Manic Street Preachers: Stay Beautiful

Manic Street Preachers: Stay Beautiful

เนื้อหาว่าด้วยเรื่องบริโภคนิยมกับวัยรุ่นความหลงใหลเย้ายวนที่จะเป็นพวกหัวขบถแต่ล้มเหลวเพราะติดบริโภคนิยม

ก่อนริชชี เอ็ดเวิร์ดส์จะหายสาบสูญ

ก่อนริชชี เอ็ดเวิร์ดส์จะหายสาบสูญ

1 กุมภาพันธ์ ริชชีเช็คเอาต์ออกมาจากโรงแรมและไม่ใครเห็นเขาอีกเลย มีการตามรอยว่าเขาได้ขับรถกลับมาที่อพาร์ทเม้นท์ในคาร์ดิฟฟ์ ทิ้งบางสิ่งไว้ก่อนที่จะขับรถจากไป

Manic Street Preachers: Die in the Summertime

Manic Street Preachers: Die in the Summertime

ภาพในวัยเด็กแลกสะอาดและปลอดโปร่ง มันเป็นสิ่งที่สวยงาม เทียบกับชีวิตที่เหมือนไร้ความหมาย มีเพียงหัวใจที่เต้นอย่างไร้ชีวิตชีวา

Manic Street Preachers: Journal for Plague Lovers

Manic Street Preachers: Journal for Plague Lovers

งานนี้ออกจะหม่นมืดมากกว่างานชุดที่แล้ว แต่ไม่ถึงขนาด เดอะโฮลีไบเบิล ยังพอรับกันได้ง่ายพอสมควร สำหรับคนที่ชอบเดอะมานิกส์ในยุคหลัง

Manic Street Preachers

Manic Street Preachers

เดอะมานิกส์ตั้งวงกันในช่วงปี ค.ศ. 1986 โดยเพื่อนร่วมโรงเรียนสี่คนคือ เจมส์ ดีน แบร็ดฟิลด์ (กีตาร์, ร้องนำ) ฌอน มัวร์ (กลอง) นิกกี้ ไวเออร์ (กีต้าร์) และฟลิกเกอร์ (เบส) เป็นวงแนวพังก์สุดขั้วที่ยึดวง เดอะแคลชเป็นต้นแบบ

Manic Street Preachers: Dead Passive

เรื่องราวความรักที่คบกัน แล้วก็เลิกรา มันเกิดขึ้นตลอดเวลา เปลี่ยนตัวละครไปเรื่อยๆ

แต่เดอะมานิกส์ปิดท้ายว่า ไม่ว่ายังไง พวกเขาก็มันแค่พวกไม่ใส่ใจที่งี่เง่าไร้สาระ ทำเพียงแค่หาเงินบริจาคการกุศลเล็ก ๆ น้อย ๆ เราทำให้ฟรี ๆ เลยนะ...

La Manic Street Preachers: Tristesse Durera (Scream to a Sigh)

La Manic Street Preachers: Tristesse Durera (Scream to a Sigh)

La tristesse durera แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า 'the sadness goes on' ได้มาจากเรื่องเล่าเกี่ยวกับจิตรกรชื่อดังชาวดัทช์ ฟินเซนต์ ฟาน ก็อกฮ์ ซึ่งในวันสุดท้ายของชีวิต เขาพูดว่า "La tristesse durera toujours" (ความเศร้าจะคงอยู่ตลอดไป)

Manic Street Preachers: Motorcycle Emptiness

Manic Street Preachers: Motorcycle Emptiness

จะหนีไปไหน มันก็ยังเหมือนเดิม ทุกๆ ที่ยังกับอยู่ในห้องดับจิต ทุกๆ ชีวิตล้วนเป็นเหยื่อ มีความสุขแบบแหลๆ เอามาบังหน้าการเมืองเน่าๆ