล้วไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร (น่าจะเป็นอัลบั้มที่แฟนเพลงชอบน้อยที่สุดในบรรดาอัลบั้มทั้งหลายของเดอะมานิกส์) อัลบั้ม ฟิวเจอโรโลจี แสดงถึงการสั่งสมประสบการณ์ รสนิยม จนทำมันออกมาสำเร็จ เป็นซาวน์ดของเดอะมานิกส์

Rewind The Film: The Manics ภาคกลางคน

ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเดอะมานิกส์ตกผลึก หรือว่าคนฟังคนนี้เริ่มแก่ตัวตาม อัลบั้มนี้ไม่ได้ทำให้หงุดหงิดกับความสุขุมลุ่มลึก ถึงจะยังถวิลหาความดิบกร้าวแบบร็อกอย่างอดีตก็ตาม

Manic Street Preachers: Die in the Summertime

ภาพในวัยเด็กแลกสะอาดและปลอดโปร่ง มันเป็นสิ่งที่สวยงาม เทียบกับชีวิตที่เหมือนไร้ความหมาย มีเพียงหัวใจที่เต้นอย่างไร้ชีวิตชีวา

Manic Street Preacher: Journal for Plague Lovers

งานนี้ออกจะหม่นมืดมากกว่างานชุดที่แล้ว แต่ไม่ถึงขนาด เดอะโฮลีไบเบิล ยังพอรับกันได้ง่ายพอสมควร สำหรับคนที่ชอบเดอะมานิกส์ในยุคหลัง

Manic Street Preachers: Ocean Spray

ระหว่างที่แม่ของเจมส์เข้ารักษาโรคมะเร็งในโรงพยาบาลก็ได้รับคำบอกเล่าให้ดื่มน้ำแครนเบอรีเยอะ ๆ ซึ่งเจมส์เห็นว่ามันน่าขัน

Manic Street Preachers

เดอะมานิกส์ตั้งวงกันในช่วงปี ค.ศ. 1986 โดยเพื่อนร่วมโรงเรียนสี่คนคือ เจมส์ ดีน แบร็ดฟิลด์ (กีตาร์, ร้องนำ) ฌอน มัวร์ (กลอง) นิกกี้ ไวเออร์ (กีต้าร์) และฟลิกเกอร์ (เบส) เป็นวงแนวพังก์สุดขั้วที่ยึดวง เดอะแคลชเป็นต้นแบบ

Manic Street Preachers: Send Away the Tigers

เซนด์อะเวย์เดอะไทเกอร์สจะทำให้แฟนเพลงของเดอะมานิกส์นึกออกว่าทำไมถึงได้คลั่งไคล้พวกเขา

Dead Passive

เรื่องราวความรักที่คบกัน แล้วก็เลิกรา มันเกิดขึ้นตลอดเวลา เปลี่ยนตัวละครไปเรื่อยๆ แต่เดอะมานิกส์ปิดท้ายว่า ไม่ว่ายังไง พวกเขาก็มันแค่พวกไม่ใส่ใจที่งี่เง่าไร้สาระ ทำเพียงแค่หาเงินบริจาคการกุศลเล็ก ๆ น้อย ๆ เราทำให้ฟรี ๆ เลยนะ...

Manic Street Preachers: Lifeblood

ถ้าทำใจให้ลืมงานชุดแรก ๆ ไปได้ (ซึ่งคงทำไม่ได้) นี่อาจจะเป็นป็อปที่สวยงามเนื้อหาล้ำลึก

Manic Street Preachers: Kevin Carter

เมแกน บุตรสาวของ เควิน คาร์เตอร์ ให้สัมภาษณ์ว่า "I see my dad as the suffering child. And the rest of the world is the vulture."

La Tristesse Durera (Scream to a Sigh)

La tristesse durera แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า 'the sadness goes on' ได้มาจากเรื่องเล่าเกี่ยวกับจิตรกรชื่อดังชาวดัทช์ ฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์ ซึ่งในวันสุดท้ายของชีวิต เขาพูดว่า "La tristesse durera toujours" (ความเศร้าจะคงอยู่ตลอดไป)

Manic Street Preachers: Motorcycle Emptiness

จะหนีไปไหน มันก็ยังเหมือนเดิม ทุกๆ ที่ยังกับอยู่ในห้องดับจิต ทุกๆ ชีวิตล้วนเป็นเหยื่อ มีความสุขแบบแหลๆ เอามาบังหน้าการเมืองเน่าๆ

Manic Street Preachers: 4st7lb

บรรยายความรู้สึกของคนเป็นโรคอนอเร็กเซียที่ซูบเซียว เห็นกระดูกซี่โครงโผล่ออกมา แล้วจะรู้สึกดีขึ้นว่ารูปร่างดี